สุรพล ตรีทเศนทร์

สุรพล ตรีทเศนทร์
กรรมการ สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย
“มองโลกในแง่สร้างสรรค์ ไม่ทำร้าย ไม่ทำลาย”

ลพบุรี – กรุงเทพฯ : ต้นตระกูลของผม ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย รวมถึง พ่อ แม่ เป็นชาวเมืองลพบุรีกันทั้งหมด บ้านอยู่ ท่าขุนนาง หลังวังนารายณ์ ครอบครัวทางคุณแม่มีเชื้อสายเป็นจีนแต้จิ๋วเปิดร้านขายของชำ แต่ผมไม่ถนัดเรื่องการค้าขายเลย ส่วนคุณพ่อเป็นคนไทยแท้ รับราชการ กรมสรรพากร ต้องย้ายไปประจำการตามวาระ คุณแม่ก็ตามไปด้วย ผมเป็นลูกคนโต และมีน้องสาวอีกสองคน ตอนที่ยังเล็กก็ยังอยู่กับยายที่ลพบุรีอีกสักพัก จนคุณพ่อย้ายเข้ากรุงเทพฯ แถวถนนดินสอ ใกล้ที่ทำงานของพ่อ ผมก็มาเรียนหนังสือ โรงเรียนสุพมาศพิทยาคม หลังศาลาว่าการกรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายมาอยู่โรงเรียนเซ็นต์จอห์น เป็นนักเรียนประจำจนถึง ป.7 และเรียนจนจบ ม.ศ. 3 จากที่นั่น แล้วไปต่อ ม.ศ. 4 – ม.ศ.5 ที่อำนวยศิลป์ รุ่น “จานทอง” สมัยนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องทะเลาะวิวาทกันบ้าง ขณะที่เด็กก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากด้วยเช่นกัน แต่ผมอยู่ในสายเด็กเรียน ก็ต้องรู้จักคอยหลบหลีกไม่ให้เกิดปัญหา

ม.เกษตร : สมัยนั้น เด็ก ๆ มักจะเรียนตามใจคุณพ่อคุณแม่ หลัก ๆ เลย ก็ หมอ วิศวะ หรือไม่ก็สายธุรกิจ ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สายวิทยาศาสตร์ เมื่อปี 2516 หรือ เคยู 33 พอปีสองผมเลือกไปอยู่ วนศาสตร์ แต่คุณแม่รู้สึกเป็นห่วง ไม่อยากให้เข้าไปทำงานในป่า ผมก็สอบอีกครั้ง และเลือกเศรษฐศาสตร์เกษตร เป็นอันดับแรก เพราะรู้สึกว่ามีความผูกพันกับมหาวิทยาลัยฯ แล้วก็กลับมาติดอีกสมความตั้งใจ โดยผมสนิทกับเพื่อน ๆ ที่ขึ้นไปปีสองแล้ว มากกว่ารุ่นเดียวกันซะอีก ตามความรู้สึกในการเรียนของผมคือ วนศาสตร์ น่าจะเข้าทางกับผมมากกว่า เศรษฐศาสตร์ แต่ก็ตามใจคุณแม่

