ดร.ชยภรณ์ ธนาบริบูรณ์

ดร.ชยภรณ์ ธนาบริบูรณ์
บริษัท ฟลีทเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

“ถึงแม้จะรู้สึกว่าสุขสบายดีแล้ว แต่ชีวิตคนเราก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ต้องมีอะไรเข้ามาให้ได้ทำ ให้ค้นหาต่อไปอีกเสมออย่างไม่รู้จบ หรือบางครั้งอาจจะไม่ต้องทำแค่เพื่อตัวเองเท่านั้น ทำเพื่อคนอื่นบ้างก็ได้ เพราะนั่นคือเป้าหมายที่ใหญ่กว่าของเรา”

คุณหน่อย (ดร.ชยภรณ์ ธนาบริบูรณ์) กล่าวถึงบทสรุปที่ทำให้ชีวิตเธอไม่เคยหยุดนิ่ง ทั้งๆ ที่ภาพลักษณ์ภายนอกหลายคนอาจจะเห็นว่า ถึงแม้จะไม่ต้องดิ้นรนอะไรให้มากมาย ชีวิตของเธอก็คงมีความสุขสบายรออยู่

ตอนที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอกในครั้งแรก เคยถูกทักท้วงว่า.. “หน่อย… เธอจะบ้ารึเปล่า ชีวิตก็สบายๆ ดีอยู่แล้ว จะหาเรื่องเหนื่อยเกินจำเป็นทำไม”… ทั้งนี้ก็เพราะ ผู้ที่เอ่ยปากห้ามได้เห็นมาเยอะแล้วว่า.. กว่าจะเรียนจบดอกเตอร์ ทำเอาหลายคนแทบจะเพี้ยนไปเลยก็มี แล้วคนที่ไม่มีความกดดัน หรือมีความจำเป็นให้ต้องไปเรียนอย่างเธอ จะทำไปเพื่ออะไร

หลายคนเคยถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงต้องเรียนเยอะจนจบปริญญาเอก ทั้งๆ ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องเรียนจนเหนื่อยขนาดนี้

“อยากจะบอกว่าเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ เพราะเมื่อถึงเวลาก็ต้องไปต่อเอง มันอยู่ไม่ได้ เหมือนตอนจบปริญญาตรี พอถึงเวลาก็ต้องเรียนต่อปริญญาโท และเมื่อมีโอกาสอีกก็เรียนต่อปริญญาเอก เป็นจังหวะของช่วงชีวิตที่ต้องไปเรียน เมื่อทำได้แล้วก็รู้สึกเหมือนชีวิตบรรลุเป้าหมาย”

ครั้งแรกคุณหน่อยกะว่าจะเรียนแบบสบายๆ เพราะไม่ต้องการเรียนเพื่อไปเป็นอาจารย์หรือทำงานหนักอีก แต่เป็นการเรียนเพราะอยากรู้ แต่พอดีจังหวะที่เตรียมจะเรียนนั้นตั้งครรภ์พอดี ทำให้ต้องล้มเลิกความตั้งใจ พักไปชั่วคราวก่อน จนเมื่อลูกเริ่มเข้าอนุบาล เริ่มมีเวลาอีกรอบ ความคิดที่อยากจะทำดอกเตอร์ก็กลับมาอีกครั้ง

คุณหน่อยเริ่มชีวิตการศึกษาในสาขาจิตวิทยาจากรั้วจามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูแล้วเหมือนจะง่าย เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เป็นเรื่องลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนั้นการเรียนสาขาจิตวิทยา จึงเป็นการเรียนเพื่อให้รู้ตัวตนของตัวเอง รู้จักคนอื่น รู้จักการใช้ชีวิต สามารถนำไปช่วยเหลือผู้คน ให้คำปรึกษากับผู้อื่นได้ และด้วยความสนใจ จึงเรียนต่อสาขาจิตวิทยาให้ลึกขึ้นไปอีกในระดับปริญญาโทที่สถาบันเดิม

ช่วงฝึกงาน คุณหน่อยต้องไปนั่งเป็นนักจิตวิทยา คอยให้คำปรึกษากับพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม ใครมีปัญหาเข้าข่ายทางด้านจิตใจ ทางห้องพยาบาลก็จะส่งตัวให้มาหา เป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยา นักจิตวิทยาต้องคอยรับฟังปัญหา ให้คำแนะนำตามความต้องการของผู้มีปัญหา ทำให้เขาพอใจกับคำปรึกษา จนสุดท้ายได้ความสบายใจกลับไป

“คนให้ความสนใจมาก เพราะเหมือนกับเราเป็นผู้ให้ อยากจะแก้ปัญหาให้กับเขาจริงๆ ส่วนใหญ่ปัญหาที่เจอก็มักจะเป็นเรื่องการทำงานกับชีวิตส่วนตัวที่หลากหลายปนๆ กันไป แต่สิ่งที่ทำให้เราเกิดความประทับใจระหว่างทำหน้าที่ก็คือ ตอนเข้ามาหาเรา เขาเต็มไปด้วยปัญหา แต่เมื่อกลับออกไป เขาสบายใจมีรอยยิ้ม เราเองก็ดีใจ รู้สึกว่าแก้ปัญหาให้เขาได้”

