กิติพงศ์ ศรีทองกุล

กิติพงศ์ ศรีทองกุล
Deputy Director
CGA
“สิ่งที่มีคุณค่า ผู้คนย่อมอยากได้”

เรียนสถาปัตย์ : วิถีการใช้ชีวิตก็ค่อนข้างจะแย่หน่อย เพราะทำงานกันดึกดื่น เพื่อนบางคนก็ดื่ม เรื่องกีฬาก็เล่นน้อยลง ความฟิตเริ่มจะสู้น้อง ๆ ไม่ได้ ก็เริ่มมองหากีฬาอื่นมาเล่นกัน พอดีมีเพื่อนที่เล่นกอล์ฟมาตั้งแต่เด็ก (ภายหลังก็เป็นโปรกอล์ฟด้วย) เราเรียนที่ ม.รังสิต มีสนามไดร์ฟเมืองเอกอยู่ใกล้ ๆ ตอนเย็นก็ชวนกันไปซ้อม

เล่นกีฬาเก่ง แต่ตีกอล์ฟไม่โดน : ผมถนัดหลายประเภท ตั้งแต่เด็ก ทำให้รู้สึกมั่นใจว่าตัวเองเล่นได้แน่ แต่วันแรกที่จับไม้กอล์ฟ กลับตีไม่โดน ขณะเดียวกันโปรที่สนาม เขาตีโชว์ โดนเต็ม ๆ ทุกลูก จนเกิดความเจ็บใจอยากจะเอาชนะ เพราะรู้สึกว่าตัวเองแพ้ ในใจมันเจ็บ ต้องเอาคืนให้ได้ หลังจากนั้นก็ชวนกันไปซ้อมเรื่อย ๆ ผมยังไม่มีไม้เป็นของตัวเอง ก็จ้องว่าเมื่อไหร่จะไปกันอีก

ทำอะไรจริงจัง : ช่วงว่างระหว่างรอทำวิทยานิพนธ์ ปีสามเทอมปลาย ได้เล่นแบบ ตี ๆ หยุด ๆ จนผมตัดสินใจซื้อไม้กอล์ฟ ตอนปีสี่ เทอมกลาง จำแม่นเลยว่าเป็น วันที่ 9 ตุลาคม 2538 เพราะวันนั้นไปรับเงินจากการทำงานพิเศษ ได้เงินมา 10,500 บาท เข้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ไปซื้อชุดฮาร์ฟเซ็ต เริ่มมีไม้กอล์ฟเป็นของตัวเองตั้งแต่วันนั้น ผมใช้เวลาประมาณหกเดือน เล่นเอง ซ้อมเอง จากครั้งแรกที่เพื่อนสอนให้ ผมรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ ก็เริ่มหาหนังสือมาอ่าน โชคดีว่าสมัยนั้นในเคเบิ้ลทีวีมีรายการสอนกอล์ฟของ ริค สมิทธ์ ทุกวันพุธตอนสี่ทุ่ม ผมเห็นแล้วชอบ จำมาทำตาม เช่นการนำไม้กอล์ฟมาวางตามตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งผมก็ทำความเข้าใจได้ง่าย เพราะเรียนสถาปัตย์อยู่แล้ว เริ่มจากพื้นฐานตรงนั้น

ออกรอบครั้งแรก : ซ้อมจนตีแม่น พอปิดเทอมเพื่อนชวนกันไปออกรอบครั้งแรก ที่สนามเอไอที ตอนนั้นคิดว่าซ้อมมาดีแล้ว แต่พอไปตีสนามจริง ตีโดนแต่หัวลูก สองสามหลุมแรกลูกติดพื้นตลอด ทั้ง ๆ ที่ในสนามซ้อมตีจนลอยดีแล้ว ทำให้เกิดความข้องใจ หลังผ่านไป 4- 5 หลุม ก็เริ่มดีขึ้นบ้าง อาศัยความแข็งแรงแบบนักกีฬาก็พอตีได้ สกอร์วันนั้นออกมา 104 แย่ที่สุดในชีวิต หลังจากนั้นก็เล่นที่นี่มาเรื่อย ๆ กับเพื่อนกลุ่มนี้ ประมาณเก้าเดือนจากเริ่มออกรอบก็แตะเลข 3 สมัยเรียน ผมได้ออกรอบน้อย เพราะตอนเริ่มเล่น ยังมีรายได้น้อย ปีแรกที่เล่นสนามเอไอที ยังใช้เงินของพ่อแม่ จำเป็นต้องหาวิธีเล่นให้ประหยัดที่สุด เล่นให้ได้มากที่สุด ไปเล่นกันทีก็ 36 หลุม ตั้งแต่เช้าจนเย็นทั้งก๊วน เล่นใหม่ ๆ ก็บ้ากันทุกคน ไม่มีใครห้ามใคร

