Interview

จารุวัตร จีระมานะพงศ์

จารุวัตร จีระมานะพงศ์
บริษัท จีระธนา ก่อสร้าง จำกัด
“แค่ยิ้ม บรรยากาศก็ดีขึ้นแล้ว”

…เป้าหมายในชีวิตของผมคือ ส่งต่อกิจการให้กับทีมงานวัยรุ่นในวันนี้ ให้ต่อยอดขึ้นไปอีก โดยมีเป้าหมายว่า เราจะเป็นบริษัท 1 ใน 5 ของประเทศ ที่พอเอ่ยว่าจะสร้างอาคารสูง ต้องคิดถึงผม..

เด็กสุราษฎร์ : คุณพ่อมาจากประเทศจีน บ้านอยู่ใกล้ทะเล ที่ อ.ท่าชนะ ทำให้มีกิจการค้าขายอาหารทะเลเล็ก ๆ ส่งโรงแรม ผมเป็นคนสุดท้องจากพี่น้องชายล้วนทั้งห้าคน ก่อนไปเรียน ต้องช่วยทำงานตอนเช้า เย็นกลับมาก็ต้องช่วยงานอีก สมัยนั้นป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์มาก กุ้ง หอย ปู ปลา หาได้ง่ายมาก

เด็กเรียน : อาจเพราะเป็นลูกแม่ค้า นั่งคิดเลขทั้งวัน การคำนวณจึงเร็วมาก ผลการเรียนของผมอยู่ในเกณฑ์ดี ได้โควต้าเรียนต่อมัธยมในตัวจังหวัด แต่เพื่อนส่วนใหญ่เลือกเรียนเทคนิค มีตีกันบ้าง ตามประสาวัยรุ่นต่างจังหวัด แล้วผมก็จะมีเอี่ยวอยู่ด้วยทุกครั้ง (หัวเราะ) จนผมถูก ‘ถีบ’ มาอยู่กรุงเทพฯ เพราะกังวลว่าอายุจะไม่ยืน (หัวเราะ)

นิติฯ : วิถีคนใต้อย่างหนึ่งคือ ตอนเช้า ในร้านกาแฟจะคุยกันแต่เรื่องการเมืองอย่างดุเดือดมาก (หัวเราะ)

คนทางใต้ ถ้าคิดอะไรไม่ออก ผู้ชายก็ ‘นิติศาสตร์ กับ รัฐศาสตร์’ ส่วนผู้หญิงก็ ‘บัญชี’ แล้วถ้าคิดอะไรไม่ออกว่าจะเรียนที่ไหนอีก ก็ ‘เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง’ เข้า ม.รามฯ

สารวิทยา : เข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรก ลงรถไฟที่หัวลำโพง แล้วนั่งรถเมล์สาย 34 มองไปเรื่อย ๆ เลือกเลยอยากเรียนโรงเรียนอะไร เพราะไม่รู้อยู่แล้วว่าที่ไหนเป็นยังไง จนกระทั่งผ่าน ‘สารวิทยา’ เห็นสนามฟุตบอลใหญ่ดี รู้สึกประทับใจ ตั้งใจมาสมัครจนได้เข้าเรียน แต่รู้ภายหลังว่า ที่นี่ มีชื่อเสียงในเรื่องกีฬามวย (หัวเราะ)

ติวฟรี ชีทฟรี : ที่หนึ่งของห้องจากต่างจังหวัด กลายเป็นที่สุดท้ายของห้องในกรุงเทพฯ ถึงผมสู้ทุกคนได้ในวิชาคำนวณ แต่สู้ไม่ได้เลยในวิชาภาษาอังกฤษ เพราะเริ่มเรียนตอน ป.5 ต้องปรับตัวหนักพอสมควร เพื่อนทุกคนเรียนพิเศษ แต่ผมไม่มีเงิน ก็อาศัยเพื่อน ถ่ายทอดให้ผมอีกที ติวฟรี ชีทฟรี (หัวเราะ) ถึงไม่เหมือนไปเรียนเอง แต่ทำให้ผมเข้าใจ ส่วนภาษาก็ยังแย่เหมือนเดิม (หัวเราะ)

เรียนตามกระแส : วันที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ ตั้งใจจะมาเรียนกฎหมาย เพียงแต่ว่าตอนเอ็นทรานซ์​ ผมทนกระแสจากเพื่อนไม่ไหว บ้านเราอยู่ในช่วงวิศวะขาดแคลน นาทีสุดท้ายก็เลือกสอบเข้าวิศวะ แต่ใจคือ ไม่ชอบ ยังคิดถึง กฎหมาย แต่ที่เลือกสอบ เพราะตอนนั้นกระแสวิศวะมาแรง แล้วยังมีละครที่พระเอกเป็นวิศวกรอีก อาชีพนี้ตอนนั้นเงินเดือนดีมาก แล้วยังดูเท่ เพื่อนทุกคนก็เลือก แต่สำหรับผม อยากรวย คือคำตอบที่ง่ายที่สุด (หัวเราะ)