หลังจากจบปริญญาโท คุณหน่อยตั้งใจจะเลือกเรียนต่อปริญญาเอกในแนวทางเป็นที่ปรึกษาจิตวิทยา แต่ขณะนั้นสาขานี้ในเมืองไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก ส่วนใหญ่จะเปิดสอนที่ต่างประเทศ ประกอบกับติดภาระเรื่องการมีลูกคนแรกพอดี จึงต้องเว้นช่วงพักเรื่องการเรียนไปโดยปริยาย

จนเมื่อถึงเวลาเหมาะสมอีกครั้ง กลุ่มเพื่อนๆ ได้ชักชวนให้มาเรียนที่สวนสุนันทา เพราะสาขาที่สนใจนั้น อาจารย์ผู้สอนมีชื่อเสียงระดับชั้นนำของประเทศทางด้านการทำวิจัย แล้วท่านมาเปิดปริญญาเอกเป็นหลักสูตรแรกของที่นี่ คุณหน่อยก็ตามมาเรียนกับท่านจนจบเป็นรุ่นแรกของสาขาฯ และเธอก็ยังเป็นประธานชมรมศิษย์เก่าปริญญาเอกสาขาการบริหารการพัฒนา สวนสุนันทา มาตั้งแต่เริ่ม ทำหน้าที่คอยดูแล ประสานงาน รวมทั้งต้อนรับสมาชิกรุ่นใหม่ๆ ให้เข้ามามีกิจกรรมร่วมกัน พร้อมทั้งปัจจุบัน ยังทำหน้าที่เป็น เลขานุการ ของสมาคมศิษย์เก่าสวนสุนันทา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ อีกด้วย

คุณหน่อยเลือกทำดอกเตอร์สาขาการบริหารการพัฒนาที่สวนสุนันทา เพราะมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสาขาจิตวิทยาที่สนใจมาตลอด และยังกว้างขึ้นไปอีก โดยสนใจทำงานวิจัยในเรื่องของเด็ก เพราะได้ใช้ลูกเป็นกรณีศึกษา ปัญหาความต้องการและวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่มีแววความสามารถพิเศษ เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลกำลังให้ความสนใจเรื่องการค้นหาแววทักษะด้านต่างๆ ของเด็ก เพื่อจะได้ส่งเสริมให้ตรงกับความสามารถ ทั้งในด้านวิชาการแขนงต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา หรือจะเป็น ศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ตั้งใจทำเรื่องนี้ให้ลูก เพื่อค้นหาว่าเขามีแววทางด้านไหนบ้าง เพื่อเด็กๆ เพื่อนๆ ของลูกอีกด้วย ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้เราได้ทราบว่า เด็กๆ มีความสามารถหลายด้าน ไม่ได้มีแค่เพียงด้านเดียว”

คุณหน่อยทำงานเพื่อส่วนรวมมาตลอด เริ่มจากหน้าที่ที่เกี่ยวของกับลูกๆ โดยเป็นกรรมการชมรมผู้ปกครองและครู ช่วยงานมาตั้งแต่ลูกอยู่อนุบาล จนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานชมรมผู้ปกครองและครู หน้าที่หลักคือทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม สนับสนุนให้นักเรียนทำกิจกรรมต่างๆ การทำงานจิตอาสา ทำงานเพื่อสังคม ตามความจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ต่างๆ โดยมีเด็กเป็นผู้ขับเคลื่อน ส่วนผู้ปกครองและครูคอยเป็นพี่เลี้ยงให้การสนับสนุน เพื่อสอนและปลูกฝังให้เขารู้ว่า คนเราต้องรู้จักการให้ ต้องร่วมทำงานจิตอาสา มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยเริ่มจากคนใกล้ๆ ตัวก่อน เช่นลูกๆ แล้วค่อยขยับออกไปหาส่วนรวมมากขึ้นๆ จนในที่สุดก็คืนกลับสู่สังคม

“เป็นคนอยู่ว่างไม่ได้ค่ะ ต้องหาอะไรทำตลอดทั้งปี ตอนทำงานให้โรงเรียนก็จัดงานโน่นงานนี่ตลอด มีการใช้ความรู้ทางด้านจิตวิทยามาประยุกต์ช่วยงานส่วนต่างๆ เมื่อทุ่มเทให้เต็มที่ ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้กับเขา สิ่งที่ได้รับกลับมานับว่าคุ้มค่าเป็นที่พึงพอใจ” ดร.หน่อย เอ่ยถึงความชื่นใจที่ทำให้หายเหนื่อยได้
เมื่อเต็มไปด้วยความสามารถ ดร.หน่อย จึงได้รับเชิญให้จากสถาบันต่างๆ ให้ไปเป็นอาจารย์ช่วยดูเรื่องงานวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม หรือสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกบ้างบางครั้ง ส่วนเวลาที่เหลือก็จะแบ่งให้ทั้งกับงานเพื่อสังคมและความชอบส่วนตัว

