Interview

วรวุฒิ พงษ์ธีระพล

วรวุฒิ พงษ์ธีระพล
นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย
หัวหน้าแผนกผลิตข่าว ททบ.5
“เมื่อได้รับโอกาส อย่าเพิ่งปฏิเสธ ให้รับไว้ก่อน แล้วทำออกไปให้เต็มที่ ดีไม่ดี ได้ไม่ได้ ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ในชีวิต”

อำนวยศิลป์ : ผมเรียนจบมัธยมต้นจากบางปะกง และเข้ามาเรียนมัธยมปลาย ที่กรุงเทพฯ สมัยนั้นผมไม่มีข้อมูลเลยว่าควรจะเรียนที่ไหน บังเอิญได้รู้จักโรงเรียนอำนวยศิลป์ จากญาติ ๆ ส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจเลือกเพราะเห็นว่าเสื้อปักสีแดง ดูแล้วเท่ดี (หัวเราะ) และผมเป็นนักเรียน มศ.5 รุ่นสุดท้าย ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ม.6 ในปีถัดมา

ม.กรุงเทพ : เรียนจบก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเรียนอะไร ก็ไปตามเพื่อน ลงเรียนรัฐศาสตร์ที่ ม.รามฯ เรียนมั่งไม่เรียนมั่ง ไปนั่งซุ้มของโรงเรียน ปีนึงผ่านไปเก็บได้แค่ไม่กี่หน่วยกิต จนมาคิดว่า ชีวิตนี้ท่าทางจะไม่จบแน่ แล้วมีเหตุตีกันจนซุ้มแตก ทะเลาะกันหนักมาก เหมือนในหนัง (หัวเราะ) ทำให้ตัดสินใจได้เลยว่า ต้องไปเรียนแบบที่บังคับให้เข้าเรียน ตัดสินใจเข้าไปเรียนที่ นิเทศ ม.กรุงเทพฯ ตอนนั้นกำลังดังพอดี เห็นเพื่อน ๆ เข้าไปเรียน คณะนี้ซึ่งเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนน่าสนใจดี และวิชาที่เรียนก็น่าจะเข้าทางกับเรา

ประธานรุ่น : พอนัดประชุม อาจด้วยที่เราอายุเยอะกว่าด้วย (หัวเราะ) เลยได้รับการผลักดันให้ไปเรียนประธานรุ่นตั้งแต่ปี 1 แต่การเรียนก็ยังเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนั้นกำลังฮิตตกปลา แต่ยังเอาตัวรอด มีเพื่อน ๆ ช่วยกันประคับประคอง พอขึ้นปี 3 ปี 4 หันมาสนใจเรื่องเรียนมากขึ้น อ่านหนังสือ ส่งงาน เพราะกลัวไม่จบ อ่านช็อตโน้ตที่เพื่อนทำไว้ให้ เวลาสอบก็มีช่วย ๆ กันบ้าง ทำให้จบจนได้

นักกีฬา : ม.กรุงเทพฯ กล้วยน้ำไท มีทีมฟุตบอลที่ดังพอสมควร ทำให้อยากเล่น ลองไปคัดตัวเป็นนักฟุตบอล ก็ไม่ติด แต่ทำให้รู้จักกับเพื่อน ๆ ที่เป็นนักกีฬาเยอะ ก็พอได้เล่นในกิจกรรมของเรา เคยตามเพื่อนไปหัดยิงปืน จนได้เป็นตัวแทนไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัย ประเภทปืนสั้นอัดลม และยังได้ไปแข่งกีฬาระหว่างคณะ เล่นรักบี้ 7 คน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเล่นมาก่อน บังเอิญเพื่อนในกลุ่มมาจากโรงเรียนที่เล่นรักบี้ ช่วยสอนให้ โค้ชสั่งซ้อมทุกเย็น แต่เราก็ดื่มทุกเย็นเหมือนกัน (หัวเราะ) ครั้งหนึ่งระหว่างแข่ง เข้าไปแท็คแล้วโดนเข่าลอยเต็มหน้า หลับกลางอากาศ (หัวเราะ) นอนนิ่งอยู่หลายนาที ต้องเปลี่ยนตัวออกมาพัก แล้วก็เล่นแค่ปีนั้นปีเดียว