ชมรมเห็ด : ตอนมัธยมปลายผมยังจัดว่าเป็นหนอนหนังสือ แต่พอเข้าในมหาวิทยาลัยฯ บรรยากาศมันเปลี่ยนไปมาก ผมกลายมาเป็นนักกิจกรรมมากกว่านักเรียน ไปสมัครเป็นสมาชิกชมรมเห็ด เพราะมีเพื่อนชักชวนกันไป และตัวผมก็รู้สึกสนใจเรื่องนี้ด้วย ทำกิจกรรมจนได้เป็นรองประธานชมรมเห็ดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งตอนนั้น เห็ดเป็นเรื่องใหม่มาก เริ่มมีคนให้ความสนใจกันเยอะ เริ่มมีการฝึกอบรม, ช่วงปิดเทอม ส่วนใหญ่พวกเราจะขึ้นไปทางภาคเหนือ ดูงานการเพาะพันธุ์เห็ดที่ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่คือเห็ดฟาง เป็นช่วงแรก ๆ ที่เริ่มใช้วิธีเขี่ยเชื้อใส่ถุง ตั้งกอง หยอดเชื้อ ช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีเห็ดนางฟ้า คนที่เรียนมาโดยตรง คือเรียนมาทางสายโรคพืช เนื่องจากเห็ดคือเชื้อรา ส่วนผมอาศัยรับความรู้ที่ถ่ายทอดจากเขามาอีกที หน้าที่หลักที่ได้รับผิดชอบ เป็นฝ่ายบัญชี ดูแลรายรับรายจ่าย เพราะเราอยู่คณะเศรษฐศาสตร์, ในชมรมเห็ด มีกิจกรรมเยอะมาก เพราะ เห็ด เดิมเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เราทำให้เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมได้ จึงเป็นเรื่องใหม่ ณ เวลานั้น มีการเปิดอบรมให้ความรู้ในการเพาะพันธุ์เห็ดในช่วงปิดเทอม โดยพวกเราเป็นวิทยากร ควบคู่ไปกับกรมวิชาการทางเกษตร มีอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำให้คำปรึกษา ทำให้มีคนนิยม ได้รับความเชื่อถือ มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในช่วงนั้น โดยตัวผมก็อยู่ในทีมวิทยากรให้การอบรมด้วย ที่บ้านก็ยังทำฟาร์มเห็ดขายอยู่พักใหญ่ 

นักกีฬา : ผมเล่นกีฬาฟุตบอล ตำแหน่งผู้รักษาประตู เป็นตัวของโรงเรียนเซ็นต์จอห์น ชนกับกองหน้า จนได้รับบาดเจ็บ กระดูกไหปลาร้าหัก จนต้องพักยาว แต่พอเข้าอำนวยศิลป์ มุ่งแต่เรื่องเรียน แทบไม่ได้เล่นกีฬาเลย แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง อยากจะชกมวย แต่ทางโรงเรียนต้องให้ผู้ปกครองอนุญาตก่อน ซึ่งคุณแม่ห้ามเด็ดขาด จะปลอมลายเซ็นเองก็รู้ว่าไม่สมควร จนต้องล้มเลิกความตั้งใจไป พอเข้ามหาวิทยาลัยถึงได้กลับมาเล่นฟุตบอลภายในอีกครั้ง แต่ไม่เป็นผู้รักษาประตูแล้ว เพราะรู้สึกเข็ดกับการบาดเจ็บ ย้ายมาเล่นกองหลัง และตอนปีสอง ยังได้เล่นเทนนิสอยู่พักใหญ่ ได้ซ้อมกับเพื่อนซึ่งเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ทำให้ผมพอเล่นได้ แล้วตอนยังอยู่วนศาสตร์มีการวิ่ง ระยะทาง 10 กิโลเมตร ตั้งแต่ปากเกร็ด มายัง ม.เกษตร ผมเข้าที่สองของรุ่น พอจะมีการวิ่งอีกครั้ง ระยะทาง 15 กิโลเมตร ผมก็ย้ายมาอยู่คณะเศรษฐศาสตร์

ไม่ชอบนั่งโต๊ะ : ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นคิดจะเลือกงานให้ตรงกับสาขาที่เรียน ส่วนใหญ่เป็นงานธนาคาร ช่วงทำกิจกรรมต่าง ๆ มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร และก่อนจะจบก็ยังไปรู้จักกับบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถแทร็กเตอร์ ทั้งสองแห่งก็ชักชวนให้ไปร่วมงานตั้งแต่ยังไม่จบ คุณพ่ออยากให้รับราชการ แต่ผมรู้สึกไม่ถนัดเลย ตอนจบไปสอบเข้าธนาคารต่าง ๆ ก็ติดหมด ในที่สุดก็สละสิทธิ์ เพราะไม่อยากทำงานนั่งโต๊ะ แล้วเผอิญว่า งานที่บริษัท ให้ออกต่างจังหวัดเดือนละ 25 วัน เดินทางตั้งแต่เหนือสุด อีสาน จนใต้สุด ไปทุกภาค ผมชอบมาก ได้ลุยมาก สนุก โดยผมเป็นเทคนิเชียลเซลส์ ทำหน้าที่คอยเจรจากับตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ สมัยนั้นขายแทร็กเตอร์ได้ปีละกว่าพันสองร้อยคัน ระบบการขายก็คือ ให้ผ่อนแม้กระทั่งเงินดาวน์ ยุคนั้นเกิดการพัฒนาด้านการเกษตรกันอย่างสูง ทำให้มีความต้องการเครื่องจักรแนวนี้เยอะมาก ผมอยู่จนได้เป็นผู้จัดการรถขนาดเล็ก กระทั่งระบบการขายเกิดปัญหาฟองสบู่ เก็บเงินไม่ได้ ธุรกิจก็ต้องเลิกไป