เอ็นทรานซ์ : กดดันสุด ๆ ผมเตรียมตัวอ่านหนังสือทั้งคืนจนวันสอบก็นอนไม่หลับ สมองมันค้าง ออกมาวิ่งบนถนนให้เหนื่อย ก็ยังไม่หลับ ไปขอยานอนหลับ เขาบอกต้องหมอสั่งเท่านั้น สุดท้ายก็ไม่ได้นอนจนตีสี่ ห้องข้าง ๆ ตื่นมาดูบอล ก็ไปดูกับเขา (หัวเราะ) จนบอลจบ เช้าไปสอบ อ่านหนังสือมาสามปีเต็ม ๆ แต่มาหลับในห้องสอบ จนเวลาเหลือเวลาแค่ห้านาที เพื่อนมาปลุกเพราะเขากำลังไปส่งข้อสอบ ผมก็ต้องเดา (หัวเราะ) ถ้าสอบไม่ติดก็ “เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง”

วิดวะ ธรรมศาสตร์ : ก่อนยุคปี 2540 ใครสอบเข้าแพทย์ เข้าวิศวะ ได้ นี่คือสุดยอดของโรงเรียน ผมเลือกสอบวิศวะทั้งหมด และเลือกที่ธรรมศาสตร์ด้วย เพราะใจยังติดอยู่กับคำว่า ‘นิติศาสตร์’ ถึงจะคนละคณะกันก็ตาม (หัวเราะ) ตอนสอบเข้า คะแนนภาษาอังกฤษผมน้อย ทำให้ต้องไปเรียนปรับพื้นฐานใหม่กับคณะอื่นที่เก่งภาษากว่ามาก ซึ่งผมได้ที่ 5 จากทั้งหมดในเซคชั่น แต่นับจากท้ายนะ (หัวเราะ) แล้วกลุ่มท้ายนี้ ก็เพื่อนวิศวะทั้งนั้น จึงเป็นความเหนื่อยของชีวิตผมมากเลย เพราะต้องเรียนจากตำราภาษาอังกฤษ กว่าจะอ่านหนังสือจบแต่ละเรื่อง ยากมาก ยิ่งเรียนเข้าไปลึก ๆ ก็รู้สึกว่าผม ‘ไม่ชอบว่ะ’ ลังเลว่าจะไปต่อ หรือหยุด ขณะที่เวลาก็เดินไปเรื่อย ๆ ไม่มีหยุด

กิจกรรม : ผมเลือกหันไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำค่ายอาสาฯ ติวเอ็นทรานซ์ให้เด็กต่างจังหวัด ทำสารพัด ด้วยความสนุก จนได้รางวัลเป็นนักทำกิจกรรมดีเด่น สุดท้ายแล้ว พอถึงปีสาม เกรดก็ไม่ได้แย่ โชคดีที่เรียน ม.ปลาย สามปีเต็ม ทำให้มีพื้นฐานค่อนข้างแน่น ส่วนตำราภาษาอังกฤษถึงจะต้องใช้เวลาแปลนาน แต่พอเรียนไป ก็คุ้นเคยกับภาษาช่าง ศัพท์เทคนิคต่าง ๆ เริ่มวนซ้ำ ๆ ทำให้อ่านได้เร็วขึ้น

ติวเตอร์เงินล้าน : ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ได้ทุนเรียนฟรี และสิ่งสำคัญกว่านั้นคือ เป็นเด็กยากจน ขอทุนกู้ยืมอีก เหตุผลที่พยายามเก็บเงินให้ได้มากที่สุด เพราะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจเมื่อเรียนจบ ผมเปิดคอร์สสอนพิเศษ ให้เด็กมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะวิศวะที่เรียนแบบอินเตอร์ วิชาที่รับติว เป็นวิชายาก ๆ ที่ผมเรียนเองยังยากเลย แต่จะถนัด วิชาคำนวณ พอเรียนอะไรแล้วเข้าใจ ทำได้ดี จะยิ่งชอบ และพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ผมตั้งชื่อคอร์สนี้ว่า ‘สอบไม่ผ่าน ยินดีคืนเงิน’ (หัวเราะ) เพราะผมรู้เคล็ดลับในการติว วิธีเก็งข้อสอบ จะจับจุดตรงไหนที่ผมเคยเรียนแล้วไปสอนรุ่นน้อง แล้วเขาจะสอบผ่าน ซึ่งได้ผลด้วย ข้อเสียคือ เด็กพวกนี้ ถ้าไม่ถึงเวลาจวนตัวจริง ๆ จะไม่มาติว จนกระทั่งอาทิตย์สุดท้ายก่อนสอบ ขั้นโคม่าแล้วถึงจะมา แบบนี้ต้องชาร์จราคาให้หนักหน่อย (หัวเราะ) เพราะต้องอดหลับอดนอน สอนทั้งคืน แต่บางคนยังไม่ทันเข้าใจเพราะมีเวลาน้อย ต้องใช้วิธีจำรูปแบบไปสอบเลยละกัน ก็ได้ผลดี ทำให้เด็กสอบผ่าน จนบอกต่อ ๆ กันไป ทำให้ได้ลูกค้าค่อนข้างเยอะ (หัวเราะ) จนมีเงินเก็บหลักล้าน

