ทำดีเพื่อพ่อ
ทำดีเพื่อพ่อ
ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาและข้ามปีใหม่อีกเดือนสองเดือน ท้องสนามหลวง เหมือนกับ โรงละครแห่งชีวิต ให้เราได้รู้ได้เห็นสรรพวิถีมากมายนะครับ
ยังได้เห็น กระแสแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่กระจายครอบคลุม อันทั้งให้คุณให้โทษต่อคนร่วมสังคม
ไปจนถึง การพิพากษากันในทันทีทันควัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดๆ ในภาษายุคใหม่ที่เรียกว่า ดรามา มากขึ้นทุกทีๆ
ด้วยโลกยุคใหม่นี้ คุณสามารถเป็นได้หมด ได้ทั้งแจมทั้งจอยและเอนจอยกับความเคลื่อนไหวในสังคม ด้วยการมีแป้นคีย์บอร์ดอยู่ตรงหน้า มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอยู่ในอุ้งมือ
ส่งกระจายไปในโลกโซเชียล จะพิพากษาใคร ตำหนิประณามใครก็ทำได้เลย ทั้งพิมพ์คีย์เองหรือ ส่งต่อ (ประเภทนี้แหละเยอะ)
ส่งไปแล้วก็จบแล้ว พอใจกับการเป็น ลูกขุน ร่วมตัดสิน และรู้สึกว่าตัวเองได้ทำดี ได้ด่าพวกเลวๆ
ทั้งที่บางครั้งบางที ก็ตกเป็นเครื่องมือ ของต้นตอของข่าวสารที่ไม่ใช่ความเป็นจริง เป็นสมุนโดยไม่รู้ตัวของพวก”อีแอบ”ที่หลงกับตัวเองหน้าคีย์บอร์ด ด้วยรู้สึกลึกๆว่า จะละเลงอย่างไร ก็ไม่มีใครรู้หรอก หาเรื่องเจ๋งๆใส่ไคล้ไป มีความสุข ความสะใจ กับการไหลเทของคนหลงงมจมคลั่ก จากเรื่องปั้นแต่งของตัวเอง
ยิ่งโหนกระแส .. ทำดีเพื่อพ่อ..ยิ่งเยอะเลยที่ พิพากษาคนอื่น ที่ตัวเองมองว่า..ไม่ทำดีเพื่อพ่อ..ให้เป็นจำเลยสังคม โดนลงโทษทันควัน
สังคมจมคลั่ก มันก็มีแหละ มีคนห่วยๆ ไม่ทำดีเพื่อพ่อโดยเจตนา หรือกับ คนที่ ถูกปรักปรำให้เป็นจำเลยสังคม ทั้งถูกจงใจใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกพิพากษาโดยไม่เจตนาของคนที่ไม่รู้เฮโลสาระพา (บาปนะครับ)
เช่น ข่าว โกรธเพื่อนแย่งแฟน เลยแฮคเอาไอดีอีเมล์เพื่อนไปส่งข้อความ หมิ่นราชวงศ์ ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้ตำรวจมาจับเพื่อน
ส่งบทกลอน ภายใต้พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ให้คนเข้าใจผิดว่า พระองค์ทรงนิพนธ์ (ทั้งที่ไม่ใช่)
หรือกระทั่ง การถ่ายทำภาพเคลื่อนไหว ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โดย “ท่านมุ้ย” มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคลฯ อย่างเป็นทางการและยิ่งใหญ่ ก่อนหน้า ของจริง มี ของปลอม แชร์กับพรึ่บ สารพัดเวอร์ชั่น อ้างว่าของท่านมุ้ยทั้งนั้น ก็เป็นตัวอย่างให้เห็น สังคมที่ ไม่รู้ว่าอะไรของปลอม ของจริง ด้วยแรงปั่นของโซเชียล เน็ตเวิร์กไปหมดแล้ว
