Sport for Life

ความสนุกบนทุกข์ของชาวบ้าน

ความสนุกบนทุกข์ของชาวบ้าน

จะว่ากันไปครูไก่เองนอกจากจะทำมาหารับประทานอยู่สาย “กีฬา” ล้วนๆ เงินทองที่ได้มาร้อยทั้งร้อยมาจากความสามารถของตัวเองที่สั่งสมมานาน ผมว่าเฉียด 40 ปีที่อยู่บนถนนสายนี้อาจจะมีบ้างที่รายได้มาจาก “การพนัน” เจ้าตัวเงินที่ได้มาจากความคิดความเห็นที่ไม่ตรงกันการพนันก็เกิดขึ้น ส่วนมากก็มาจากสนามกอล์ฟนี่แหละ ความจริงก็อยากจะบอกว่า “การพนัน” ของครูไก่หากผมไม่ลงมือทำเองอย่าหวังว่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกันเลย ทีนี้ในสนามกอล์ฟเราเองก็ต้องรู้เขารู้เรานอกจากหน้าตาที่พอจะคุ้น ท่วงท่าลงสนามแม้กระทั่งอุปกรณ์ หรือลูกแรกที่เขาเล่นต้องประเมินให้จบก่อนจะขึ้นกรีน ถ้าไม่เช่นนั้นสิ่งที่เราสะสมมาจะเป็นของคนอื่นไปฉิบ…

อีกเรื่องคือการพนันที่ใช้คำว่า “บ่อน”  สถานที่ประกอบการบอกตรงๆ นะบ้านเรามีอยู่ดาษดื่น คนมันจะเล่นอย่างไรเขาต้องรู้ จะบอกให้นะ “จมูกมดที่ว่าแน่ยังแพ้จมูกคนเล่น” คนที่ชอบเล่นพักอยู่ไกลจากบ่อนเป็น 10 โล แต่รู้ว่ากลิ่นของบ่อนอยู่ตรงไหน ส่วนตำรวจจะรู้หรือไม่รู้ก็สุดแต่จะคาดเดาไปทางไหน เพราะในหนึ่งโรงพักไม่ใช่มีแค่คนหรือสองคน ลองคิดขำๆ ไล่เรียงลงมามันเป็นสิบๆ ตามชั้นยศไล่เรียงกันขึ้นไป…ก็อย่างที่เรียนไปก่อนหน้าคนไม่ชอบก็ไม่ชอบ ผมเริ่มทำงานอยู่กับสถานที่ถูกฎหมายในการเล่นการพนันที่ถือว่าเด็ดสุดในสมัยนั้นนั่นคือ “สนามม้าปทุมวัน” ในขณะที่ผมสอนเทนนิสที่นั่นมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ  บางอาทิตย์สนามที่สอนมันอยู่ติดกับจุดปล่อยตัวม้า มันใกล้จริงๆ สุดท้ายจนแล้วจนรอดผมก็ยัง “แทงม้า” ไม่เป็นเลย พอข้ามมาฝั่ง  “POLO CLUB” สมัยนั้นสนามมวย “ลุมพินี” อยู่ติดๆ กับสโมสร เข้าไปดูก็เข้าไปแต่ก็ไม่ได้คิดจะห้าสี่สามสองกับใครเขา…แต่ที่น่าจะเป็น “นรก” ของผมก็ตรงที่รอบๆ บริเวณที่ทำงานมันถูกรายล้อมด้วย “บ่อนเล็กบ่อนน้อย” อยู่เต็มพรืดแต่ความสนใจผมกับไม่มีเลยกับเรื่องนอกลู่นอกทางเช่นที่ว่า…

กลับมาที่คำว่า “ความสนุกบนทุกข์ของชาวบ้าน” คืออะไร….? เพราะมันมีนักเล่นอีกจำพวกหนึ่งที่ทำให้บ้านเมือง “วายป่วน” ยิ่งกว่าบ่อนการพนันหลายเท่าตัวนัก นั่นคือ “เล่นการเมือง” คนกลุ่มนี้เล่นกันเป็นทีม แบ่งข้างชัดเจนใครอยู่ฝ่ายไหนประเทศประเทศชาติจะ “วอดวาย” ปานใดเขาไม่สนจะทุกข์จะสุขของผู้คนฉันไม่สนใจขอให้ “ข้าได้เล่น” เป็นพอจะเล่นในสภาข้าฯ เอาหมดตัวบทกฎหมายที่ออกมมาก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปอีกหลายปีข้างหน้า ภาษาก็เข้าใจยากกว่าจะตีความได้ใช้เวลาเป็นนานสองนาน แบบนี้ทำไมไม่มีใครไปจัดการกับเขากันได้บ้างซึ่งนั่นก็คงเป็นเพราะสิ่งที่บรรดาผู้เล่นในกลุ่มนี้จับกลุ่มกัน (รวมหัวกัน) ปล้นบ้านปล้นเมืองอยู่ทุกวันนี้แบบถูกทำนองครองธรรมเสียด้วย…

อยากจะบอกว่าถ้าบ้านเราเมืองเราปลอดจากนักการเมืองก็คงจะดี เพราะไอ้ความรู้ที่ดั้นด้นไปเรียนกันถึงเมืองนอกเมืองนาเพื่อมา “ผลาญชาติ” มันถูกต้องหรือเปล่า ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยมันเป็นของดีนะแต่เราต้องมีอะไรที่เป็นของเราเอง รูปแบบที่เราเป็นมาเจ็ดสิบแปดสิบปีมานี่บอกเลย “ไม่ได้เรื่อง” นักการเมืองสนุกกับผู้คนเป็นทุกข์กันทุกหย่อมหญ้า แต่ดีที่ว่าภาคประชาชนเขาทำมาหากินเข้มแข็งไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็ไม่ต่างจากหลายประเทศในกาฬทวีปหรอกจะบอกให้

ครูไก่