พ่อรวยฯ : เรียนจบ ยังไม่อยากทำงานสายวิศวะ พยายามเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะเป็นเจ้าของกิจการ ธุรกิจอะไรก็ได้ที่เป็นเจ้าของเอง เหตุผลหนึ่งคือ ได้อ่านหนังสือ ‘พ่อรวย สอนลูก Rich Dad Poor Dad’ แล้วเริ่มหาตัวเองว่า ชอบอะไรกันแน่…

ต้มยำกุ้ง : เกิดวิกฤติในช่วงเรียนจบพอดี ไม่มีงานทำ ต้องอาศัยสอนพิเศษ แต่ข้อเสียคือ ทำได้แค่ช่วงใกล้สอบเท่านั้นเอง ที่เหลือคือว่าง จนมีอาจารย์ช่วยแนะนำงานให้ จะได้เป็นวิศวกรประจำมหาลัย’ ดูแลหอพัก สนามเอเชี่ยนเกมส์ เวลานักศึกษามีปัญหากัน ก็คอยเคลียร์ให้ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ผมถนัด (หัวเราะ) พยายามหาอาชีพเสริม ขายของตลาดนัดบ้าง แล้วที่มหาลัย’ ไม่มีอะไรกินตอนกลางคืน ก็จัดตลาดขึ้น ให้คนนอกเข้ามาขาย เก็บค่าเช่าที่นิดหน่อย ส่วนนักศึกษาให้ขายฟรี จนเกิดชุมชน มีของกิน มีอะไรเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว งานประจำที่ผมได้ทำ มีหน้าที่แค่ พิมพ์บิลค่าน้ำ ค่าไฟ หอพัก ดูแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่ จนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว แต่ยังหางานอื่นไม่ได้สักที บังเอิญได้อ่าน นสพ. พบว่า บริษัทที่เคยฝึกงานเปิดรับสมัคร ติดต่อเข้าไป หลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการติดต่อ จนกระทั่งมาเจอรุ่นพี่ที่บริษัท สอบถามจนได้ใจความว่า ช่วงนี้ไม่มีตำแหน่งให้หรอก แต่โฆษณาเพราะลงฟรี แถมยังได้กระดาษมาใช้ฟรี ๆ อีก ผมก็งง ๆ พี่ก็ถามอีกว่า อยากทำจริงรึป่าว จะได้คุยกับเจ้านายให้ บทสรุปก็คือ ถ้าผมจะทำ ให้เก็บเสื้อผ้ามาเริ่มงานทันที แล้วไปทำบ่อดันน้ำที่เมืองกาญจน์ ทำให้ผมต้องรีบลาออกจากธรรมศาสตร์ ตอนแรกอาจารย์ไม่อนุญาต แต่ผมก็ตามตื้ออยู่พักใหญ่ จนสุดท้ายท่านยอมเซ็นให้ แล้วไม่คุยกับผมอีกเลย…

งานวิศวะ : งานที่ทำตรงกับสายวิศวะโยธาที่เรียน และเคยฝึกงานที่นี่มาแล้ว แค่เดือนเดียวก็ปล่อยให้ดูทั้งไซต์งาน ในมุมผมถือว่าดี ได้แสดงความสามารถเต็มที่ (หัวเราะ) แต่พอเปลี่ยนไปทำที่บางแค งานยาก อุปสรรคเยอะ งานไม่ออก ขณะที่รุ่นพี่คุมงานอยู่อีกไซต์ บอกว่ามีอะไรให้รายงาน ผมก็ทำตามที่สั่ง เพราะคิดว่าเขาคงรายงานให้กับนายต่ออีกที