คนเดินขายสร้อยพระบรมฉายาลักษณ์ตามท้องสนามหลวง ร้องไห้โฮ ว่าถูกใส่ไคล้ ไปหลอกลวงคนต่างจังหวัด ขายเส้นละพันบาท ทั้งที่จริงเส้นละร้อยบาท ตัวเองกำไรเส้นละสิบบาท สิบห้าบาท เอามาขาย เป็นประทังชีวิตในยามสนามหลวงปิด ข้าวก็มีแจก น้ำก็มีแจก จะให้ขายอะไรได้ คนที่ถ่ายคลิป เป็นชายชุดดำ ถ่ายๆแล้วก็ไม่เคยถามไถ่ แต่เอาไปคีย์ลงโซเชียล เน็ตเวิร์กเป็นตุเป็นตะ ใครกันแน่ที่ ทำร้ายคนจน ที่ก็รักในหลวงเหมือนกัน
คือ มือคีย์บอร์ดอีแอบ เขาสนุกมือไงครับ เสนอจินตนาการของตัวเองว่า ใครจะคิดมุกอะไรได้แข่งขัน แล้วก็สนุกกับงานของเขา เมื่อคนถูกปั่นหัว เป็นการเช็คเรตความสำเร็จของตัวเอง
สนุกกับการ ตั้งประเด็น “ล่าแม่มด” พิพากษา ลงโทษ ข้อหาจำเลยสังคม ยิ่งเยอะยิ่งดี คือทำความดี ที่ทำให้พ่อหลวง
นี่แค่ยกตัวอย่างน้อยนิด ที่หัวเราะมิออก ร้องมิได้..ด้วยน่าห่วงว่า สังคมยามนี้ สติฟุ้ง คุมไม่อยู่ เป็นอย่างนี้จริงๆ
ต่อไปจะเป็นอย่างไร มากขึ้นกว่าที่เป็นแค่ไหน..ไม่รู้จริงๆครับ
ผมเคยถูกเพื่อนๆถามเมื่อหลายปีก่อน ครั้งที่ โดนยำเละในคืนเดียว ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ข้อหา ขี้ข้าคุณวรวีร์ (เดี๋ยวนี้ก็หาดูได้นะครับ ยังหลงเหลือในกูเกิล ถ้าพิมพ์ชื่อผมเข้าไป)
แรกๆก็โกรธ แต่ภายหลังก็ปล่อยวาง ( ไม่อยากบอกว่า เจ้านายปลอบขวัญผมด้วยอะไรให้คลายทุกข์คราวนั้น เดี๋ยวจะเป็นประเด็นอีก อิอิ) ด้วยรู้สึกว่า โลกได้มาสู่ยุคใหม่แล้ว ยุคแห่งโซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่ ใครก็ได้ สามารถเป็นจำเลยสังคมได้ในพริบตา จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม
ยิ่งนานมาจวบจนวันนี้..ยิ่งเห็นสัจธรรมข้อนี้ ยิ่งเวทนา กับคนที่ถูกตัดสินให้เป็นจำเลยสังคมด้วย ศาลเตี้ยกระแสในโซเชียล เน็ตเวิร์ก เป็นชาวบ้านแท้ๆ โดนสาหัสสากรรจ์กว่าผมเยอะ
ไม่ใส่เสื้อดำ โดนตบเปรี้ยง หาว่าไม่จงรักภักดี สังคมรุมด่า..อ้าว อาม่าอัลไซเนอร์ หรือกับคนสติไม่สมประกอบ
ทำไปแล้ว จะขอโทษอย่างไรล่ะ
ทำดีเพื่อพ่อ..ก็ทำไปเถอะครับ ทำด้วยความมีสติ ทำด้วยใจงามและการกระทำเสียสละ
อย่าได้เบียดเบียนใครให้เดือดร้อน กับสิ่งที่คิดว่า ตัวเองทำดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าตัดสินใครแบบ “ล่าแม่มด” นั่นมันบาป ไม่ใช่ทำดี
ผมมีข้อความของ อาจารย์ ดร.สุเมศ ตันติเวชกุล บุคคลที่ ผู้ใกล้ชิดการหลั่งพระเสโทของพระองค์เพื่อแผ่นดินมาโดยตลอดทุกยุค เป็นข้าบาทของในหลวงทั้งชาตินี้และชาติหน้าตัวจริง… มาฝากคนไทยครับ
คนไทยใจดี เอาเงินมาถวายพระเจ้าอยู่หัว
แล้วดูท่านทำงาน
คนไทยชอบมานั่งเฝ้าท่าน รอรับเสด็จแต่เช้า มาแค่ขอให้เห็นท่าน ก็ชื่นใจ น้ำตาไหล
แต่ไม่เคยมองสิ่งที่ท่านทำ
คนไทยชอบมาขอให้ได้ยิ่งเสียงท่าน
แต่ไม่เคยเอาไปคิด
มาแค่เห็น มาแค่ได้ยิน เท่านี้ น้ำตาไหลปลาบปลื้ม แต่ไม่เคยทำตาม
….ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
เจ็บจี๊ดถึงหัวใจเลยแหละ..เพราะนั่นคือความจริง
ยอดชาย ขันธะชวนะ

