สาวน้อย (3)

                หลังจากที่ พระนิรันตระฉันเพลเสร็จสรรพก็ให้พร

                “โยมทั้งสองจงรับอาหารก้นบาตรของอาตมาเถอะ”

“เจ้าค่ะพระคุณเจ้า”

                พระนิรันตระเห็นอากัปกริยาของราชาวดีแล้วรู้ดีว่า สาวน้อยคนนี้คงมีคำถามแก่เรามากมาย เราต้องรีบกำหนดตอบในทางที่ไม่ให้ราชาวดีหลงยึดติดในสิ่งใดเพื่อจะได้เดินทางในสายธรรม

                หลังจากยายหลานได้รับประทานข้าวก้นบาตรเสร็จเรียบร้อย ราชาวดีเก็บของจานชามเดินไปล้างที่ริมลำธาร

“พระคุณเจ้าเจ้าค่ะ อิฉันมีสิ่งที่อยากจะเรียนถามพระคุณเจ้าเกี่ยวกับวดีหลานของอิฉัน จะได้ไหมเจ้าค่ะ?”

                “ได้ซิโยม ตามสบายเลยนะ”

                “หลานของอิฉันมีอะไรเกี่ยวกับป่าแห่งนี้เจ้าค่ะพระคุณเจ้า”

                “ อืม อาตมาจะบอกได้เฉพาะที่บอกได้นะโยม”

                “เจ้าค่ะ”

                พระนิรันตระ…หลับตากำหนดนิ่ง แล้วพูดตอบยายเอม ยายคนเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้ถือว่าประเสริฐสุดแล้ว อยู่ที่แต่ละคนจะถูกกำหนดมาทำหน้าที่อะไร บางคนก็เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่าก็มีออกถมไป  ราชาวดีหลานสาวยายเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตากรุณาจึงเกิดมาเพื่อทำหน้าที่สร้างบุญบารมีต่อ สร้างสิ่งที่ทำไว้ค้างอยู่ให้สำเร็จ เพราะหมดอายุไปเสียก่อนเมื่อชาติที่แล้ว จึงต้องกลับมาเกิดอีก ไม่ต้องห่วงดอกยาย สิ่งที่ยายเห็นไม่ได้มีสิ่งใดเป็นเรื่องน่ากังวล ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ยายมองดูโน่นซิ หลานยายเขามีความสุขขณะที่อยู่ริมลำธาร อาตมาคิดว่ากำลังร้องเพลงอยู่นะยาย”… “ยายกับหลานก็เคยอยู่ด้วยกันมามีสัญญาต่อกันและได้มาพบเจอกันอีกในชาตินี้”

                ยายเอมพยักหน้า.. “เจ้าค่ะพระคุณเจ้า แล้วอิฉันต้องทำอะไรอีกมั้ย? นอกจากงานบ้านงานเรือน เรื่องสอนธรรมะ อิฉันคงสอนไม่ได้ มีแต่ทำบุญใส่บาตรอย่างที่ทำทุกวันนี้ อิฉันขออนุญาตมาเยี่ยมพระคุณเจ้าบ่อยๆ อยากให้พระคุณเจ้าให้ธรรมะกับเรายายหลานนะเจ้าค่ะ”

                “ได้ซิโยม อาตมาจะออกไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านทุกๆวันพระ และจะอยู่ปฏิบัติภาวนาในป่านี่แหละ วันไหนที่โยมเข้ามาในป่านี้ ให้จุดธูป 19 ดอก และท่อง

                นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3จบ

                อิติสุคโต อะหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง 3 จบ

อาตมาจะรู้เองแหละโยม”

                “สาธุๆขอบน้ำใจพระคุณเจ้ามากเจ้าค่ะ ที่เมตตา เรายายหลาน” สีหน้ายายเอมยิ้มแย้มอย่างมีความสุข

                ราชาวดีเก็บถ้วยชามใส่ตะกร้าเดินกลับเข้ามาที่กลด และก้มลงกราบพระนิรันตระ

                “ยายคุยอะไรกับหลวงตาอยู่จ๊ะ ดูยายยิ้มสดชื่นจริง” เอาหน้าซบที่แขนยายเอม

                “สนทนากับพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าให้ธรรมะกับยาย ยายเลยขออนุญาตมาฟังอีก วดีจะมากับยายไหมล่ะ?” ยายเอมแกล้งถามหลานสาวและอดยิ้มไม่ได้

                “โธ่ ยายไม่น่าถามเลย วดีมาอยู่แล้วนะคะหลวงตา วดีชอบที่นี่ เห็นไหม?ยายต่างหากที่ไม่ยอมพาวดีมา กลัวโน่นนี่นั่น” ชายหางตาต่อว่ายายเอมอย่างน่าเอ็นดู “ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวสักหน่อยจริงไหมค่ะหลวงตา?”