การสื่อสารสำคัญ : แต่ผมรายงานกับรุ่นพี่แค่คนเดียว เพราะไม่เข้าใจความหมายว่า ต้องรายงานทั้งพี่และนายไปพร้อม ๆ กัน ทำให้เกิดปัญหา จนถูกเพ่งเล็งโดยไม่รู้ตัว โดนลองของสารพัด ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง พอคนงานพากันหยุด ก็ไปขอคนงานจากรุ่นพี่ คนขับรถแม็คโครหยุด ผมขับไม่เป็นก็ต้องหัด แล้วขึ้นขับเอง เซอร์เวย์ไม่มา ก็ส่องกล้องเอง เราเรียนมาแล้ว ไม่ได้ยาก (หัวเราะ) บีบบังคับให้ต้องรู้ ต้องทำได้ทุกฟังก์ชั่น

ทำดีต้องพรีเซ็นต์ : งานไม่ออกเพราะอุปสรรคใต้ดิน ผมไม่เคยหยุดงานสักวัน ตอนเรียนอยู่เขามาจองตัว ให้เงินเดือนสี่หมื่น แต่พอจบมาเขายกเลิกหมด เจอยุคฟองสบู่ เงินเดือนแค่ 8 – 9 พัน โอทีไม่เคยได้ แต่ผมต้องทำให้มันดี ทำให้เขาเห็นว่าเราทำได้ วันอาทิตย์รองเจ้านายใหญ่ แอบมาดูว่าผมทำอะไรอยู่ ตะโกนเรียก ผมยืนอยู่หน้าเครื่องจักรก็ไม่ได้ยิน จนต้องให้คนมาสะกิดเรียกให้ไปพบ แต่สีหน้าตอนนี้รู้ว่าคงโดนหนักแน่ โชคดีที่ตอนเดินตามออกมา ผ่านตู้คอนเทนเนอร์ เจ้าของโครงการเปิดประตูออกมาทักกับนาย พูดคุยถึงเรื่องอุปสรรคหน้างาน ช่วยชีวิตผมไว้ได้ทันเวลาพอดี (หัวเราะ) พร้อมกับกล่าวชมผมว่าช่วยงานได้เยอะมาก บอกว่าถ้าผมลาออกเมื่อไหร่ ขอจองตัวเลยนะ สีหน้านายก็เริ่มผ่อนคลายลง แล้วพอผู้บริหารได้พูดคุยกันถึงได้ทราบว่า ที่ไม่เคยได้รับรายงานจากผมเพราะเหตุนี้ จนเจ้านายเรียกผมไปสอนว่า ‘เก่งยังไงก็ไร้ค่า ถ้าไม่รู้จักพรีเซ็นต์’ ทำดีแค่ไหน ถ้าไม่บอก แล้วใครจะรู้ ผมกาดอกจัน จำประโยคนี้ไว้ชั่วชีวิตเลย (หัวเราะ) ยังมีอีกหลายเรื่อง ที่ได้รับการสั่งสอน เช่น ผมบอกว่าสั่งเหล็กไป เขาไม่ส่งให้ จนต้องส่งหนังสือไปเคลม ท่านก็บอกว่า แล้วเราจะไม่ทำงานกับเขาอีกแล้วหรือ? บางครั้ง เราก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาบ้าง ไม่ใช่ยึดมั่นแค่หลักการเพียงอย่างเดียว แล้วท่านก็คุยกับผม สั่งสอนอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่ด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดู ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เจอ

ฟ้าเปิด : ทำงานอีกพักใหญ่ เจอกับเล่ห์กลของคนรอบข้างสารพัด จนผมเริ่มรับไม่ได้ และรู้สึกว่าได้เรียนรู้งานจนครบ เริ่มวนไปวนมา ไม่มีอะไรใหม่ ๆ มาท้าทายอีกแล้ว ผมทำงานไม่เคยสาย ไม่เคยลา แต่มีเหตุให้ต้องมาสาย 15 นาที แค่ครั้งเดียวเพราะแม่ขึ้นมาหา มีคนร้องเรียนไปฝ่ายบุคคล ทำให้ผมโดนตำหนิจากอย่างแรง… ฟ้าเปิดเลย (หัวเราะ) เพราะกำลังอยากจะออกพอดี แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะขอเขามาทำงาน จึงแจ้งไปว่า จะรับผิดชอบด้วยการลาออกทันที วันนั้น มือถือผมดังทั้งวัน มีแต่คนโทรมาคุยให้อยู่ต่อ