อเมริกา : ช่วงที่บริษัทปิด ผมมีความตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อที่ เมืองไมอามี รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา และเตรียมดูหนทางสำหรับทำร้านอาหารด้วย อากาศไม่หนาวมาก คล้ายกับบ้านเรา ที่นั่นยังยอมรับคนเอเชีย ทำให้รู้สึกกลมกลืน ครอบครัวเราผลัดกันไปผลัดกันกลับทั้งสามคน มีผม คุณแม่ และน้องสาว แต่พอเข้าไปสัมผัสจริง ๆ แล้วพบว่า เขตที่จะเปิดร้าน รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย และเผอิญด้วยว่า ร้านอาหารที่กรุงเทพฯ พอเปิดแล้วขายดีมาก ทำให้เปลี่ยนความคิด กลับมาทำธุรกิจที่บ้านเราดีกว่า

เปิดร้านอาหาร : คุณแม่ ทำอาหารเก่งมาก ช่วงเวลานั้น ครอบครัวเปลี่ยนมาทำร้านอาหารแถวประชานิเวศน์ แต่ผมยังไม่ได้เข้ามาช่วย พอดีมีคนมาชักชวนให้ไปเป็นผู้จัดการห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ใกล้ ๆ บ้าน ทำได้อยู่พักหนึ่ง ด้วยความไม่ชอบนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ พอคนรู้จักที่เคยทำงานด้วยกัน มาชวนให้ไปขายลิฟต์ ก็ไปทันที เพราะเป็นงานสนุก รายได้ดี ส่วนร้านอาหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ สูตรอาหาร รสชาติต้องอร่อย ต่อให้ทำเลดี บริการดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่อร่อย ก็ไปไม่รอด ตั้งแต่คุณแม่ไม่สบาย เราไม่ได้ดูสูตรอาหาร ตอนคุณแม่สอนให้ผมกับน้อง ก็ไม่ใส่ใจ ไม่มีใครทำ ยิ่งพอเศรษฐกิจยุคหลังฟองสบู่แตก การทำธุรกิจยิ่งลำบาก จนในที่สุดก็ต้องปิดร้าน

กอล์ฟ : ผมมาเริ่มสนใจกอล์ฟตอนเริ่มเปิดร้านอาหาร เนื่องจากตรงนั้นใกล้สนามไดร์ฟ อาศัยยืมไม้คนอื่นมาลองซ้อม พอไปอเมริกาก็ซื้อไม้ชุดแรก แต่ไม่ได้เล่นที่นั่น จนกลับมา ได้ทำงานบริษัทขายลิฟท์ ถึงได้เล่นจริงจัง เล่นเกือบทุกสุดสัปดาห์ ช่วงนั้นเล่นกอล์ฟดีมาก พอดีผู้บริหารอยากเล่นกอล์ฟบ้าง ผมก็ไปสอนให้ แล้วท่านก็ได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับเจ้าของและผู้ใหญ่คนสำคัญต่าง ๆ ในบริษัทอีกมากมาย ท่านอาจจะถูกชะตา ก็เลยชักชวนผมให้เล่นด้วยกันเป็นประจำ

