พรทิพย์ ศรีสำราญ

พรทิพย์ ศรีสำราญ
CAPTHAI

“เคยมีหมอดูทักไว้ว่า เรียนไม่จบหรอก จะไม่สบายกลับมา” คุณเปิ้ล (พรทิพย์ ศรีสำราญ) หัวเรือใหญ่ของ CAPTHAI เล่าถึงความท้าทายที่สุดของชีวิตครั้งหนึ่ง

“หลังจากจบจากจุฬาฯ ทำงานหาประสบการณ์พักนึง เปิ้ลก็ไปเรียนต่อปริญญาโทการบริหาร ที่เมือง อินเดียนาโพลิส ก่อนไปหมอดูมาทัก ตอนนั้นไม่คิดอะไรเพราะร่างกายยังแข็งแรงดี แต่พอเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จากเด็กที่จบเกียรตินิยม เคยชอบอ่านตำรา กลับฝืนสู้กับความง่วงเหงาหาวนอนไม่ได้ ห้องอาหารของมหา’ลัย กลายเป็นห้องนอน ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ คุยสนุกๆ กันอยู่ แต่เราก็เผลอฟุบหลับเหมือนถูกปิดสวิตช์ คนอื่นต้องรอให้ตื่น จนรู้สึกเสียใจว่า ทำไมฉันเรียนไม่ได้ ทำไมฉันทำไม่ได้ แล้วยังเป็นเหมือนโรคซึมเศร้า คิดเยอะ จนต้องนั่งสมาธิถึงจะทำให้จิตใจสงบ”

สิ่งสำคัญที่เป็นแรงกระตุ้นของคุณเปิ้ลก็คือ “ถ้าปล่อยให้ชะตาชีวิตเป็นจริงตามคำทำนาย ชีวิตนี้คงจะต้องเชื่อหมอดูตลอดชีวิต นี่เรากำลังจะปล่อยให้คนอื่นมาชี้ชีวิตเรา แบบนี้ยอมแพ้ไม่ได้”

อีกทั้งเธอยังเป็นคนชอบเข้าวัด ได้สนทนาธรรมกับแม่ชีที่เคารพรักอยู่เป็นประจำ จนได้แง่คิดว่า “คนอื่นที่เขาไม่มีโอกาสแบบเรา เขายังอยู่กันได้ ชีวิตไม่ต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป เกียรตินิยมไม่จำเป็นหรอก” คุณเปิ้ลเลยกลับมาฮึด ปรึกษาหมอที่นั่น อาการก็ดีขึ้น ถ้าเรียนหนักไปก็ลดวิชาลง ยอมจบช้าหน่อย จนในที่สุดก็เรียนจบปริญญาโทได้สำเร็จด้วยผลการเรียนที่น่าพอใจ…

จากเหตุการณ์นั้น ทำให้เธอไม่กลัวกับปัญหาอะไรทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาแล้วอะไรจะเข้ามาก็แก้กันไป ขนาดสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรง เรียนก็ต้องเรียน แต่ก็ยังคิดที่อยากจะไปทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ ทำหน้าที่เพื่อคนอื่นอีก พอดีที่นั่นมีโครงการ Secondhelpings ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และยังได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด นั่นคือการไปเป็นจิตอาสาในโรงครัว “ห้างร้านต่างๆ จะนำอาหารที่ใกล้หมดอายุแล้วแต่ยังดีอยู่มาบริจาค เราก็มีหน้าที่มาคัดกรองวัตถุดิบเหล่านี้ ให้เชฟไปปรุง แล้วนำอาหารเหล่านี้ไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ ผู้ต้องการความช่วยเหลือ” คุณเปิ้ลอาสาช่วยนี้ด้วยใจและมีความสุขที่ได้ทำ

หลังเรียนจบ คุณเปิ้ลเคยคิดอยากเปิดร้านขายกาแฟไทย ขายชาไทย อยู่ที่โน่น จนกระทั่ง “ป่าป๊า หม่าม้า บินมาหา รู้สึกว่าท่านดูสูงวัยไปมาก จนรู้สึกว่าต้องกลับมาดูแลท่าน ตั้งใจว่ายังไงก็จะกลับมาช่วยงานที่บ้าน” และนั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต…