จังหวะชีวิต : แต่นี่คือก้าวที่ผมต้องไปต่อได้แล้ว จะเป็นเจ้าของกิจการ มีเครื่องจักรตัวละหลายสิบล้าน ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่มีทุน ถ้าอยู่ที่นี่ต่อ คงไม่มีทางเป็นจริงได้ เคยคุยกับเอเย่นต์ขายคอนกรีต เขาบอกว่าบุคลิกผมต้องไปเป็นเจ้าของ แล้วบอกว่า จะสนับสนุนเต็มที่ ให้มาเอาของไป มีก็คืน ไม่มีก็ไม่ต้องคืน พูดแบบนี้เลย (หัวเราะ) จนทุกวันนี้ ผมก็ยังติดต่อค้าขายกับเขาอยู่เลย ไม่ว่าจะขายให้ราคาไหนก็ซื้อ (หัวเราะ) บุญคุณทดแทนไม่หมดจริง ๆ

ผู้รับเหมา : วันที่ออก เจ้าของบริษัทถามผมว่าจะไปทำอะไร หลุดปากตอบไปว่า ‘ผู้รับเหมา’ เพราะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรเลย ท่านก็สอน ให้คำแนะนำว่า… เวลาเอาชนะใจคนงาน ‘อย่าแค่ทำงานแลกเงิน’ ต้องดูสารทุกข์สุขดิบว่าเขาว่ามีปัญหาอะไร คนใช้แรงงาน ถูกกดขี่มาตลอดชีวิต ถ้าใครมาเอ็นดู ให้ความสนใจ แค่เข้าไปดู ไปถาม ให้รู้สึกว่าเขามีตัวตน มีความสำคัญ ต้องไปนั่งกินข้าวกับเขาบ้าง ให้เข้าไปครองใจคน แล้วจะได้ใจเขา

เปิดบริษัท : ตกงานอยู่เป็นเดือน อาศัยอยู่กับเพื่อนรูมเมทสมัยเรียน ที่ทำงานอยู่ในโครงการบ้านจัดสรร จนวันหนึ่ง เพื่อนมาบอกว่า มีลูกค้าต้องการต่อเติมบ้าน โดยเพื่อนเขียนแบบ ผมเป็นผู้รับเหมา และมีโฟร์แมนอีกคน ตกลงเข้าหุ้นกันสามคน เปิดบริษัทแรกในชีวิต งานแรกคือต่อเติมบ้านสามหลัง มูลค่ารวมเกือบล้าน โฟร์แมนไปคุยกับลูกค้า เพราะเขาคุยเก่ง แล้วเบิกเงินล่วงหน้ามา 30% ได้เงินมาสามแสนกว่า… ตั้งแต่วันนั้นเมื่อ ปี 2543 จนถึงวันนี้ เรายังไม่เคยเจอโฟร์แมนคนนั้นอีกเลย (หัวเราะ) ผมกับเพื่อนต้องมานั่งใช้หนี้กันสองคน ทำงานจบ แต่สงสารลูกค้า ผมกับเพื่อนถึงจะจบวิศวะ แต่ทำงานช่างไม่เป็น ก็ต้องทำกันเอง คนงานไม่มี ต้องไปบีบหาผู้รับเหมามาทำ ได้บ้างไม่ได้บ้าง งานออกมาเละเทะ โดนตำหนิอย่างแรง รู้สึกผิดมาก ๆ จนทุกวันนี้ ยังคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเจอลูกค้าคนเดิมจะขอทำให้ใหม่โดยไม่คิดมูลค่าเลย…

บทเรียนราคาแพง : ทำงานแบบล้มลุกคลุกคลาน ด้วยความขาดประสบการณ์ในงานสายนี้ ขาดทุนไปอีกเป็นล้าน สุดท้าย เงินที่เก็บมาตลอดชีวิตก็หมด จนเพื่อนบอกว่าคงไปต่อกับเราไม่ไหว ยกบริษัทให้ ผมอึ้งไปนิดนึง เพราะบริษัทไม่มีอะไรอยู่แล้ว (หัวเราะ) นอนคิดอยู่สามคืน ตัดสินใจทำต่อ ‘คนอื่นยังรอด ทำไมเราจะทำไม่ได้’ ตัดสินใจโทรไปขอเงินจากแม่เป็นครั้งแรก บอกว่า ทำรับเหมาก่อสร้างอยู่ กำลังไปได้ดี แต่ขาดเงินลงทุนอีกสามแสน (หัวเราะ) แม่บอกว่า นี่ก้อนสุดท้ายแล้วนะลูก ผมก็รับปากท่านว่าจะทำให้งอกเงยเป็นร้อยล้าน โดยที่ยังไม่มีงานอะไรเข้ามาเลย