ทำงานบันเทิง : พอจบก็ไปฝึกงานตามสตูดิโอต่าง ๆ และถือโอกาสบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่ด้วย จนได้ไปทำงานฝ่ายฉากละครเรื่องคู่ทรหด มีอยู่วันนึงนักแสดงไม่พอ เขาประกาศขออาสาสมัครไปเข้าฉาก มีบทพูดนิดหน่อย บอกว่ามีค่าจ้างให้ด้วย เราก็เอาสิ่ (หัวเราะ) ไหน ๆ ต้องทำงานในนั้นอยู่แล้ว จะอยู่เฉย ๆ ให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ ทำไม หลังจากนั้นเขาคงเริ่มเห็นแวว เรียกให้เล่นบ่อยขึ้น จนมาได้เล่นจริงจังเป็นเรื่องแรกของ อาเปี๊ยก (พิศาล อัครเศรณี) แล้วก็ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนได้เจอพี่ที่ทำงานอยู่แผนกประชาสัมพันธ์ ช่อง 5 ชักชวนให้เข้าไปสมัครงาน โดยได้แจ้งกับผู้ใหญ่ว่า ผมยังต้องทำงานละครควบคู่กันไปบ้าง ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ขอแค่ไม่ให้กระทบกับงานประจำก็พอ

เหตุการณ์ใหญ่ในชีวิต : ผมเริ่มงานกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ที่เรียกกันว่า ททบ.5. หรือ ช่อง 5 ตั้งแต่ ปลายปี 2534 แล้วได้รับการบรรจุ ตั้งแต่ 6 เมษายน 2535 มีสถานะเป็นลูกจ้างประจำ ทำงานด้านประชาสัมพันธ์ และพิธีกร ผ่านไปอีกแค่เดือนเดียว เกิด พฤษภาทมิฬ วันนั้นเป็นวันเสาร์ มีนายทหารโทรไปหา แจ้งว่าให้ผมออกมาหาที่สถานี เตรียมชุดสูทมาด้วย จะมีคอนเสิร์ต ให้ไปเป็นพิธีกร, พอมาถึง ท่านบอกให้ไปด้วยกัน จากนั้นพาผมไปที่ กองทัพภาค 1 ตรงลานพระรูป ผมก็ถามว่า คอนเสิร์ต จัดที่ไหน ท่านก็บอกว่าเข้ามาที่นี่ก่อน คอนเสิร์ตยังไม่ต้องไป อาจจะช่วงเย็น ๆ โน่น ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย ด้วยความสงสัยก็ถามอีก พี่…ตรง ๆ เลยครับว่ายังไง? ท่านก็บอกว่า ตรง ๆ เลย… รอสแตนบายที่นี่ อาจต้องอ่านประกาศ ผมคิดทันทีเลยว่า ลำบากแล้วงานนี้ (หัวเราะ) ท่านถามว่าทำได้มั้ย? ด้วยความเป็นผู้น้อย ก็ตอบไปว่า ไม่มีปัญหาครับ สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ นั่นคือ เหตุการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ เข้าไปนั่งอ่านประกาศ กินที่นั่น นอนที่นั่น ข้างเตียงนายทหาร, กลางดึก ก็ถูกปลุกให้ไปล้างหน้า มาอ่านประกาศ ฉบับนั้นฉบับนี้

ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ : ครั้งแรกที่อ่านประกาศ คนสงสัยว่าเป็นใคร ทหารหรือเปล่า ส่วนคนที่รู้จัก ก็พยายามติดต่อ แต่ไม่มีใครติดต่อเราได้ ตอนนั้นยังไม่มีมือถือ มีแค่เพจเจอร์ ได้รับแต่ข้อความเต็มไปหมด แต่ผมติดต่อกลับไม่ได้ เขาเป็นห่วง กลัวว่าถูกบังคับไปหรือเปล่า ผมอยู่ตรงนั้นอาทิตย์นึง ไม่ได้กลับบ้าน ใจก็คิดว่าชีวิตต่อจากนี้จะเป็นยังไง ช่วงที่เหตุการณ์กำลังวิกฤติ ก็ถามไปว่า ถ้ามีผู้ประท้วงบุกเข้ามา จะทำยังไง เขาก็ตอบผมว่า ปีนกำแพงข้ามไปวัดบวร ตัวใครตัวมัน (หัวเราะ) พอเหตุการณ์คลี่คลาย โทรไปบอกว่ากลับบ้าน ที่บ้านก็บอกอย่าเพิ่งกลับ มีคนมาป้วนเปี้ยน ให้กลับไปบ้านพ่อที่ต่างจังหวัด ไปพักผ่อนก่อนเลย ผมก็ขับรถกลับไปเก็บตัวที่บ้านพ่อ ที่บางปะกง ก็มีคนมาปลอบใจว่า อย่าไปคิดมาก เดี๋ยวเหตุการณ์ก็ผ่านไป คนเราลืมง่าย พอมีเรื่องใหม่มาก็ลืมเรื่องเก่าแล้ว ซึ่งก็จริง (หัวเราะ) ตอนหลังได้รับเชิญไปออกรายการสี่ทุ่มสแควร์ เพราะเขาอยากรู้ว่าเราเป็นใคร เป็นทหารรึเปล่า ซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิเสธมาตลอด เพราะยังกังวล จนเรื่องซาลงไปมากแล้ว ถึงได้ตอบตกลง

ข่าวกีฬา : ผมอยู่กับงานประชาสัมพันธ์มานานมาก จนรู้สึกว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้ว จังหวะนั้น เป็นช่วงผู้บริหารสอบถามว่า อยากมาอยู่ฝ่ายข่าวหรือไม่ ซึ่งผมสนใจพอดี แต่ขอเป็นข่าวกีฬานะ เพราะผมคุ้นเคยที่สุด และคิดว่าเรื่องนี้เรียนรู้เพิ่มเติมได้ ปี 2544 – 2545 จึงได้ย้ายมาอยู่ข่าวกีฬา และทำต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันทำหน้าที่รับผิดชอบเป็น หัวหน้าแผนกผลิตข่าว ผมมีความสุขกับการทำงาน เพราะได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และเป็นสิ่งที่สนใจอยู่แล้ว ได้เจอกับผู้คนภายนอกอีกแบบหนึ่ง มีโอกาสได้ออกไปทำงานนอกสถานที่มากขึ้น

ละคร : งานแสดง ก็ชอบนะ ได้เป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง แต่ทำอย่างไรให้อยู่ในบทบาทที่ได้รับ สนุกไปอีกแบบ เริ่มจากการได้เป็นตัวประกอบเล็ก ๆ แล้วได้เล่นแบบรับเชิญอีกหลายเรื่องกับละครของ อาเปี๊ยก (พิศาล อัครเศรณี) ที่ผมรัก นับถือเหมือนเป็นพ่อ เป็นอาจารย์ เพราะทำให้ได้เปลี่ยนบทบาทโดยตลอด และยังได้เล่นละครยาวเต็มเรื่องเป็นครั้งแรก ในเรื่องเคหาสน์ดาว รับบทเป็นเศรษฐี ขับรถสปอร์ตหรู ดูรวย ชื่อคุณปูชนีย์ จนช่วงนั้นไปไหนมาไหน มีแต่คนเรียก พี่ปู ๆ (หัวเราะ) นั่นเป็นหนึ่งในความประทับใจ แต่พอมาทำงานข่าว เรื่องของละครก็น้อยลงไปโดยปริยาย เพราะไม่มีเวลา มีติดต่อเข้ามาแต่ก็ต้องปฏิเสธไป เพราะผมไม่อยากให้เสียงานหลัก

