สัพเพฯ กอล์ฟ

ความงามที่ ตะรุเตา

ความงามที่ ตะรุเตา

เรื่องราวของเทศกาลบ้าน “ไทย” ยากที่ชาติใดจะตามทัน ลองคิดลองตรองดูดีๆ จากปีใหม่นี้ถึงปีใหม่หน้า เรามีวันหยุดวันพักกันแทบทุกเดือน บางช่วงบางตอนเดือนนึงทำงานอยู่ไม่กี่วัน ชีวิตของคนทำงานก็โอเคนะ ทำงานน้อยวัน แต่เงินเดือนเท่าเดิม ส่วนเจ้าของกิจการก็หวานอมขมกลืนกันไปนะ…

แต่เทศกาลใดก็ช่างมันไม่มาเบียด “สงกรานต์” ไปได้นอกจากจะต้องผจญกับรถราที่ติดขัดกันแทบจะแยกไม่ออกว่าส่วนใดถนน แล้วตรงไหนคือลานจอดรถ จากระยะทางแค่ 300-400โล เคยขับรถไปบ้านเรือนราวๆ 3-5 ชั่วโมง แต่พอช่วงนี้ล่อเข้าไปเป็นวันๆ ก็มี… ทีนี้จะเจ็บจะตายกันมากน้อยก็สุดแต่บุญแต่กรรมที่สะสมกันมาแต่ชาติปางก่อนหรือปางใด ก็ดูจะตัวเลขความสูญเสียที่แทบจะทุกสำนักข่าวที่เขารายงานกันตลอดเวลาที่เทศกาลจะผ่านพ้นไป…

ส่วนความแปลกประหลาดมากคือ “ในช่วงนี้ของชาติผู้คนทำอะไรกันแบบไม่สนใจใครทั้งนั้น” จะทำอะไรที่ในยามปกติแค่คิดก็เฉียดคุกเฉียดตารางเข้าไปแล้ว การจะเอามือเอาไม้ไปลูบหน้าลูบตาใครในช่วงนี้ “สบาย” หรือเด็กเล็กจะนุ่งห่มกันแทบจะเห็นตับเห็นไต แล้วไปอยู่ในที่อโคจร นี่มันอะไรกันนักกันหนา อีกเรื่องคือ การดื่มการกินที่อยู่ข้างถนนหนทางแล้วกระโดดโลดเต้นท่าที่ยากจะทำตามได้ ซึ่งเห็นแล้ว “ปลง” จริงๆ แล้วความเป็นตัวตนของ “เทศกาล” ที่ว่าเนี่ยมันจะต้องไปเสาะแสวงหากัน ณ ที่แห่งหนตำบลใดกันหนอ…

ขอทีนะอย่าให้เราต้องไปดูประเทศเพื่อนบ้านของเราว่าสงกรานต์คืออะไรกันหว่า? ก็อย่างว่า เราปล่อยปละละเลยกันมาเป็นสิบปี แล้วพอจะจัดให้ทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางก็ลำบาก ส่วนใหญ่ก็โวยวายเพื่อต้องการความเสื่อมทรามนั้นกลับมาเป็นของเราแบบสมบูรณ์ ลองไล่เรียงกันดูดีๆ กว่ากลิ่นอายของเทศกาลจะเสร็จก็จ่อเข้าปลายเดือนไปแล้ว เมืองสุดท้ายของการสาดน้ำน่าจะอยู่ที่ตำบลแสนสุข หรือ “บางแสน” ทีแรกก็รู้จักกันมาแต่เก่าก่อน เห็นว่าที่นี่ก็มีการสาดกระสุนแทนการสาดน้ำซะงั้น นี่แหละคือความน่ากลัวที่ผมคิดถึง เพราะไม่รู้ว่าจะไปป๊ะกับเรื่องเช่นนี้เข้า ณ เวลาใด ดังนั้นสิ่งที่เด็ดสุดคือ เราต้องไม่เข้าไปอยู่ในวังวนที่ว่านั่นแหละครับ…การไม่คิดจะไปเล่นสาดน้ำสาดท่ากับใคร แค่นี้ก็สบายโลกไปแล้วนิ…!

