How to win friend and influence people

How to win friend and influence people หรือ ชื่อในภาษาไทยคือ”วิธีชนะมิตรและจูงใจคน” หนังสือดีที่น่าอ่าน

เขียนโดย เดล คาร์เนกี ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2479 หรือมีอายุมามากกว่า 84 ปี (ณ ปี 2022)

ตัวผมเองได้เปลี่ยนแปลงแนวความคิด พฤติกรรมตัวเอง มาเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ “จิตวิทยาการอยู่ร่วมกับผู้อื่น” ทำให้ผู้อื่นรู้สึกดีกับเรา ไม่สร้างศัตรู หรือ รู้สึกไม่ดีกว่ากัน

สิ่งที่เปลี่ยนคือ เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ตรงไปตรงมาในเรื่องของ ถ้ารู้สึกไม่พอใจใคร หรืออะไรขึ้นมาก็จะพูดจะตำหนิตรงๆ ไปทั้งทีมงาน หรือผู้คนที่เกี่ยวข้องในสังคม ทั้งการพูดและการเขียนเมื่อมีโอกาส

สิ่งที่พูดหรือแสดงไปนั้น มันเป็นเรื่องจริง แต่เรื่องจริงเหล่านั้นมันไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรให้ดีขึ้น มันกลับกลายเป็นเรื่องเลวร้ายทำให้ไม่สามารถเป็นมิตรกันได้มาถึงทุกวันนี้

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมาหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่บัดนั้น มาถึงบัดนี้คือ การไม่พูด ไม่ตำหนิใคร โดยเฉพาะการออกสื่อ สามารถอดทนได้ และสรุปที่จะไม่พ่นอะไรออกไป ทั้งๆที่ด้วยสัญชาติญาณนั้นอยากจะพูด อยากจะเขียน อยากจะด่าแทบตาย เพราะเราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง

เอามาใช้ได้ในการทำงานขององค์กรตัวเอง และภายในครอบครัว เปลี่ยนเป็นเงียบ หรือเป็นคำเข้าใจง่ายๆ คือ “หุบปากไว้” เป็นดีที่สุด รวมทั้งใช้การพูดคุยกับลูก

หลายคนก็จะบอกว่า ก็เมื่อมันไม่ถูกต้อง ก็ควรตำหนิ หรือควรบอกกล่าวกันได้ ไม่บอกแล้วจะรู้ตัวหรือ มันก็ผิด ก็แย่อย่างนั้นตลอดไปไม่ปรับตัว

มันก็ถูก แต่เชื่อไหมว่า”ความถูกต้องที่ว่านั้น” ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หรือจะเปลี่ยนได้ก็น้อยมากจากการพูด การตำหนิ มันควรมาจากวิธีอื่น

ยกเว้นว่าไปเจอคนไม่ดีมากๆ เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ เป็นมิจฉาชีพ หรือเป็นคนที่เราไม่อยากเป็นมิตรด้วยในชาตินี้ ก็เอาแบบสุดๆไปเลย เช่น พวกแซงคิว พวกไร้มารยาทมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องอดทนอะไร แต่ก็ต้องพร้อมที่จะมีเรื่องหรือปะทะนะ

อยากให้ท่านลองนึกย้อนไป ไม่ต้องเอาเรื่องที่ว่าเคยไปตำหนิใคร เอาแค่ว่า ในชีวิตนี้ที่ผ่านมา เรารู้สึกอย่างไรเมื่อถูกคนอื่นตำหนิ ทั้งต่อหน้าและลับหลังบ้าง เอาแค่คนใกล้ตัวเรา เรารู้สึกไม่ดีแค่ไหน

ไม่ใช่แค่คำตำหนิ เอาแค่การเอาเรื่องเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เรารู้สึกเช่นไร คงต้องรู้สึกทุกคน ไม่มีใครไม่รู้สึก…รู้สึกที่ว่านี้ คือรู้สึกไม่ดี รู้สึกไม่ชอบที่คนๆนั้นตำหนิ หรือเอาเราไปพูดถึงในทางไม่ดี เอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

แม้กับพี่น้องเราเอง พ่อแม่ชมว่าพี่หรือน้องเขาเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ทำนองว่าเรามันสู้เขาไม่ได้ เราก็รู้สึกไม่ดีแล้ว กลายเป็นความรู้สึกว่า พ่อแม่ลำเอียง