อย่าปฏิเสธโอกาส : บางครั้งมานึกเองว่า โชคดีที่เราเมื่อได้รับโอกาส แล้วได้ทำ จนเกิดการต่อยอด, มีคนมาหยิบยื่นโอกาสให้ เราก็คว้าไว้ แล้วได้ทำ พอเกิดเหตุการณ์ใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะได้รับโอกาสอีก เพราะถึงแม้จะอยู่แวดวงใกล้ ๆ กัน แต่มันแตกต่างกันทั้งหมด ละครก็แบบ พิธีกรรายการก็แบบ ไปเป็นผู้ประกาศก็อีกแบบ เคยมีช่วงตอนเล่นละคร ที่มีการเคลื่อนไหวตลอด แล้วกลับมาอ่านข่าวนิ่ง ๆ ถึงกับมีงง (หัวเราะ) นั่งตัวแข็งเลย สมัยนั้นยังไม่เหมือนกับงานอ่านข่าวในปัจจุบันที่ผ่อนคลายเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม หรืออย่างช่วงที่จะก่อตั้ง กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลคลื่นความถี่ ทางสถานีฯ ส่งชื่อผมไปเป็นผู้สมัคร แต่ถ้าได้รับเลือก ผมจะต้องออกจากสถานีเลยนะ ซึ่งเราไม่รู้ไง (หัวเราะ) เขาให้ส่งวิสัยทัศน์ในการเข้าไปทำหน้าที่ ตอนนั้นคิดว่า ลำบากอีกแล้ว (หัวเราะ) และต้องไปแสดงวิสัยทัศน์ที่สภาฯ มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ (หัวเราะ) แต่นั่นคือโอกาสในชีวิต ถูกผิด ไม่รู้ ลุยไปก่อน อาศัยใจสู้ รับข้อมูลจากรอบข้าง จนได้เข้าไปพูดในสภาฯ ที่เหลือก็อยู่ที่คณะกรรมเป็นผู้ตัดสิน ที่สุดแล้วก็ไม่ได้ แต่นั่นทำให้ผมโล่งใจมาก (หัวเราะ) เมื่อได้รับโอกาส อย่าเพิ่งปฏิเสธ ให้รับไว้ก่อน แล้วทำออกไปให้เต็มที่ ดีไม่ดี ได้ไม่ได้ ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ในชีวิต

กอล์ฟ : สมัยเรียนไม่อยู่ในหัวเลย ต่อต้านซะด้วยซ้ำไป กีฬาอะไรวะ สนุกตรงไหน (หัวเราะ) มาทำงานที่ช่อง 5 ซึ่งทหารจะมีวันกีฬา ส่วนใหญ่ผู้บริหารก็เล่นกอล์ฟกัน ผมก็ยังคิดว่า กีฬานี้เสียเวลาเยอะ, จนวันนึง มีคนมาทักว่าเล่นกอล์ฟรึเปล่า ผมบอกว่าเล่นไม่เป็น เขาก็บอกให้ไปลอง ไม่เสียหาย เป็นนักกีฬาอยู่แล้ว กีฬาอะไรก็ลองดู ผมคิดว่าแบบนี้น่าสนใจ สนามซ้อมมีอยู่ใกล้ ๆ ไปยืมเหล็กคนอื่นมาลองซ้อมกับเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเริ่มหัดด้วยเหมือนกัน เล่นกันเองโดยไม่มีโปรจับ ถามจากพี่ ๆ ที่เล่นเป็นบ้าง ค่อย ๆ ศึกษาไป อยู่ประมาณสามเดือน เมื่อก่อนช่อง 5 มีชมรมกอล์ฟ จัดทุกเดือน ให้ผมไปเป็นพิธีกร ตอนนั้นยังไม่เล่น เฮฮาไปเรื่อย จนพอรู้เรื่องกอล์ฟมากขึ้น มีแต่คนทักว่า ไหน ๆ มาเป็นพิธีกรแล้ว ก็หัดเล่นแล้วออกรอบด้วยกันไปเลย ออกรอบครั้งแรก สนามกรุงกวี จัดให้ผมออกรอบกับ ผอ.ช่อง 5 สมัยนั้น ผมบอกท่านเลยว่าเพิ่งหัด ท่านก็ใจดีมาก ๆ บอกให้เล่นแบบสบาย ๆ แต่ผมนี่เกรงใจมาก ๆ กล้า ๆ กลัว ๆ ตีซ้ายที ขวาที เล่นไปจนจบ ทำให้เริ่มสัมผัสว่า กีฬากอล์ฟก็สนุก ได้ท้าทายตัวเอง จะบังคับตัวเองยังไงให้ตีได้ดี เลยกลับมาซ้อมมากขึ้น พอได้ระยะก็เริ่มสนุก หลังจากนั้นก็เล่นมาเรื่อย ๆ ใครชวนออกรอบก็ไป เคยมีช่วงที่คิดว่าตัวเองตีดี สี่สิบต้น ๆ ถึงกลาง ๆ กระหยิ่มยิ้มย่อง ไม่กลัวใคร อาทิตย์นึงอย่างน้อยต้องมีสักครั้ง แต่หลังจากนั้นพอมีงานเยอะขึ้นก็เริ่มห่าง ได้เล่นน้อยลง แล้วกอล์ฟถ้าไม่ได้เล่นบ่อย ๆ กว่าจะจับความรู้สึกได้ ต้องอาศัยเวลาสักพัก ก็เล่นแบบตามสภาพ เพราะรู้ว่าเราเล่นเอาสนุก ทำให้วันนั้นดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เปรียบเทียบกับครั้งที่แล้วว่าผลงานเป็นยังไง ส่วนเรื่องซ้อมไม่เคยเข้าเลย เข้าสนามจริง ใส่อย่างเดียวเลย (หัวเราะ)