“สนใจทางด้านศิลปวัฒนธรรม ชอบวาดรูป การวาดรูปเป็นการคืนความสุขให้กับตัวเอง เมื่อวาดเสร็จเหมือนกับได้รางวัล โดยไม่ต้องมีค่าตอบแทนใดๆ เพราะมีความสุขที่ได้เห็นผลงานมากกว่าจะตีเป็นมูลค่าค่ะ”

“การวาดรูป เป็นกิจกรรมพิเศษอีกแบบหนึ่งที่เกิดจากใจรัก ความชอบส่วนตัว มาเริ่มเมื่ออายุมากแล้ว เริ่มวาดจากความสุข สเก็ตภาพ ลงสี แล้วให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาดูแลเพิ่มความสมบูรณ์ แต่ถ้าอยากจะให้เชี่ยวชาญกว่านี้ก็ต้องลงเรียนจริงจัง แต่การวาดแบบนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เป็นกิจกรรมแห่งความสุขได้แล้ว โดยภาพทั้งหมดเป็นแนว อิมเพรสชั่นนิสม์ ของโมเน่ต์”

“ความประทับใจครั้งหนึ่งก็คือ ได้ไปสวนโมเน่ต์ ฝรั่งเศส เพื่อดูสถานที่จริงที่เป็นต้นแบบของภาพอันโด่งดัง ซึ่งเราก็เคยวาดตามต้นแบบมาก่อน เพื่อนที่พาไปรู้ว่าเราชอบโมเน่ต์เลยพาไปดู พอเห็นของจริงก็ยิ่งเกิดความปิติสุข ที่สนุกกว่านั้นก็คือลูกให้กำลังใจกับเราว่า ภาพของแม่สวยกว่า (หัวเราะ) อยากให้กลับมาวาดอีกครั้ง หลังจากวางพู่กันไปเมื่อกว่ายี่สิบปีแล้ว วาดสะสมไว้ 20 รูป ที่หยุดไปก็เพราะต้องท้อง แล้วสีที่ใช้เป็นสีน้ำมัน จึงต้องหยุดวาดไป” ดร.หน่อย เล่ายาวถึงความผูกพันของงานศิลปะที่มาเกี่ยวข้องกับชีวิต

เรื่องธรรมะ เป็นอีกสิ่งที่ ดร.หน่อย ปฏิบัติเป็นประจำมานานแล้ว มีโอกาสก็จะศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้น นั่งสมาธิบ้าง ถ้าไปวัดเป็นประจำไม่ได้ก็อาศัยศึกษาอ่านจากตำราต่างๆ เช่น ฆราวาสบรรลุธรรม ก็ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

“เราควรทำอะไรให้ตัวเองบ้าง เคยทำให้คนอื่นมาเยอะแล้ว ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ทำให้เด็กๆ ทำให้ผู้ปกครอง พอมาเรียน ปริญญาโท ปริญญาเอก ก็ช่วยงานทางด้านสังคมมาตลอด การเป็นผู้ให้ย่อมสบายใจกว่าเป็นผู้รับ ซึ่งการให้คนอื่นนั้น เราเองก็ย่อมได้รับกลับมาด้วย อย่างน้อยที่สุดก็คือความสุขทางใจ นั่นคือกำไรของเรา”

เมื่อถามถึงกิจกรรมสุดโปรดนอกเหนือจากที่เอ่ยมาแล้ว ดร.หน่อย ยังเสริมให้อีกว่า ชอบท่องเที่ยวแบบสบายๆ ได้พักผ่อน แต่ละปีต้องไปออกไปเปิดโลกทรรศน์ไกลๆ บ้าง อีกสิ่งที่โปรดปรานของครอบครัวคือการได้ดำน้ำดูความสวยความงามใต้ท้องทะเล ซึ่งเสมือนกับหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกที่เต็มไปด้วยความสงบ ตื่นตา ตื่นใจ ทำให้ต้องหาโอกาสร่วมเดินทางกันทุกปี

ถึงแม้ชีวิตจะเรียบง่าย แต่ ดร.หน่อย ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะกับสิ่งสำคัญที่สุดที่เธอบอกว่า “ครอบครัวมาก่อนเสมอ”

“ถ้าความสำเร็จเริ่มต้นจากครอบครัว อะไรๆ ก็ดีไปหมด คุณพ่อบ้านเป็นแฟมิลี่แมน คอยเอาใจใส่ดูแลครอบครัว ขณะที่ลูกๆ ก็ทำหน้าที่ลูกที่ดี ตั้งใจเรียน ส่วนเราก็ต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้านให้ดีที่สุดด้วย เมื่อทุกคนรู้หน้าที่ ปัญหาใหญ่ก็จะไม่เกิด อยู่ด้วยกันด้วยความเคารพในกติกาซึ่งกันและกัน ความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากความพร้อมใจของทุกคนในครอบครัวค่ะ”