                พระนิรันตระอดหัวเราะไม่ได้.. “ถ้าโยมมากันสองคนก็น่าเป็นห่วงอยู่หรอกนะ เป็นผู้หญิงทั้งคู่ ยิ่งแต่ก่อนอาตมาว่า สิงสาราสัตว์ป่าคงมาเดินเพ่นพ่าน แต่ทุกวันนี้ชาวบ้านแถวหมู่บ้านใกล้เคียงแถวนี้ก็เดินผ่านมาบ้าง เพราะละแวกนี้มีผลไม้ป่าเยอะทีเดียว เอาล่ะๆยังไงเสียอาตมาอนุญาตแล้วก็มากันเถอะ อาตมาจะได้สอนหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้”

                ยายเอม ราชาวดี รับคำพร้อมๆกัน… “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

                “วันนี้ก่อนโยมทั้งสองจะกลับออกจากป่าไป อาตมาจะให้ธรรมะ เรื่องการเจริญเมตตา ซึ่งโยมทั้งสองมีเมตตาอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพื่อจะได้ปลูกฝังให้เติบโตเหมือนเราจะปลูกข้าว เราก็ต้องเตรียมถากถางพื้นที่นาไว้ปลูกต้นกล้าเล็กๆในแปลงนานั้น เช่นเดียวกับการที่โยมเข้ามาสู่สถานที่ที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ของอาตมา ทำให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งเอื้ออำนวยให้หัวใจของโยมทั้งสอง พร้อมที่จะรองรับเมตตาที่จะเจริญขึ้น จากนั้นก็จะหว่านเมล็ดพันธุ์เมตตาด้วยการฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ”

                “ประการแรกเลย อาตมาอยากกล่าวว่า ความเมตตานั้นเป็นสิ่งที่โยมทั้งสองมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามความหนาแน่นของ นิวรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องปิดกั้นหรือกิเลสในใจของคนเรานั้นแตกต่างกันไป หากเราสามารถหยั่งลึกลงไปในจิต และขจัดกิเลสเหล่านี้ออกไปเสียได้ มนุษย์เราก็จะกลับสู่สภาพธรรมชาติของหัวใจอันบริสุทธิ์และกอปรด้วยเมตตา”

“ในพระพุทธศาสนามีคำเจริญเมตตา 4  ประโยค ดังนี้

                อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร

                อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคภยันตราย

                อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

                สุขีอัตตานังปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้าจงรักษาตนได้อย่างมีความสุข

                เหล่านี้คือคำเจริญเมตตาให้กับตนเอง เมื่อเจริญเมตตาให้ผู้อื่น คำเจริญเมตตาจะเปลี่ยนไป ดังนี้

                อะเวรา โหนตุ ขอให้ท่าน/เขาทั้งหลายจงปราศจากเวร

                อัพยาปัชฌาโหนตุ ขอให้ท่าน/เขาทั้งหลายจงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

                อะนีฆาโหนตุ ขอให้ท่าน/เขาทั้งหลายจงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

                สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ขอให้ท่าน/เขาทั้งหลายจงรักษาตนได้อย่างมีความสุข

                แต่ที่อาตมาใช้ง่ายๆมีดังนี้

                1. ขอให้ข้าพเจ้าจงปลอดภัยจากทุกข์ทั้งภายในและภายนอก

                2. ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขความสงบ

                3. ขอให้ข้าพเจ้าจงมีสุขภาพดีและแข็งแรง

                4. ขอให้ข้าพเจ้าสามารถดูแลรักษาตนได้อย่างเบิกบานเป็นสุข

                เอาล่ะวันนี้เอาแค่นี้ คราวหน้าอาตมาจะอธิบาย เพราะเดี๋ยวจะค่ำ”                

ยายเอมกับราชาวดี ก้มลงกราบพระนิรันตระด้วยความอิ่มเอมหัวใจ

มณีจันทร์ฉาย