นายกฯ : เมื่อ 3 – 4 ปี ที่แล้ว วงการสื่อฯ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการทำงานของนักหนังสือพิมพ์ พี่ว่าว (เลอภพ โสรัตน์) คิดว่าตัวเองจะต้องออกจากงานประจำ ทำให้สถานภาพในการเป็นนายกฯ ต้องหมดไปด้วย เพราะไม่ได้ทำงานในองค์กรของสื่อแล้ว เลยมาพูดคุยกับผม ตอนนั้นก็นึกว่าพูดเล่น (หัวเราะ) บอกว่าเขาไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว มีคณะกรรมการด้วย เขาคุยกันพอสมควรแล้ว ชื่อของผมก็ขึ้นมา เพราะมีความเหมาะสมทั้งเรื่องหน้าที่การงาน วัยวุฒิ เมื่อพิจารณากันแล้วสรุปว่าเป็นผม ก็ตอบไปว่า ถ้าเป็นความเห็นของหลาย ๆ คน ผมก็รับปาก ทำให้มารับหน้าที่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย เมื่อกลางปี 2563 ช่วงโควิดพอดี ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมได้มากนัก พอกลับมาสู่สภาวะปกติ ก็ดำเนินการตามแผนงานได้ ก็ไม่มีอะไรลำบากใจ เพราะส่วนใหญ่สมาชิกเรารู้จักกันหมด กิจกรรมมีอะไรบ้าง หลัก ๆ ก็มีเรื่องของกีฬา ที่ต้องไปผูกพันกับองค์กรต่าง ๆ ซึ่งตัวสมาคมฯ ก็เป็นสื่อกลาง เช่น โควตาของสื่อฯ ที่จะต้องเดินทางไปทำข่าวในต่างประเทศ โอลิมปิก เอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งเป็นงานที่คุ้นเคยอยู่แล้ว งานสำคัญก็คือ วันนักกีฬายอดเยี่ยม ที่จะนำผลงานนักกีฬามามอบกัน ที่เหลือก็เป็นกิจกรรมทั่ว ๆ ไป เป็นสวัสดิการให้สมาชิก, กอล์ฟการกุศลของสมาคมฯ ที่จะหางบประมาณไปจัดงานใหญ่ ฯลฯ ซึ่งผมเองเดิมก็ช่วยงานทั้ง สมาคมช่างภาพนักข่าวกีฬา ของบิ๊กเหม็น (ไพฑูร ชุติมากรกุล) และ สมาคมวิทยุโทรทัศน์ ของพี่แดง (จำลอง อนันตสุข) เป็นกรรมการอยู่ทั้งสองแห่ง