“มุมมองชีวิตของเราโตขึ้นมาก เคยคิดว่า ชีวิตนี้ถ้าจะทำอะไรให้ทำเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่า ทำไมวันนั้นเราถึงไม่ทำ เปิ้ลเป็นคนต้องไปให้สุด ถ้าไม่ถึงสุดท้ายจริงๆ จะไม่ยอมหยุด ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เพราะเราทำเต็มที่แล้วได้เท่านี้ ไม่เหลืออะไรให้คาใจ” นี่คือความคิดอันกล้าแกร่งของผู้หญิงเก่งคนนี้

กลับมาก็เริ่มทำงานกับที่บ้าน แต่ใจยังรักการทำขนม จึงเรียนไปเรียนที่สวนดุสิตในวันหยุด แล้วนำมาปรับให้เป็นสูตรของเธอเอง จนแฟนชมว่าอร่อย ให้ใครชิมก็ชม พอเลิกงานก็รับเปิดเตาทำขนมขาย ถึงแม้จะทำรายได้แค่นิดหน่อย แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำ..

จนเมื่อถึงเวลาตัดสินใจว่า… “เส้นทางการทำขนมเราไปสุดทางแล้ว ถ้าจะให้ไปต่อต้องลงทุนอีกมาก และเรื่องที่ทำแล้วสนุกก็จะไม่เป็นเรื่องสนุกอีกต่อไป จึงคิดว่าพอแล้วดีกว่า”…

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตอีกครั้งก็คือ การเข้ามารับผิดชอบธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัว จากเดิมที่เคยแค่ช่วย แค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่เมื่อเป็นเจ้าของแค่นั้นมันไม่เพียงพอ “เราต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อตัวเอง เหมือนกับการไปช่วยคนอื่นสร้างบ้าน กับสร้างบ้านของตัวเอง อุปสรรคและวิธีการคิด วิธีการแก้ปัญหา มันแตกต่างกันมาก แต่เราก็ต้องอยู่ให้ได้ ชีวิตต้องไปต่อ”…

“จากเดิม ธุรกิจของเราเคยเน้นเรื่องความหลากหลายทางรูปแบบ ทำให้ต้นทุนสูงมาก เมื่อเริ่มมาพิจารณาดูก็พบว่า การทำงานที่มีปริมาณเยอะๆ เพื่อทำยอด โดยพยายามให้มีต้นทุนต่ำ เหมือนกับโรงงานอื่นๆ เป็นสิ่งที่เราไม่ถนัด เพราะจุดแข็งของเราคือ การผลิตงานคุณภาพ งานที่ไม่สวย คุณภาพไม่ถึง เราไม่เคยปล่อยผ่าน วัฒนธรรมองค์กรของเราเป็นแบบนี้มาตลอด” คุณเปิ้ลเล่าให้ฟังถึงจุดแข็งในธุรกิจ ที่เธอต้องหาทางออกให้ได้…

“แบรนด์ที่สร้าง ต้องเป็นสินค้าที่สามารถโตขึ้นไปได้อีก แค่มีของ มียี่ห้อ ไม่ใช่การทำแบรนด์ เมื่อเราจะเลือกเส้นทางนี้ ต้องทิ้งความเป็นโรงงาน หันมาสนใจงานทางด้านการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ ความความเชื่อมั่นในสินค้า เพื่อทำให้เราโตขึ้นไปได้อีก นี่คือการสร้างแบรนด์ของเรา”

เมื่อคุณเปิ้ลเลือกจะมีบ้านสวย คนเดินผ่านต้องหันไปมอง ขณะที่ยังสร้างบ้านไม่เป็น แต่จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะสร้าง เธอจึงใช้เวลาในการเรียนรู้ ใช้เวลาในการสร้างแบรนด์ ทดลองเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำกันมาก่อน อย่างเรื่องการทำธุรกรรมทางออนไลน์ ซึ่งคนรุ่นใหม่ถนัดกว่า พร้อมกับการอาศัยที่ปรึกษา การเข้าร่วมในสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิ..