ค้นหาความสุข : เวลาทำงาน ผมจริงจังจนเกินลิมิต ทำให้บางครั้งมีเรื่องค้างอยู่ในหัว ยิ่งเวลามีข้อขัดแย้งกับลูกค้า เพราะคิดแต่ว่าอยากให้งานออกมาดี โดยใช้ความคิดของเราเป็นหลัก แต่มุมมอง ณ ตอนนั้นยังแคบอยู่ มีอัตตาสูงมาก เลยมีความเครียดในตัวเองสูง ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีความสุข เจอแต่เรื่อง เจอแต่ปัญหาใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ขณะเดียวกัน พอได้ไปตีกอล์ฟ กลับมีแต่ความสุขทุกที อาจเป็นเพราะ ผมอยากเป็นนักกีฬาอาชีพอยู่แล้ว ผมไปเล่นกอล์ฟกับชมรม เอ็ฟเอ็ม 99 หลายครั้ง จนวันหนึ่ง โปรเชาว์ (เชาวรัตน์ เขมรัตน์) ได้ชักชวนให้มาทำงานด้วยกัน ถามว่า ‘มาเป็นโปรมั้ย? เดี๋ยวจะมีสอบแล้ว’ ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับกอล์ฟแบบนี้เลย ไม่เคยคิดเรื่องสอนมาก่อน คิดแค่ว่าจะเป็นนักกีฬา แล้วก็ยังมีงาน มีบริษัทด้านสถาปัตย์ ที่ยังต้องดูแลอยู่ แต่พอถึงจุดที่ความเครียดสะสมมากขึ้น โปรเชาว์ก็ชวนอีก ผมมานั่งคิด แล้วพบคำตอบว่า กอล์ฟ ดึงดูดให้ผมเข้าหาตลอด เลยตัดสินใจคุยกับเพื่อน บอกว่าผมอยากทำกอล์ฟ ขอไปลองดูแนวทางใหม่ ๆ และโปรเชาว์ก็บอกว่าที่สนามชวนชื่น ต้องการผู้ช่วยผู้จัดการ ให้ลองไปสมัครดู ผมก็ไป บริษัทที่ผมเริ่มก่อตั้งเป็นหุ้นใหญ่สุด ก็ค่อย ๆ ลดบทบาทลง เหลือแค่ผู้ถือหุ้น ไม่ได้เข้าไปทำงานแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าผมชอบกีฬามาก อยากเป็นนักกีฬา จนภายหลังก็ถอนหุ้นออกมา

งานสถาปัตย์ : ก็ยังมีลูกค้าที่มอบความไว้วางใจ ให้ผมทำหน้าที่ออกแบบให้อีก ก็รับงานอีกบ้างแต่น้อยลง จะเหลือก็แต่ลูกค้าเก่าอยู่บ้าง เวลาเขาจะสร้างอะไร ก็ตามตัวให้ผมไปออกแบบให้ โดยผมร่างแบบตามแนวคิด แล้วส่งให้น้อง ๆ ที่บริษัทลงรายละเอียดอีกที เพราะผมมีใบประกอบวิชาชีพอยู่แล้ว เซ็นงานได้ จนทุกวันนี้ก็ยังทำงานด้านออกแบบอยู่บ้าง