สู้ยิบตา : ได้งานปูทางเท้า แต่ผมไม่มีคนงาน ในโครงการมีลุงขี้เมาขาเป๋อยู่คน ไม่มีใครเอาเขาก็ให้ผมมา ลุงบอกจะพาไปหาคนงานที่กำแพงเพชร มีอยู่เยอะแยะเลย วิ่งหาอยู่เจ็ดวัน วนไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทุกคนพูดเหมือนกันหมด ประมาณว่า ‘ไอ้หนู… ไปหย่านมมาก่อนเถอะ’ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ จนจะกลับกรุงเทพฯ แวะกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ลุงบังเอิญเห็นผัวเมียเป็นคนงานที่รู้จัก ตะโกนเรียก สอบถามได้ความว่า ไปทำงานที่เชียงใหม่แล้วโดนเบี้ยวค่าจ้าง ผมหูผึ่งเลย ชวนให้มาทำงานด้วย แต่เขายังไม่เชื่อ ผมจ่ายเงินล่วงหน้าให้เดี๋ยวนั้นเลย เขาก็โทรเรียกลูกให้มารับเงิน แล้วมาทำงานปูตัวหนอนกับผม ระหว่างนั้น คำนวณแล้วว่า แม้งานนี้จะเหลือแค่ราวเดือนละหกพันบาท (หัวเราะ) แต่ยังไงก็ต้องทำไปก่อน

ไม่ปล่อยโอกาส : จังหวะนั้น บ้านในโครงการเริ่มโอน มีมาถามว่ารับต่อเติมมั้ย ผมไม่ปล่อยโอกาสนี้ ทำไม่เป็นก็รับไว้ก่อน (หัวเราะ) ค่อย ๆ ขยับทำไปเรื่อย ๆ จนเริ่มมีกำไร จ่ายเงินลูกน้องตรงเวลา เขาก็ตามเพื่อนให้มาอยู่ด้วย ทีมงานใหญ่ขึ้น ในปีนั้น ทำไป 50 หลัง กำไรเริ่มขึ้นหลักล้าน ผมถอยรถมือสอง คอยวิ่งซื้อของเลย แต่พอโครงการจบ งานก็หมดไปด้วย ไม่รู้จะไปไหนต่อ พอดีเพื่อนย้ายไปอีกแห่ง ชวนไปด้วย แต่ขอหาวิธีให้ผมเข้าไปให้ได้ก่อน (หัวเราะ) เพราะโครงการนี้ต้องการผู้รับเหมาที่มีเบรนด์ แต่ผมไม่มี ก็ไม่ได้ทำ ไปนั่งดูเขาสร้างบ้านตัวอย่าง ที่วันรุ่งขึ้นผู้ใหญ่จะมาดู แต่ยังทำไม่เสร็จ ผู้บริหารเครียด เพราะไม่รู้จะเปิดงานกันได้ยังไง ผมไม่ปล่อยโอกาส เข้าไปท้าเลย (หัวเราะ) ‘ให้ผมทำ พรุ่งนี้เสร็จ’ แต่มีข้อแม้ว่า ‘ถ้าทำได้ ต้องให้งานผม’

บริหาร จัดการ : ผมมองดูแล้ว ที่งานไม่เสร็จ เกิดจากความเมื่อยล้าของคนงานที่ทำต่อไม่ไหว ทั้งที่เก็บอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ผมให้คนงานเดิมออกจากพื้นที่ให้หมด แล้วโทรหาคนงานของผม ให้จัดทีมตามที่ต้องการโดยด่วน, แคมป์ที่คนงานของเราอยู่ ติดกับแคมป์ของโครงการอื่น ๆ ซึ่งรู้จักกันหมด ผมบอกไปเลยว่า จ่ายสดสามแรงทันทีที่งานเสร็จ แต่ต้องทันคืนนี้เท่านั้น ไม่เสร็จไม่จ่ายสักบาท (หัวเราะ) เท่านั้นแหล่ะ คนงานมากันเต็มเลย รุมทำงานกันจนเสร็จ ตอนเช้าจ่ายเงินคนงานตามสัญญา งานแบบนี้เขาชอบ เรียกเมื่อไหร่ มาทันที

คำพูดเป็นนาย : ผมทวงสัญญาจากผู้บริหารทันที เขาบ่ายเบี่ยง อ้างโน่นอ้างนี่ ผมก็นิสัยเชียร์เก่า เอ่ยปากไปว่า… พี่พูดอะไรก็ได้นะ พี่เป็นนายมัน แต่หลังจากที่พูดไปแล้ว ไม่รักษาคำพูด มันเป็นนายพี่นะ ‘พี่จะเป็นคนแบบนั้นก็ได้’… ผมยังย้อนคิดไปว่า ตอนนั้น พูดไปได้ยังไง ก้าวร้าว เจ็บแสบมาก (หัวเราะ) แล้วเขาก็ไม่คุยกับผมไปอีกเป็นอาทิตย์ จนเขาโทรมาบอกว่า เอางานรั้วโครงการไปทำก่อน แล้วจะหาช่องทางให้ทำเพิ่มอีก…