“ใหม่ๆ ต้องปรับตัวกันหลายครั้งหลายหน พอคนนั้นบอกทำอย่างนี้แล้วจะดี เราก็ทำ แต่พอไปถามอีกคนก็บอกว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ ต้องทำอย่างนั้นจะดีกว่า ทำให้เกิดความสับสนในช่วงแรก แต่ในที่สุดเมื่อเราสะสมประสบการณ์มากขึ้นๆ นำข้อแนะนำของแต่ละท่านมาปรับให้เข้ากับธุรกิจเรา ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่ จนได้เอกลักษณ์ที่ชัดเจนในแบบของเรา นั่นคือการคุมสินค้าที่มีอยู่หลากหลายให้กลายเป็นคอลเลคชั่น มีการนำเสนอในรูปแบบสากล ให้ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น เป็นการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นคุณพ่อมาสู่รุ่นลูกให้เดินหน้าเต็มที่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Number One UV Hat ในตลาดประเทศไทย ที่เรายึดมั่นมากว่าสามสิบปีแล้วค่ะ”…

เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ คุณเปิ้ล ได้ตอบพร้อมกับหัวเราะแบบขำๆ ว่า… “เพราะเปิ้ลไม่ชอบการสอบ ไม่ชอบความล้มเหลว จึงต้องตั้งใจเรียนที่สุด เพื่อจะได้สอบผ่านให้ได้ภายในครั้งเดียว ธุรกิจก็เช่นกัน ต้องทำให้ดีที่สุดแล้วผ่านไปเลย ส่วนอุปสรรคอื่นจะไปเจอครั้งหน้าค่อยว่ากัน จึงต้องทำให้ถึงที่สุดกับทุกอย่าง”

“ทุกคนมีทั้งสุขและทุกข์ แต่เราก็เลือกฝั่งของเราเองได้ ว่าจะอยู่ตรงไหน ถึงแม้จะยากลำบากสักเพียงใด แต่ก็ย่อมมีอีกฝั่งดีๆ ให้มองเสมอ แล้วเราจะเดินต่อไปได้ แต่ถ้าจมอยู่กับฝั่งทุกข์ ติดยึดอยู่กับปัญหาเราก็เดินต่อไม่ได้ เปิ้ลทำงานแทบ 24 ชั่วโมง แต่ก็ทำด้วยความสุข สนุกไปกับงาน แล้วก็ไม่เคยลืมครอบครัว ยังอยากดูแลทุกคน ขอแค่เพียงให้บอกว่าต้องการสิ่งไหน เราก็ยินดีทำให้เสมอ”

“คุณค่าของเรา คือการสร้างคน เราจ้างพนักงาน เขามีงานทำ เขาก็ไปดูแลครอบครัวต่อได้ เราดูแลพ่อแม่ให้มีความสุข ท่านก็เผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างอีกต่อไป นี่คือแรงบันดาลใจให้เปิ้ลมีพลังลุกขึ้นไปทำงานได้ทุกวัน” นั่นคือบทสรุปที่ลงตัวของ Working ตัวจริงของฉบับนี้

ก่อนจบบทสนทนา เราได้ขอให้คุณเปิ้ลช่วยบอกกล่าวถึง CAPTHAI ปิดท้าย

“คนไทยเราอาจจะยังไม่คุ้นกับการใช้หมวกมากเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่สภาพแวดล้อมของบ้านเมืองเราเป็นเมืองร้อน แดดแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสายตา ผิวหนัง, Cap Thai อยากจุดประกายให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้หมวกที่คุณจำเป็นต้องมี เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น อย่าให้แค่ความไม่คุ้นทำให้สุขภาพเราต้องเสื่อมถอยไป ในเมื่อเราสามารถป้องกันได้แบบง่ายๆ นะคะ”

Enjoy Life Under Sunshine ค่ะ !