ผู้จัดการสนามฯ : ตอนนั้นวิกฤติต้มยำกุ้งพอดี สนามกอล์ฟเป็นที่เดียวของโครงการที่มีกระแสเงินสดเข้า คนที่มาเป็นผู้จัดการคือนักบัญชี ไม่มีคนรู้เรื่องกีฬาโดยตรงเลย ผู้อำนวยการที่สัมภาษณ์ผม ก็เป็นสถาปนิก สถาปัตยกรรมผังเมือง (Urban Designs) เป็นสาขาเดียวกับที่ผมเรียนมาพอดี ทำให้คุยกันง่าย ท่านก็รับผมเข้าทำงาน ผมรับเงินเดือนน้อยมาก เมื่อเทียบกับงานที่ทำมา แต่เมื่อคิดแล้วคุ้ม เพราะได้ตีกอล์ฟทุกวัน ได้ตีกับนาย ได้ฝึกแคดดี้ ส่วนตัวเองก็ได้ฝึกฝีมือไปด้วย เพราะผมอยากไปทางนี้ แล้วก็เล่นกอล์ฟดีขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นเลย เริ่มตีอันเดอร์พาร์จากที่นี่ จนกระทั่งสนามไดร์ฟธนบุรีที่พระราม 2 เปิด ผมก็ลาออก แล้วมาเป็นผู้ช่วยโปรที่สนามฯ ก่อนไปสอบโปร, ด้วยความไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยแข่งแบบกรอสสกอร์มาเลย เล่นแต่แบบกอล์ฟชมรม สอบครั้งแรกตกไปแต้มเดียว เพราะวันสุดท้าย มัวแต่ลน รับแรงกดดันไม่ไหว แต่พอไปสอบอีกครั้ง เมื่อปลายปี 2542 ก็ผ่านสบาย ๆ สมัยนั้นยังมีแต่ทัวร์โปร

แข่งหรือโค้ช : ช่วง 4 – 5 ปี แรก ผมสับสนมาก เพราะใจตัวเองอยากเป็นนักกีฬา แต่ทัวร์ยังไม่แข็งแรงเหมือนตอนนี้ ระหว่างรอแข่ง ก็ต้องสอนไปด้วย ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ดี สอนแล้วมีลูกศิษย์เยอะ มีความก้าวหน้า ผมเองก็หลงเสน่ห์ความก้าวหน้า ยิ่งอยากช่วยให้เขาได้ไปต่อ ทำให้ผมยิ่งสับสนว่าจะเอายังไง อาจเป็นเพราะมีวิญญาณความเป็นครู ทำให้ชอบสอน ผมอ่านหนังสือเยอะ ทำให้พอมีหลักอยู่บ้าง แต่ไปแข่งก็พอมีแวว ตกรอบก็มี ติดอันดับดี ๆ ก็มีอยู่บ้าง ไปแข่งแล้วก็ได้ลุ้น ถึงจะไม่ถึงขนาดอันดับต้น ๆ ณ เวลานั้น แต่ก็เป็นที่น่าพอใจ

ทางตัน : ก่อนหน้านี้ ช่วงเทิร์นโปรใหม่ ๆ ถึงฝีมือจะยังไม่เข้าที่ ก็ยังได้ซ้อมเยอะ แต่พอสอนกอล์ฟมากขึ้นทุกปี ตารางแน่นขึ้น ตั้งแต่ปี 2545 ผมก็ไม่ได้ซ้อมกอล์ฟแล้ว เวลาไปแข่ง คุณภาพจึงไม่ดีขึ้น ยิ่งเมื่อได้มาทำ CGA ผมต้องไปรับผิดชอบนักกอล์ฟเยาวชน สร้างคนสร้างแชมป์ งานเยอะมาก การซ้อมก็น้อยลง แต่อาศัยว่าตอนนั้นการเล่นทัวร์เราไม่ลนแล้ว เรานิ่ง โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ฝีมือกอล์ฟมันไม่ได้พัฒนาขึ้นไปกว่านั้น ได้แค่แบบทรง ๆ ความมั่นใจส่วนตัวของผมคือ ถ้ามีเวลาซ้อมมากอีกสักหน่อย ผลงานการแข่งน่าจะทำได้ดีกว่า แต่ช่วงนั้น ต้องรับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง ต้องมีค่าใช้จ่าย จนปี 2547 ได้คุยกับโปรเชาว์ว่า ‘ผมตันแล้ว’ ทั้ง ๆ ที่ผลงานในการสร้างเยาวชนก็ชัดเจน ได้แชมป์มาแล้วแทบทุกถ้วย