ความจริงข้อนี้ครูไก่ทำมาสามสิบสี่สิบปีมาแล้ว ตั้งแต่รุ่นๆ ก็ไม่สนุกกับเรื่องแบบนี้มานานเนแล้วคือ “ตั้งแต่เฉียดคุกเฉียดตะรางมา” ก็รู้แล้วว่าเราไม่ชอบ ก็อยู่แบบเราดีกว่า เพราะความถูกต้องมันถูกเบี่ยงเบนไปมากแล้วครับ ยากที่จะกลับมาเช่นเดิมจริงๆ… เสียดายของเดิมแท้ๆ เลย…!

เรื่องของธรรมชาติที่มีความงดงามเนี่ยในภูมิภาคนี้ “เมืองไทย” นี่แหละคือพี่ใหญ่แห่งความงามทั้งปวง จะเป็นป่า เขา หรือท้องทะเลเรามีอยู่เพียบพร้อม แล้วยิ่ง “การท่องเที่ยว” ของเราถูกจัดให้อยู่ในชั้นแนวหน้าของโลกก็ไม่ผิดนักล้วนเรื่องของทะเลที่เรามีอยู่เนี่ย ทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามันยากที่ใครจะมาทาบรัศมีได้ แต่สิ่งที่เรามีอยู่มันคือเพชรที่ธรรมชาติมอบให้เรามา ด้วยสมองและสองมือที่เรามีรวมถึงการพัฒนาที่ต่อเนื่องก็คือปัจจุบันที่เราเห็น เม็ดเงินที่มากับการท่องเที่ยวปัจจุบันเกือบจะเป็นรายได้หลักของชาติก็คงไม่ผิดนัก…

ในสมัยที่ครูไก่เป็นเด็กนั้นชื่อหนึ่งที่ติดอยู่ในหูและความนึกคิดตลอดเวลาคือ …”ตะรุเตา” เพราะเวลาที่เราทำอะไรไม่สู้ดีนัก เรามักได้ยินผู้ใหญ่บอกว่า “เดี๋ยวส่งไปอยู่เกาะตะรุเตาซะดีมั้ง” ไอ้เราก็มึนงงกับคำๆ นี้ “ตะรุเตา” ความคิดเมื่อก่อนก็คือ “ไอ้ที่เนี้ยมันคงมีแต่เตามั้ง” แล้วเขาจะเอาเด็กอย่าเราไปทำอะไร…?

สุดท้ายก็ถึงบางอ้อซะที “เจ้ากบในกะลา” ความจริงมาถูก เป๋ยเผิด.. เปิดเผย “ตะรุเตา” ที่เรากลัวนักกลัวหนาคือ “เกาะตะรุเตา” ปัจจุบันเป็น “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา” ไม่ใช่ “ตะรุเตา” ที่เราเข้าใจมาก่อนหน้านั้น เกาะตะรุเตานี่ความจริงอยู่ในเขตของ “จ.สตูล” เป็นที่รวบรวมความงามทางทะเลฝั่งอ่าวไทยไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ใสสะอาด ปะการังน้ำตื้นที่งดงามรวมถึงหาดทรายและถ้ำลอดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มันไม่น่าเชื่อครับ สวยโคตร…

ส่วนเจ้า “เกาะตะรุเตา” เนี่ย อดีตคือ “ที่จองจำนักโทษทางการเมือง” เมื่อครั้งอดีตที่มีเรื่องมีราวกันมา แต่จะเป็นใครกันบ้างเชื่อว่าหาอ่านกันไม่ยากแล้วนะ คือ “ไปอ่านกันเองก็แล้วกัน” เรื่องราวน่าสนใจโขอยู่ครับ แต่ในแง่มุมที่ครูไก่จะพูดถึงคงเป็นเพียงแค่กระผีกของความเป็นมาเท่านั้น สำหรับความน่าสนใจในการนำเสนอคงในแง่มุมของการท่องเที่ยวแบบครูไก่นะครับ… แต่เป็นที่น่าเสียดายนัก “สัมปทานหมด” ซะงั้นเอาเป็นว่าในฉบับหน้าจะจัดให้เต็มๆ กับการเดินทางในทริป “ตะรุเตา” กับครูไก่…รอฉบับหน้านะครับ…

ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์