สุขภาพ : พอมาเล่นกอล์ฟก็ยังมีกลับไปเล่นฟุตบอลบ้าง แต่มาช่วงหลัง ๆ สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ยิ่งได้เห็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในวงการมีเหตุปัจจุบันทันด่วนไปหลายราย เริ่มกังวลว่า เราพักผ่อนน้อย หากลงไปวิ่งแล้วเกิดช็อคขึ้นมาจะเป็นยังไง ก่อนหน้านี้ไม่เคยตรวจร่างกายเลย พอเห็นแบบนี้เริ่มกลัว ไปหาหมอขอตรวจร่างกาย วิ่งสายพานเช็คร่างกายอย่างละเอียด ดูระบบหมุนเวียนของเลือด ปรากฏว่าผ่าน ก็สบายใจขึ้น แต่หลังจากนั้นก็พยายามดูแลตัวเอง สำคัญที่สุดคือ การพักผ่อน เคยเป็นคนแบบนอนก็ได้ ไม่นอนก็ได้ นอนไม่กี่ชั่วโมงก็คิดว่าพอแล้ว เมื่อก่อนเข้าเวรทำข่าวกีฬา กว่าจะได้นอน ตี 1 ตี 2 รอข่าวจากต่างประเทศ พอตี 4 ต้องตื่น ต่อเนื่องไปถึงเช้าต้องอ่านข่าวอีก ปัจจุบันไปตรวจร่างกายทุกปี อย่างน้อยถ้าไม่ตรวจใหญ่ ก็ต้องตรวจเรื่องหลัก ๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ ที่เหลือก็ดูแลรักษาไปตามอาการ ส่วนอาหารการกิน หมอบอกวิธีดูง่าย ๆ เลยว่า อย่าให้อ้วน เพราะถ้าอ้วน ทุกอย่างจะตามมา ก็พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ผมก็จำมาแบบนั้น พยายามติดต่อกับหมอ หมั่นไปตรวจสุขภาพ

อารมณ์ : โดยธรรมชาติผมเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่พอถึงวัยขนาดนี้ ก็ลดลงไปเยอะ สมัยวัยรุ่นใจร้อนมาก แต่ไม่ใช่เรื่องการไปหาเรื่องกับใครนะ เป็นความรู้สึกว่า ถ้าจะทำอะไร ก็ทำเลย ไม่รอใคร ไม่มีการเอาไว้ก่อน ถึงทำแล้วจะได้ร้อยเปอร์เซ็นต์รึเปล่า จะสำเร็จรึเปล่าไม่รู้ แต่ทำไว้ก่อน ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ดี บางเรื่องควรรอเวลาสักนิด นี่คือข้อเสียของเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้คิดรอบคอบมากขึ้น จนบางเหตุการณ์คนอื่นอาจมองว่าเราช้า แต่ในมุมมองเรา นี่คือความปลอดภัย คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนดีกว่า ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร

ผ่อนหนัก ผ่อนเบา : รู้จักยืดหยุ่นในบางเรื่อง มีความเข้าใจคนรอบข้าง อย่างการดูแลพ่อแม่ กับการดูแลลูก ๆ ยิ่งเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็มีวิถีของเขา ย่อมมีความแตกต่างกันไป ก็ต้องพยายามเข้าใจ เราผ่านจุดนั้นมาก่อน แต่ไม่สามารถไปขีดเส้นให้เขาเดินได้ ได้แค่แนะนำ ดีไม่ดี ตัดสินใจเอาเอง ทำอะไรต้องมีสติ รับผิดชอบ คิดให้รอบคอบแล้วค่อยทำ อย่าหุนหันพลันแล่น อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน ตัวเราเองไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะต้องมาเลี้ยงดูเรา ขอแค่ให้เขาดูแลตัวเองให้ได้ ทุกวันนี้ ครอบครัวสำคัญที่สุด ในความหมาย ณ วัยปัจจุบัน คงเหมือนกับผู้ใหญ่ทั่วไป เวลามีครอบครัว สิ่งที่เราตั้งความหวังไว้ก็คือ ดูแลกันให้ดีที่สุด พ่อแม่ที่ยังอยู่กับเราเมื่อสูงวัยก็ต้องดูแลกันไป ส่วนตัวเรา คิดว่าหากในอนาคต ได้ทำกิจกรรมที่ทำให้ไม่อยู่เฉย เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ได้พบปะกับผู้คนที่ไม่วุ่นวายเกินไป ไม่เป็นภาระใคร อย่างน้อยให้เราดูแลตัวเองได้ ทำแล้วมีความสุข อย่างเช่นการเล่นกอล์ฟ ก็คงต้องทำกิจกรรมนั้นต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ครับ