เดินสาย : ผมจำเป็นต้องไปหาอะไรสักอย่าง ขอหยุดสอนหนึ่งปี เพื่อไปดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ตั้งใจจะไปสอบเข้าทัวร์ มีแมทช์ที่ไหนได้เล่นก็ไป ผมมีอันดับพอที่จะได้เล่นบ้าง ปีนั้นตั้งใจจะเดินสายแข่ง แต่กลับเป็นปีที่ไม่พร้อมเลย พอหยุดสอน ก็ต้องมาวิเคราะห์วงตัวเอง เพราะหยุดตีมาสักพักแล้ว ช่วงสอนเยอะก็ไปแข่งอย่างเดียว แทบไม่ได้พัฒนาสวิงเลย เพราะตีน้อย จนมีคนเรียกว่า ‘ผีสามถาด’ เพราะอาทิตย์นึงซ้อมได้แค่นั้น ซึ่งน้อยมากสำหรับนักกีฬาอาชีพ ผมปรับวงตัวเอง เพราะความรู้ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ควบคู่กับไปแข่ง ครึ่งปีแรก ผลงานไม่ดีเลย เพราะปรับวงเยอะ ครึ่งปีหลังเริ่มตีดีขึ้น มาเสียจังหวะตรงที่ ไปสอบเอเชี่ยนทัวร์ที่ ยะโฮร์ บารู มาเลเซีย บินลงที่สิงคโปร์ แล้วนั่งรถข้ามมาสนาม แต่ถุงกอล์ฟผมหาย พบว่าไปอยู่ที่ฝรั่งเศส กว่าถุงกอล์ฟจะกลับมาถึงก็วันแข่งแล้ว ทำให้ไม่ได้ซ้อมเลย ก็เล่นได้ไม่ดี รู้สึกเสียดายในความโชคร้ายครั้งนั้น

หาตัวเองเจอ : หลังจากตระเวนแข่ง ก็ได้คำตอบให้กับตัวเองว่า ‘ผมชอบงานโค้ช’ เพราะพอบินบ่อย เดินทางบ่อย รู้สึกว่า ไม่ชอบชีวิตในทัวร์เท่าไหร่ รู้สึกว่างานโค้ชสนุกกว่า ทำให้ผมเริ่มหันมาทำงานด้านโค้ชอย่างจริงจัง ผมหลงเสน่ห์งานโค้ช เพราะได้ลุ้นให้เด็กเป็นแชมป์ ทำให้เขาก้าวหน้าขึ้น เราก็รู้สึกสนุกไปด้วย พอกลับจากไปทัวร์รอบนั้น ก็รู้สึกว่า เรามีเป้าหมายในใจ จะพานักกีฬาไทย ‘เป็นแชมป์เมเจอร์ให้ได้’ นั่นคือจุดมุ่งหมายที่ผมตั้งไว้ตั้งแต่วันนั้น

โอกาสมา : ผมโชคดีที่โปรเชาว์ ‘ให้โอกาสทุกอย่าง’ พอได้ร่วมงานกันสักพัก ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วม เป็นทีมงาน เป็นวิทยากรร่วมอบรม เป็นผู้บรรยาย หรือเวลามีคอร์สอะไรดี ๆ ก็ส่งผมเข้าไปอบรมด้วย การเป็นผู้บรรยายเป็นโอกาสดีมาก ๆ เพราะได้ทำงานร่วมกับคนทำกีฬาระดับสูง เก่ง ๆ กันทั้งนั้น และชอบกอล์ฟกันมาก เขาอยากคุยกับผมเรื่องกอล์ฟ ส่วนผมก็บ้าความรู้ ได้ไปขอความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้กัน ทำให้ผมได้ประสบการณ์อะไรมาเยอะมาก ได้ทำทั้งงานปฏิบัติ งานวิจัย พอมีอะไรจะเรียกวิทยากรจากการกีฬา ถ้าเป็นเรื่องกอล์ฟก็จะเริ่มส่งผมไป ทำได้ทำงานกับผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้ทำงานเชิงลึกในศาสตร์วิชาการ ได้เรียนโค้ช

ไม่เคยหยุดเรียนรู้ : พอทำนักกีฬาประสบความสำเร็จ ได้ไปแข่งที่อเมริกาทุกปี พอดีผมมีน้องสาวอยู่ที่นั่น ช่วงไหนว่าง หากมีคอร์สเกี่ยวกับกอล์ฟด้านต่าง ๆ หรือฟิตติ้งไม้กอล์ฟ ผมก็ลงเรียนจนจบไปหลายหลักสูตร แต่ไม่ได้คิดจะนำมาใช้โดยตรง ต้องการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจให้ตกผลึก ในสิ่งที่ผมทำคู่ขนานไป จนถึงจุดที่สั่งสมมามากพอ ทำให้เห็นมิติของงานโค้ช ได้เจอกับผู้ใหญ่ที่เป็นโค้ชกันมา สำหรับในเกมของเด็กก็ทำจนเห็นภาพได้ชัดเจนแล้ว