ก้าวกระโดด : มีบ้านอยู่ล็อตนึงที่งานค้างอยู่ ผมไปแหย่ ๆ บอกว่าให้ผมทำดีกว่าปล่อยให้อยู่เฉย ๆ นะ จนสุดท้ายได้ไฟเขียว เรามีวิธีคิดต่างจากบริษัทใหญ่ ตัดสินใจเร็ว ทำเร็ว แก้ปัญหาโดยไม่ต้องรอใคร สามหลังที่ผมทำก็เสร็จก่อน ทำให้ได้งานเพิ่มมาอีกเรื่อย ๆ จากเดิมเคยกำไรต่อหลังแค่หลักหมื่น ก็ก้าวมาเป็นหลักล้าน โดยผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยดูบัญชีเลย ชีวิตก็เปลี่ยนไปอีก เมื่อมีเหตุการณ์คล้าย ๆ เดิม คือได้ไปทำงานแทนคนอื่นที่เขาไม่รับ แต่ที่ผมได้ทำเพราะเขาไม่มีทางเลือก กะว่า จะให้ทำแค่ฆ่าเวลาไปก่อน ไม่เชื่อว่าจะทำได้ แต่สุดท้ายผมทำเสร็จก่อนเจ้าอื่น เขาเลยไม่ต้องไปหาใคร พอมีระบบการตรวจสอบคุณภาพ ก็ให้ผมเข้าไปเซ็ตระบบ ทำให้ผมได้งานต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ พอสร้างผลงานได้เยอะมากขึ้น มีโปรไฟล์ ก็ทำงานได้หลากหลายขึ้น ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว ต่อมาก็เป็นอาคารสูงอีกหลายแห่ง มีผลงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โครงการใหญ่ที่สุดคือ เคนซิงตัน เทพารักษ์ มูลค่าเฉพาะการก่อสร้างพันกว่าล้าน

ทุกปัญหาทำให้เราเก่งขึ้น : ทำงานหนักมาตลอด แต่ไม่เคยรู้เรื่องบัญชี ไม่เคยยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม จนโดนภาษีย้อนหลัง ผมใส่รองเท้าเตะเดินไปหาสรรพากร ถูกมองตั้งแต่หัวจดเท้า จนเขาให้ไปตามเจ้าของมาคุยเอง ถึงได้บอกว่าผมมาเอง (หัวเราะ) โดนภาษีไปอีกหลายล้าน เจ้าหน้าที่พยายามช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ เพราะรู้ว่าเหตุเกิดเพราะความไม่รู้เรื่องจริง ๆ ของเรา โดยไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงใด ๆ

กอล์ฟ : ก่อนหน้ารู้สึกแอนตี้ด้วยซ้ำ เคยเล่นแต่ฟุตบอล เป็นนักกีฬาโรงเรียนตั้งแต่มัธยมจนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งบาดเจ็บ เล่นต่อไม่ได้ แล้วการทำธุรกิจถูกเชิญให้ไปตีกอล์ฟบ่อยมาก แต่ผมตีไม่เป็น แล้วยังรู้สึกเขินอายในการเข้าสังคมกอล์ฟ รู้สึกว่าเป็นกีฬาไฮโซ เข้าไม่ถึง (หัวเราะ) จนวันนึงมีงานกอล์ฟ เพื่อนรุ่นพี่บอกเดี๋ยวพาไปเอง เตรียมอุปกรณ์ให้เสร็จสรรพ ผมเป็นลูกค้า ได้ออกหลุม 1 เลย คิดในใจว่า ดูคลิปมาพอสมควร ทักษะกีฬาเราก็มี หลักโมเมนตัมฟิสิกส์ แรงหมุนสู่ศูนย์กลาง ไม่น่าจะยาก ถึงเวลาก็เหวี่ยงเต็มแรง… ลูกอยู่ที่เดิม (หัวเราะ) รู้สึกเขิน แต่เพื่อนบอกต้องหน้าด้านเข้าไว้ แล้วเราจะเป็นเอง วันนั้นตีไม่ได้เลย เดินเล่นชมนกชมไม้ไปเรื่อย

