สนามเทิดไท

สนามเทิดไท

ถ้าจะกล่าวถึงชีวิตพื้นฐานของบรรดาผู้คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไทยได้มาปักหลักสร้างประเทศมานานเน มีทั้งรุ่งเรืองรุ่งโรจน์และรุ่งริ่งอย่างที่เราๆท่านๆร่ำเรียนกันมา เรื่องของชาติเราเนี่ยตามประวัติก็มักจะมี ช้าง, ม้า, วัว, ควาย เข้ามาเป็นตัวดำเนินเรื่องอยู่บ้าง แต่กับสัตว์ปีกที่เรารู้ๆก็ต้อง “ไก่ชน” เหลืองหางขาวที่มีชื่อเสียงมาเป็นร้อยๆปี มันย่อมแสดงว่า “การชนไก่” เนี่ยมันมีมาแต่โบร่ำโบราณ

ทางภูมิภาคนี้มันก็มีเชื้อสายพันธุ์ของไก่ชนในแต่ละเขตและภูมิภาค ถ้าจะหนักแน่นกระดูกใหญ่อดทนแต่เชื่องช้านิดนึง ก็ต้องจากสาย “เวียดนาม” ไก่สายนี้ทรงไก่ไม่สวยงามนักในสายตาครูไก่ หัว, คอ, ตัว, ขา ไม่กลมกลืนกันเท่าใด ส่วนไก่สาย “เมียนมาร์” ก็เชิงดีรวดเร็วทั้งรุกรับ แต่ออกจะเปราะบางไม่อดทนนักหนาอะไรนัก

สำหรับกับไก่ไทยตามทรงเป็นไก่ค่อนข้างงามทั้งทรงและสีขน ส่วนในเชิงการต่อสู้ก็อยู่ระดับใช้ได้ มีทั้งหนักและอดทน เชิงตีก็พอประมาณ ทั้งมุดหลบพลิกกลับมาตี ปากคม ตีแม่น แต่ความหนักหน่วงอาจจะด้อยกว่า “ไก่งอน” สายเวียดนามเขา

แต่ ณ ปัจจุบันไก่ที่ดัง, เก่ง มีราคาค่าแข้งค่าตัวเป็นล้านๆ มันเป็นไก่จากการผสมผสานเอาภูมิปัญญาชาวบ้าน ในภูมิภาคทำการสร้างไก่ชนตีมีครบทั้งทุกองค์ประกอบ นั่นคือทั้งฉลาดและหนักแน่น เลี้ยงง่ายอดทนต่อโรคในพื้นถิ่น ครูไก่เองเป็นคนรักในสัตว์เลี้ยงชนิดนี้มาแต่เด็ก คือเราชอบฟังเสียง “ขัน” ที่ผิดแผกแตกต่างกันไป หรือแม้จะเป็นสีของขนที่งดงามก็เพียงเท่านั้น

กลับมาเรื่องการต่อสู้ของไก่ ณ สนาม “เทิดไท” ดีกว่าว่าเป็นมากันอย่างไร…สนามนี้เป็นสนามชนไก่ที่ถือว่าเป็นมือหนึ่งของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทั้งระบบการชมการเชียร์รวมถึงการเล่นเป็นระบบที่น่าสนใจมากครับ วันที่ผมกลับจากตลาดคลองสวน 100ปี ก็เป็นวันอาทิตย์ หลังจากได้เรื่องของ “ตลาด” มาเพียบในตอนสายๆ พอบ่ายๆก็สนามไก่ชนที่ว่านี่แหละ

สำหรับสนามแห่งนี้จะเปิดวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ถ้าอาทิตย์ใดตรงกับวันพระ ก็จะเลื่อนมาเป็นวันเสาร์ก่อนวันพระกันไป ผมเองไม่เคยเข้าสนามไก่ชนมาก่อนหน้านี้ ส่วนสนามมวย สนามม้า เคยมาหมดแล้ว การเข้าสนามชนไก่ข้อแรกคือต้องหาที่จอดรถให้ได้ก่อน…วันนั้นรถมากมายจริงๆ จากนั้นก็เข้าไป “ซื้อ” ตั๋วเข้าสนาม พอเราได้เรียบร้อยก็จะต้องมาถ่ายรูปพร้อมสมุดเท่าฝ่ามือที่สนามให้มา แล้วสมุดที่เราได้มานั้นมันจะมีหมายเลขของเรา…หน้าและหมายเลขจะถูกบันทึกเข้าสู่ฐานข้อมูลของสนาม

ภายในสนามจะมีสังเวียน “เอก” และสังเวียน “รอง” อีก 6 สนาม ในสังเวียนเอกนั้นจะจุผู้ชมได้ราวๆ พันคน พื้นสังเวียนเป็นพรมสีเขียวไฟสว่างไสว ด้านข้างสนามบุนวมทุกสนามครับ… สิ่งที่ติดใจผมก่อนหน้าคือสมุดที่สนามให้มาพร้อมเลขเล่มของสมุด ภายในก็เป็นกระดาษเปล่าๆประมาณ 40 หน้า เขาให้มาทำไมรึ?

สุดท้ายปลายทางก็ถึงบางอ้อ “เขาเอาไว้เล่นพนันขันต่อกัน” ตัวเลขเอาไว้เช็คว่าเราเล่นกับใครตามหมายเลขของสมุดของเรา แล้วกระดาษก็เอาไว้จดราคาค่างวดว่า “เราสู้กับใคร” แล้ว “ราคาเท่าไหร่” คือเขาใช้ภาษาแบบนี้ว่า “สมุดทวนราคา” อะไรทำนองนั้น ว่ากันว่าในบางครั้งที่มี “ไก่เก่ง” ของแต่ละหัวเมืองมาเจอกัน นอกจากเงินที่ถือกันมาเป็นล้านๆแล้ว ซึ่งเป็นเงินที่ถือมั่นยึดมั่นต่อไก่ตัวเอง ยังมีเงินพนันในสังเวียนที่เป็นเงิน “สดๆ” นับสิบล้านอีกด้วยครับ

การต่อสู้ของไก่ก็จะสู้กันเป็น “ยก” ซึ่งเมื่อก่อนเขาจะใช้ “กะลา” เจาะรูไปลอยในโหลพอกะลาจมก็ถือว่าจบ เขาเรียกว่า “อัน” แต่กับสนามเขาจะใช้ “ยกละ22นาที” สู้กัน 6 ยก ไก่จะสู้กัน 22 นาที พัก 22 นาที ช่วงเวลาที่พักก็จะเอาอีกคู่มาลงตี สรุปว่าคู่หนึ่งกว่าจะจบ ก็ใช้เวลาต่อสู้ 132 นาที ถ้าไม่แพ้ชนะแบบไม่ครบยก คิดดูนะครับ 132 นาที นี่ยังไม่รวมเวลาพักด้วย มันนานมากๆ เลยครับ

ในทุกสนามก็จะมีการต่อสู้แบบ คู่เอก, คู่ค้ำ, คู่รอง ทุกสังเวียน พอได้เรื่องได้ราวแล้วสมุดประจำตัวก็จะเป็นใบกลับบ้านด้วย คือ “เราจะต้องมาโชว์หน้าและเบอร์ให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าเราไม่มีหนี้สินกับใครๆเขา” เราถึงจะกลับได้นะครับ…ฉบับหน้าจะเล่าเรื่องนี้อีกรอบแต่เป็นกิจกรรมที่แต่ละค่ายแต่ละคนได้ต่อสู้กันทั้ง “บู๊และบุ๋น”

ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์