ตั้งใจเป็นโปร : ช่วงทำงานบริษัทขายลิฟต์ ร้านอาหารก็เปิดแล้วและขายดีด้วย ผมบ้ากอล์ฟมาก อยากจะเป็นโปรด้วย ทำให้ตัดสินใจลาออก กลับมาช่วยงานที่บ้าน เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัวสอบโปร วงการกอล์ฟในสมัยนั้นก็ไม่เหมือนกับสมัยนี้เลย ยังเป็นกีฬาในวงแคบ ๆ อยู่ ตอนที่ผมสนใจกอล์ฟมาก ๆ นับว่าอายุมากเกินไปแล้ว ทำให้ผมสอบเพื่อมุ่งเน้นไปในการสอนไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน สอบได้เป็นรุ่นแรกเมื่อช่วงปี 2545 – 2546 และเน้นในเรื่องการเป็นกรรมการ เป็นผู้ตัดสิน พร้อมกันไปด้วย

ทำในสิ่งที่ชอบ : ผมสอนกอล์ฟจริงจังที่สนามซ้อมรถไฟตั้งแต่ปี 2546 จนถึง 2554 แต่เมื่อมาดูแล้วว่า เราชอบแบบไหน คำตอบคือ ชอบเป็นผู้ตัดสินมากกว่า เพราะการทำทั้งอย่าง สุดท้ายแล้ว มักจะไม่ได้ดีทั้งคู่ บางครั้งการทำสองหน้าที่ มันทำให้วางตัวไม่ถูก บางครั้งจะไปตัดสิน ต้องเลื่อนนัดลูกศิษย์ เวลาสอนก็ไม่เต็มที่ ผมเลยเลือกการเป็นผู้ตัดสินเป็นหลัก เพราะชอบ ชอบแล้วก็อยากทำ ทำแล้วก็อยากทำให้ดี

ผู้ตัดสิน : สมัยนั้น ผู้มีความรู้ในเรื่องกฎกติกากอล์ฟอย่างลึกซึ้งยังน้อยมาก ยิ่งนักกอล์ฟอาชีพรุ่นเก่า ๆ ด้วยแล้ว ก่อนหน้านี้มักจะไม่ยอมรับกฎกติกา เวลาไปทำงานจะเจอปัญหาเยอะมาก เพราะเขายังไม่ให้การยอมรับ การตัดสินก็มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากการวิเคราะห์ การอ่านตำราก็ยังไม่เต็มรูปแบบ ยุคของผมถือเป็นจุดเริ่มของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพอดี ทำให้เริ่มมีความมั่นใจในการตัดสิน เริ่มได้รับการยอมรับจากนักกอล์ฟ ผมจึงได้เข้ามาอยู่วงการกอล์ฟในฐานะผู้ตัดสินอย่างเต็มตัว แต่งานก็ยังมีไม่มากนัก เวลามีงานทีก็รู้สึกสนุก อยากไปทำ เผอิญว่าผมได้มีโอกาสไปอยู่ในสมาคมกอล์ฟฯ ช่วงผู้ตัดสินยังมีไม่มากนัก ถัดมาอีกสองปี ก็ได้เป็นอนุกรรมการของสมาคมกอล์ฟแห่งประเทศไทย ฝ่ายกฎกติกา ได้ตัดสินไทยแลนด์โอเพ่น ซึ่งถือว่าเป็นรายการสำคัญแรก ๆ ที่ได้เข้าไปทำงาน และต่อมาก็ได้ตัดสินอีกหลายรายการ ทำงานต่อเนื่องมาตลอด

