เรือดำน้ำ

เรือดำน้ำ

จากสองตอนก่อนหน้า เราว่ากันด้วยเรื่องของหลักการและเหตุผลว่า “ทำไมเราควรมีเรือดำน้ำไว้เป็นเขี้ยวเล็บทางทะเล” แล้วการเดินทางของคณะที่กองทัพเรือส่งออกไปดูงานถึงสองประเทศ ทั้งที่สวีเดนและรัสเซีย ก็มีข้อมูลมาเพียบ แต่มันเกิดอะไรขึ้น ลองติดตามกันต่อเลยครับ…

เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนให้ท่านที่ชอบแสดงว่าท่านรู้เรื่องของเรือดำน้ำดีกว่าทหารเรือว่า ศักยภาพของเรือดำน้ำนั้นมันมหาศาลนัก หาไม่แล้วกองทัพเรือต่างๆ คงไม่ดิ้นรนขวนขวายหามาหรอกครับ และก็ขอฝากเกร็ดความรู้นี้ไว้กับทหารเรือฝ่ายบุ๋นรวมทั้งฝ่ายบู๊ “ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำได้เก็บเอาไว้เล่าหรืออธิบายให้คนนอกที่ไม่ทราบความสำคัญของเรือดำน้ำให้เข้าใจได้ถูกต้องด้วย” ทั้งนี้เพราะเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นพลเรือนเคยบอกกับผมว่า เขาเคยถามทหารเรือคนหนึ่งว่า “กองทัพเรือจะจัดหาเรือดำน้ำมาทำไม” ทหารเรือคนนั้นก็ตอบไม่ได้ เขาก็เลยสรุปว่า “ขนาดทหารเรือด้วยกันยังไม่รู้เลยว่าจะหาเรือดำน้ำมาทำไม” แล้วประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้ที่มีอำนาจคนละเล็กคนละน้อยแต่สามารถขัดขากองทัพเรือได้นั้น เขาจะเข้าใจและยอมรับได้หรืออย่างไร ผมก็เลยอธิบายไปว่า “อันทหารเรือนั้น มีทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น เช่นไปถามเจ้าหน้าที่การเงินเข้า บางท่านก็คงจะไม่สามารถตอบคุณได้” และแม้ว่าจะเป็นฝ่ายบู๊ก็ตาม ถ้าไม่ตรงสายงานเขาแล้ว เขาก็อาจจะตอบไม่ได้เช่นกัน เขาก็เลยบอกว่า แล้วทำไมกองทัพเรือไม่ตีฆ้องร้องป่าวให้ทหารเรือทุกคน รวมทั้งชาวประชาได้เข้าใจถึงความสำคัญของเรือดำน้ำ เขาจะได้ช่วยกันสนับสนุน ผมก็บอกว่า “เราได้ทำแล้ว และเราได้ทำจนหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับสนับสนุนเรา” แต่ท่านผู้มีอำนาจในขณะนั้น ท่านเป็นพลเรือนที่ไม่ยอมเข้าใจ (หรือทำเป็นไม่เข้าใจ) แล้วท่านก็ทำเป็นโกรธทหารเรือ หาว่าจะเอาสื่อไปบังคับท่าน แล้วก็เลยเก็บเรื่องนี้ขึ้นหิ้งไปเลย และหลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทหารเรือก็เลยรับประทานแห้วแทนเรือดำน้ำมาจนบัดนี้ เป็นที่น่าเสียดายนะครับที่เราเกิดมามีผู้นำ “ที่เป็นห่วงตัวเอง” กลัวจะเสียเหลี่ยม แต่ไม่กลัวผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร บางท่านอาจติงว่า “จะไปว่าท่านก็ไม่ถูก” เพราะท่านเป็นพลเรือนผ่อมไม่เข้าใจถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ถ้าอย่างนั้นผมก็อยากจะย้อนถามว่า “แล้วท่านมีพวกแม่ทัพนายกองไว้ทำอะไร” พวกนี้เขาเรียนมา เขาทำงานมาในเรื่องของกิจการทางทหารโดยตรง ถ้าท่านไม่เชื่อเขา ท่านจะไปเชื่อใคร ผมเคยกินข้าวกับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง พอท่านรู้ว่าผมเป็นทหารเรือ ท่านก็ยิ้มแย้มแจ่มใสให้ผมดีทีเดียว พร้อมกับพูดว่า “ทหารเรือกับพรรคนี้ซี้กันมานานแล้วนะ” ผมก็เลยโพล่งออกไปว่า “แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับ” ท่านทำท่าตกใจแล้วถามว่า “ทำไมล่ะ” ผมก็บอกว่า “ก็ท่านไม่ให้เรือดำน้ำผม” ท่านก็อ้อมแอ้มบอกว่า “ความจริงเราให้เรือใหม่ๆ ท่านไปหลายลำแล้วนะ” ผมก็เลยย้อนให้ว่า “เรือพวกนั้นพรรคท่านไม่ได้ให้นะครับ” น้าชาติ

(พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน) ต่างหากที่เป็นคนให้ (ท่านพลเอก ชาติชาย ท่านเป็นนายทหารบก แต่ท่านเข้าใจดีว่า แต่ละเหล่าทัพย่อมมีลักษณะเฉพาะ และความต้องการเฉพาะอย่างของตนเอง ท่านได้บอกกับผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น คือ คุณครู พลเรือเอกประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ว่ากองทัพเรือเห็นว่าอะไรสำคัญก็บอกมา จะจัดให้) ท่านรัฐมนตรีท่านนั้นก็อึ้งไป แต่ท่านก็ยังพูดแก้จวยว่า แหม..! ถ้าคุณขอเรือให้มันเล็กๆ หน่อยเราก็คงจะเห็นด้วย ผม (มันปากเสีย) ก็เลยยันท่านกลับไปว่า “ระหว่างท่านกับผมใครจะรู้เรื่องเกี่ยวกับทหารเรือดีกว่ากันล่ะครับ…?” ท่านก็ยิ้มแห้งๆ ตอบว่า “คุณก็ต้องรู้ดีกว่าแน่” ผมได้ทีก็เลยรุกไปว่า “ก็ผมบอกว่าจะเอาเรือดำน้ำ ทำไมท่านไม่เชื่อผมล่ะครับ ทำไมจะให้ผมไปเอาเรือกระจอกงอกง่อย เอามาทำอะไรเล่าครับ” เท่านั้นก็วงแตก ท่านไม่พูดกับผมอีกเลย เรื่องผมอยากจะย้ำกับท่านที่ไม่ได้เป็นทหารนะครับ ท่านต้องเชื่อเรา เราร่ำเรียนมา เรามีประสบการณ์ คนของเราพลีชีพไปแล้วไม่น้อย การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพต่างๆ นั้น ไม่ใช่เป็นความอยากได้ของเล่นใหม่ๆ ดังที่บางท่านประชดประชันเรานะครับ เราต้องการอาวุธที่จะสามารถเอาชนะข้าศึกได้ ถ้าอาวุธไม่ดีมันก็แพ้กันตั้งแต่ในมุ้งแล้วละครับ เราจะรบกับประเทศ ก. ถ้าเครื่องบินของเรามีสมรรถนะสู้เครื่องบินของเขาไม่ได้ ส่งเครื่องบินของเราออกไปก็เท่ากับการส่งนักบินไปตายเท่านั้นเอง ถ้าทหารราบของเราไม่มีกล้องที่สามารถเห็นได้ในความมืด พอตกค่ำเราเคลื่อนตัวเข้าหาข้าศึกก็จะกลายเป็นเป้าให้เขาเลือกยิงเอาตามใจชอบ และถึงแม้ว่าเราอยู่ในที่ตั้ง ถ้าเรามองไม่เห็นว่าข้าศึกกำลังเข้ามาทางไหน เราก็ตายอีกเช่นกัน ด้านทหารเรือก็เช่นกัน ในเรื่องของเรือรบนั้น เสด็จเตี่ยเคยสอนเอาไว้ว่า “ไอ้เรือที่หนีก็ไม่ได้ ไล่ก็ไม่ทัน อย่าได้หามาเลย” เพราะอะไรครับ เพราะพอเจอเรือที่มีปืนที่ยิงได้ไกลกว่า เราจะหนีก็หนีไม่พ้น ต้องเป็นเหยื่อเขาไป พอไปเจอเรือที่มีปืนเล็กกว่า มันน่าจะได้กินหมู แต่พอจะเข้าไปยิงมันก็วิ่งหนีตูดชี้ไปแล้ว เราไล่ก็ไม่ทัน ไม่มีประโยชน์อีก

ปัจจุบัน มีผู้ตั้งตนเป็นศาสดาทางด้านกิจการทหารกันอยู่พอสมควร และเมื่อเขียนบทความมากๆ เข้า หรือลอกความฝรั่งมาตีพิมพ์มากๆ เข้า ประชาชนทั่วไปก็ชักจะเชื่อถือ แต่พวกนี้จะไม่เคยออกสนาม ไม่เคยไปใจสั่นว่า “เที่ยวนี้จะถูกกับระเบิดหรือถูกลอบยิงกันแน่” พวกนี้จะมีลักษณะเหมือนๆ กันพวกทหารที่ฝรั่งเขาเรียกว่า ARMCHAIR GENERAL

จากบทความที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงหลักการและเหตุผลส่วนที่เป็นยุทธปัจจัยเท่านั้น ส่วนในตอนต่อไปจะเป็นความคิดความอ่านของทหารเรือที่มาจากก้นบึ้นของกองทัพเรือจากในอดีต

ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์