EGA : หลังจากนั้นรุ่นพี่บอก ผมต้องออกงานบ่อย ๆ จะตีแบบนี้ไม่ได้นะ กดดันเล็ก ๆ แล้วพาไปตี ไปซ้อมตามสนามต่าง ๆ จนวันหนึ่งรุ่นพี่โทรให้ไปหาที่ห้างฯ บอกว่าเลือกไม้ให้เรียบร้อย ได้ราคาดีด้วย มารูดการ์ดได้เลย ตั้งแต่ผมยังตีไม่เป็น (หัวเราะ) แล้วใช้ชุดนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ พอเริ่มตีได้บ้าง ก็บอกว่าผมควรให้โปรจับวง เดี๋ยวจะเพี้ยนมากกว่านี้ (หัวเราะ) และยังมีโอกาสได้เข้าไปเรียนหลักสูตรกอล์ฟเพื่อผู้บริหาร EGA (Executive Golf Academy) เป็นรุ่นแรก ทำให้ผมได้เพื่อนตีกอล์ฟเพิ่มมากขึ้น (หัวเราะ) แล้วถ้าเล่นด้วยกัน กติกาก็คือ ต้องแกล้งได้ ไม่งั้น ไม่เล่นด้วย (หัวเราะ)

ฉันรักธรรมศาสตร์ : เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน… ผมจัดกอล์ฟหารายได้ให้ รพ.ธรรมศาสตร์ กับหาทุนให้นักศึกษาวิศวะ จัดมาสองปีแล้ว ตั้งใจจะทำให้ครบ 10 ปีเหตุผลคือ 1.สมัยเรียน ผมรอดมาได้เพราะทุนนักศึกษา ฉะนั้น ผมควรส่งมอบต่อให้ใครสักคน ให้มีโอกาสอย่างผม 2.พ่อเสียตั้งแต่ผมยังเด็ก ณ วันนั้นเครื่องมือแพทย์ไม่ดี ไม่มีเงินเข้าถึง ผมจึงเลือกซื้อเครื่องมือแพทย์เข้าโรงพยาบาล

ความเครียด : เมื่อก่อนเวลาเครียด ก้าวแทบไม่ได้ (หัวเราะ) จะหมกมุ่นคิดวนเวียน จมปลักอยู่อย่างนั้น และพ่นรังสี สร้างมลพิษความไม่ดีให้กับคนอื่น และคนข้างเคียงด้วย (หัวเราะ) ตอนหลังเมื่อเราโตขึ้น ก็เชื่อว่า สุดท้ายแล้ว จะผ่านไปได้ แต่จะดีหรือไม่ดีอย่างไร นั่นเป็นอีกเรื่องนึงนะ (หัวเราะ) อีกวิธีคลายเครียดของผมคือต้องไปนั่งร้านกาแฟ ถึงจะไม่ได้ดื่ม ก็ชอบกลิ่นที่เป็นอโรมา ไปร้านที่มีต้นไม้ นั่งสักพักก็ผ่อนคลาย คิดหาหนทางออก เลยสร้าง ‘แลเฌอ’ Lae Cher de Cafe ขึ้นมาเอง (หัวเราะ) ทำให้ผมได้ผ่อนคลายตลอดเวลากับที่นี่ จริง ๆ ก็ไปตีกอล์ฟเพื่อคลายเครียดเหมือนกัน หรือไม่ก็จะไปคาเฟ่สักแห่ง ที่ไหนก็ได้ หรือสนามกอล์ฟที่มีต้นไม้ เดินสบาย ๆ สลัดตัวเอง ทิ้งปัญหาไปก่อน

กาย – ใจ : ชอบต้นไม้ ชอบมองอะไรเขียว ๆ กว้าง ๆ ทำให้ผมติดสนามกอล์ฟ ชอบผืนหญ้า อากาศเย็น ๆ ร่มรื่น แต่ไม่ชอบหนาว อาจเพราะคุ้นเคยกับอากาศทางใต้ บ้านอยู่ใกล้ทะเล ชุ่มชื้น ไม่ร้อนมาก ไม่หนาวมาก เป็นสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย สบาย ๆ ส่วนการดูแลสุขภาพใจ ต้องยิ้มบ่อย ๆ หัวเราะบ่อย ๆ เข้าไว้ พยายามมองโลกในแง่ดีว่า ทุกสิ่งที่เราทำ อยู่ที่เราหมด ทุก ๆ เรื่อง แม้กระทั่งอาจเกิดความเสียหายก็ตาม ก็มีข้อดี ผมเชื่อว่าขึ้นอยู่กับมุมมอง ว่าเรามองในด้านไหน ด้านที่มีความสุขมากก็ได้ แย่มากก็ได้ ถ้าเราสามารถทำใจมองในด้านดีได้ มันก็จะดี พยายามทำตัวเองให้แฮ้ปปี้ที่สุด ผ่อนคลายที่สุด ยิ้มไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที แค่ยิ้ม บรรยากาศก็ดีขึ้นแล้วครับ