ประสบการณ์ : การตัดสิน ต้องถูกต้อง และเกิดจากความมั่นใจ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น นั่นหมายถึงนักกอล์ฟอาจจะเสียผลประโยชน์ที่เขาควรได้รับ อย่างการตัดสินระดับนักกอล์ฟอาชีพ กรรมการอาจจะทำให้เขาสูญเสียรายได้ ส่วนระดับเด็กเยาวชน ก็จะมีปัญญากับผู้ปกครอง การมีประสบการณ์ มีชั่วโมงการทำงานสูง เป็นสิ่งจำเป็น ที่จะทำให้เกิดความมั่นใจ อย่างผมเอง รู้สึกเช่นนี้ได้ ก็ผ่านการทำงานมาแล้วนับสิบปี การสอบปฏิบัติได้คะแนนดี ๆ ในห้อง ก็ยังสู้การค่อย ๆ สะสมประสบการณ์มาเรื่อย ๆ ไม่ได้ เพราะการตัดสิน เป็นเรื่องที่ต้องผสมผสานกัน ทั้งศาสตร์และศิลป์ และยังต้องให้ความรู้กับผู้เล่นควบคู่ไปด้วย เมื่อใดที่ผมได้เป็นหัวหน้าผู้ตัดสิน จะทำการอบรม ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎกติกา ให้กับนักกอล์ฟทุกครั้งที่มีโอกาส โดยจะมีเอกสารประกอบภาคปฏิบัติ ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อให้ทุกคนจำได้ พอเริ่มมีคนรู้จักในฐานะผู้ตัดสิน ให้ความไว้วางใจให้ไปทำงานมากขึ้น ถึงแม้รายการต่าง ๆ ยังจะไม่เยอะนัก แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มที่ดี ในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันถ้านับรวมทั้งหมด การแข่งขันของเรามีเยอะมาก และจำนวนผู้ตัดสินที่สามารถทำงานได้ ก็ยังมีไม่เพียงพอ ประกอบกับความรู้ในวันนี้เปิดกว้าง ทุกคนสามารถค้นหาข้อมูลกันได้ จะต่างกันอยู่ที่ ประสบการณ์ของแต่ละคน และการวิเคราะห์ ตลอดจนชั้นเชิงและวิธีการเจรจาให้น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้การตัดสินถูกต้องชัดเจน และเป็นที่ยอมรับ

สุขภาพสำคัญ : เมื่ออายุน้อยกว่านี้ เคยทะนงว่า ตัวเองแข็งแรง แต่จริง ๆ แล้วร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด จนอายุผมได้ 50 ปี จึงได้มาใส่ใจสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งคุมอาหารและออกกำลังกาย ก่อนหน้านี้อ้วน จนถึงขนาดนั่งยอง ๆ ไม่ได้ ความดันสูงขนาดเส้นเลือดในสมองแตก เฉียดตายมาแล้ว ตอนนั้นกำลังขึ้นพูดบนเวที แล้วรู้สึกชาทั้งแถบ เหมือนไฟช็อต แต่ก็ฝืนพูดจนจบ พอลงมาข้างล้างก้มเก็บของ หน้ามืดไปพัก ใช้มือค้ำไว้ทันพอดี โดยที่คนอื่นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอไปตรวจที่โรงพยาบาลถึงได้รู้ว่า สุขภาพตัวเอง ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิดไว้เลย กรณีผมนับว่าโชคดี ที่รอดมาได้ เพราะเส้นเลือดแตกแล้วหยุดทันที ผมจึงเตือนทุกคนว่า ให้รู้จักระวังตัวไว้บ้าง ใส่ใจสุขภาพ วัดความดัน หมั่นออกกำลังกาย อย่าประมาท

มองโลกในแง่ดี : มองโลกในแง่สร้างสรรค์ ไม่ทำร้าย ไม่ทำลาย, อย่างเรื่องปัญหา ผมมองว่า ทุกเรื่องแก้ไขได้หมด จะไม่ไปท้อแท้ หรือเป็นกังวลมากไป ค่อย ๆ ดูไปว่า เรื่องนั้นระดับความรุนแรงแค่ไหน จะแก้ไขยังไง ว่าไปทีละขั้นตอน แล้วทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้เองในที่สุด และยังต้องมองโลกในมุมตลกขบขำ ขนาดเรื่องเครียด ยังต้องมองให้ขำ แต่ต้องมีสติอยู่เสมอ นั่นคือ การมองโลกในแง่ดี เป็นสิ่งสำคัญมาก นี่คือฐานของการครองชีวิต การทำงาน ครอบครัว และ ทุก ๆ เรื่อง เพราะถ้าครอบครัวเราดี อะไร ๆ ก็ดีไปหมดครับ