เราจะไปถึงดวงดาวได้อย่างไร : เรื่องแรกคือ Motor Skills หรือ ทักษะการเคลื่อนไหว ที่ครบครัน สำหรับการเป็นยอดนักกีฬา, ผมมีหลาน เกิดและโตที่อเมริกา ผมไปเยี่ยมทุกปี ที่นั่น สร้างทักษะการเคลื่อนที่ตั้งแต่เด็ก เด็กอเมริกัน จะถูกฝึกให้มีทักษะการเคลื่อนไหวสูง มีการฝึก ขว้าง ปา ผมไปดูโรงเรียนหลาน ห้องเรียนมีแค่เล็กนิดเดียว แต่ที่เหลือคือลานกว้าง ๆ หลังเที่ยงเด็ก ๆ จะได้เล่นเต็มที่ Motor Skills สูงทุกคน ซึ่งเรื่องนี้ ได้รับการยืนยันจาก ยอดโค้ชของประเทศไทยทั้ง อ.เจริญ กระบวนรัตน์, อ.วิชิต เมืองนาโพธิ์, อ.ปัญญา ไข่มุก ซึ่งแต่ละท่านมีอิทธิพลต่อความคิดผมทั้งนั้นเลยว่า เรื่อง Motor Skills เรื่องในสมอง ทักษะพื้นฐานการเคลื่อนที่ของร่างกาย รายละเอียดการเคลื่อนที่ ‘เป็นเรื่องใหญ่’ หากใครมีสิ่งนี้แล้ว ก็เหมือนกับมีคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงมาก หากใส่ซอร์ฟแวร์อะไรเข้าไป ก็ทำงานได้ดี

ต้องผ่าทางตัน : แต่นักกีฬาของเรา ‘ตันเรื่องนี้’ เด็ก ๆ เล่นกีฬาเดียว อย่างพอเล่นกอล์ฟ ก็จะห้ามเล่นกีฬาอื่น Motor Skills จึงไม่สูง ทำให้เด็กนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ผมบังคับให้เรียน Motor Skills เพราะการเล่นกีฬาแค่อย่างเดียว สุดท้ายแล้วก็จะตัน เพราะรายละเอียดเชิงลึกมันไปไม่ถึง การจะไปสู่ระดับโลก สมองที่คิดในเรื่องกีฬา ต้องพร้อมมาก ๆ แล้วเราจะไปต่อยอดในกีฬาชนิดนั้น ๆ ได้ เรื่อง Motor Skills Function and Coordination ทุกวันนี้เป็นศาสตร์ไปแล้ว ในประเทศอเมริกา ไม่ได้มาจากแค่ประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังทำด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน มีนักกีฬาเป็นแชมป์โอลิมปิกเยอะแยะมากมาย เรื่อง Mental เป็น Mindset เลยว่า เราไม่ได้ ‘เล่นกีฬาเป็นกีฬา’ เราไม่เข้าใจคำว่ากีฬา เพราะโครงสร้างหลักของความคิดเราในกีฬาคือ ‘เหรียญ’ แต่เราไม่เข้าใจคุณค่าของกีฬาจริง ๆ อย่าง จัสติน โรส เป็นแชมป์โอลิมปิก ก็ไม่ได้เงินตอบแทนอะไรเลย

Mindset : กรอบความคิด เป็นเรื่องระดับชาติ หากสร้างไว้ว่า เป็นแชมป์คือได้รับการเชิดชู หากไม่ได้แชมป์คือไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นแนวที่ไม่ถูกต้อง ในประเทศที่มีการพัฒนาด้านกีฬาดี มีงบทางด้านกีฬาเท่าไหร่ ใครจะได้เหรียญหรือไม่ ก็แบ่งเท่ากัน เพราะคุณคือตัวแทน ‘ซ้อมหนักเท่ากัน มีวินัยเท่ากัน’ คุณได้เท่ากัน ส่วนผลในกีฬาเป็นเรื่องเล็ก จิตวิญญาณของโอลิมปิกมันไม่ใช่เรื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัล แต่เป็นเรื่องที่เราได้ฝึกให้ตัวเองเก่งขึ้น จิตใจสูงขึ้น แล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องจริงสำหรับยอดนักกีฬา ซึ่งเขาคิดกันอย่างนั้น ผมสอนสิ่งเหล่านี้ ให้กับนักกีฬาที่ดูแลอยู่ ถ้าจะเปรียบเทียบกับทางศาสนาพุทธ นั่นก็คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็น ‘พรมวิหารสี่’ ที่คุณต้องเข้าใจ เวลาที่ไปยืนอยู่ภายใต้ความกดดัน คุณก็จะจัดการได้ ไม่หงุดหงิดเวลาเพื่อนร่วมก๊วนได้เบอร์ดี้ ชื่นชมไปกับผลงานของเขา และคิดว่าเดี๋ยวเราก็จะทำเช่นนั้นบ้าง ไม่ใช่ไปคอยแช่งให้คนอื่นเล่นไม่ดี

นักกีฬาในอุดมคติ : หากเราสร้าง Mindset ที่เป็นนักกีฬาจริง ๆ ได้ เขาก็จะไม่ท้อแท้เวลาเล่นไม่ดี เพราะเขาจะไปสนใจในเรื่องกระบวนการ สำรวจตัวเองว่ามีวินัยแล้วหรือยัง ซ้อมตามแบบฝึกแล้ว ทำเต็มที่แล้ว พอใจแล้ว และจะไม่รู้สึกผิดหวังเวลาแพ้ เพราะไม่ได้ให้คุณค่ากับเรื่องแพ้ชนะมากจนเกินไป ใครจะทำอะไรก็ช่างเขา เราเล่นกับเกมของตัวเอง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ถ้าเพื่อนเล่นดี ก็ต้องยินดีไปกับเขาด้วย ถ้าเขาเล่นสวย ๆ ก็เป็นบุญตาของเราที่ได้เห็น เราต้องปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้จะยาก ก็ต้องทำ เพราะในสังคม เราปลูกฝังกันมาอีกแบบ

ทำได้ ถ้าทำให้เท่า :เมื่อได้สองอย่างแรกเป็นแก่นแล้ว ที่เหลือคือกระบวนการที่แทบจะมีสูตรสำเร็จมาแล้ว เราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ‘รักกอล์ฟจริงมั้ย’ อย่างที่ บุช ฮาร์มอน ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าคุณอยากสร้าง ไทเกอร์ วูดส์ คุณก็ต้องทำให้เขารักกอล์ฟได้เท่ากับไทเกอร์ ซึ่งไม่ได้ง่าย เขาสนุกที่จะยืนซ้อมทั้งวัน หายใจเข้าออกเป็นกอล์ฟ

คุณค่า มูลค่า : ทุกอย่างบนโลกนี้มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งที่ว่า เมื่อคุณมีค่า เงินก็มา คุณแค่ทำให้ตัวเองมีค่า เดี๋ยวเงินก็มา หากเราไม่มีค่า ต่อให้คิดถึงเงินแค่ไหน แต่ตัวเองไม่มีค่า แล้วเงินจะมาได้ยังไง ‘สิ่งที่มีคุณค่า ผู้คนย่อมอยากได้’

ความสุขของชีวิต : ผมชอบกีฬา อยากเป็นนักกีฬาอาชีพก็จริง แต่พอวันหนึ่งได้สัมผัสกับงานโค้ช และอาจจะเป็นเพราะพ่อแม่ที่เป็นครูด้วยก็ได้ หล่อหลอมให้ผมเป็นโค้ชกีฬา แทนที่จะเป็นนักกีฬาอาชีพ พอได้ทำแล้วมีความสุข มีแรงจูงใจว่า จะได้เจอกับลูกศิษย์ที่มีการพัฒนาขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เราก็จะคอยดูเขาว่า วันนี้จะเป็นยังไง อยากจะมาเจอ มาดูว่า จะทำอะไรกันต่อดี วันนี้จะเจอใคร ผมโชคดี ที่เลือกทำงานที่ชอบ ได้ทำงานสอนกอล์ฟ ก็เหมือนได้สนุกทั้งวัน ตอนที่ผมลงไปดูงานโรงแรม นั่งทำงานในห้องแอร์ มีลูกน้องอยู่ค่อนร้อย ลูกศิษย์ที่ตามไปหาผม ได้ให้คำตอบกับผม โดยที่ผมก็ไม่ได้เห็นตัวเอง นั่นคือ เขาบอกว่า ‘โปรรู้มั้ยว่า ตอนโปรอยู่ในห้องแอร์ นั่งอยู่กับลูกน้อง หน้าตาโปรไม่ได้เลย มันไม่ใช่ ไม่เหมือนกับโปรตอนมาตากแดดเลยนะ ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ดูแล้วมีความสุข’ ซึ่งผมก็ว่าจริงตามนั้นครับ