หรือเปรียบเทียบกับตัวพ่อแม่ ว่าพ่อแม่ลำบากมา ขยันมา ประหยัดมา ตั้งใจทำงานมา เราควรดูพ่อแม่เป็นตัวอย่าง แทนที่เราจะรู้สึกคล้อยตาม เรากลับรู้สึกต่อต้านหรือเถียงกลับ

หรือตอนเล็กๆ เชื่อว่าหลายๆคนเคยทำผิด พ่อแม่จับได้ แต่เราก็จะเถียงหัวชนฝาว่าไม่ได้ทำ ถ้าไม่ถูกตีก็ไม่เปิดปากยอมรับแน่นอน ถึงแม้เรื่องที่ไปทำมานั้นมันผิดก็ตาม

หรือหลายๆคนไปทำอะไรไม่ดีนอกบ้านมา คนที่บ้านจับได้ คำแรกที่ต้องพูดคือ “ไม่ได้ทำ” เถียงคอเป็นเอ็น มีหลักฐานคาตาก็จะยังปฏิเสธ ไม่มีการยอมรับกันง่ายๆ

สิ่งที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้ ที่เหลือเป็นแก่นที่ผมจดจำได้ และจดจำไว้ คือ “คนเราชอบคำชม ไม่ชอบถูกตำหนิ” และ “ถ้าต้องการให้ใครทำอะไร ต้องให้เขาชอบ และอยากทำก่อน ถ้าเขาชอบและเขาอยากทำเขาจะทำ “แต่ถ้าเขาไม่ชอบ ไม่อยากทำ ยากที่เขาจะทำ”

ผู้หลักผู้ใหญ่ ที่มีตำแหน่งเป็นเจ้านายหลายๆคน เป็นคนทำงานดี ตั้งใจทำงาน มีความสามารถอย่างที่ทุกคนให้การยอมรับ…แต่มีข้อเสีย คือ ชอบตำหนิคนอื่นต่อหน้า ชอบว่าลึกแบบสะใจไปถึงขนาดที่รู้สึกว่าไม่ให้เกียรติเรา เอาเราไปเปรียบเทียบกับคนนั้นคนนี้ และกับตัวของเจ้านายเอง…แบบนี้ยากที่จะให้ลูกน้องรักอย่างแท้จริง ด่าว่า ตำหนิขนาดไหนก็ไม่ทำให้คนที่ถูกตำหนิเปลี่ยนแปลงได้ มีแต่เอาไปนินทาลับหลังและรอเวลาที่จะออกไปทำงานที่ใหม่ ไม่มีทางที่เขาจะจงรักภักดี อย่างจริงใจ

คำแนะนำ 6 ประการ ที่เดล แนะนำไว้สรุปได้สั้นๆ มีดังนี้

กฎข้อที่ 1 ธรรมชาติของมนุษย์ชอบที่จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ ดังนั้นเราควรเอาใจใส่เขาแม้ว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น จดจำชื่อ ดีกว่าที่จะให้คนอื่นมาพยายามใส่ใจเรา

กฎข้อที่ 2 ให้รอยยิ้ม ผูกมิตรด้วยรอยยิ้มเป็นอันดับแรก แล้วเรื่องอื่นๆจะตามมาง่ายๆ

กฎข้อที่ 3 จดจำชื่อและทักทายชื่อของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ เพราะคนเราให้ความสำคัญกับชื่อตัวเองอย่างที่สุด

กฎข้อที่ 4 จงเป็นผู้ฟังที่ดี พูดถึงเรื่องตัวเองให้น้อยที่สุด ไม่ใช่เจอใครก็พูดแต่เรื่องของตัวเอง

กฎข้อที่ 5 สนทนาแต่ในเรื่องที่อีกฝ่ายสนใจ ไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองสนใจ

กฎข้อที่ 6 ทำให้ผู้อื่นรู้สึกสำคัญ และทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการเอ่ยปากชมในข้อดีของคนๆนั้น ตรงข้ามอย่าไปพูดในสิ่งที่ไม่ดีของคนๆนั้น เพราะนั่นเท่ากับไปตำหนิ

6 ข้อนี้

เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาใช้

เป็นสิ่งที่ยอดนักขายมืออาชีพใช้

เป็นสิ่งที่เจ้านายที่ลูกน้องรักใช้

เป็นสิ่งที่พ่อแม่ที่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกให้ได้ดีใช้

โดยเฉพาะ ข้อ 6 นี้ เป็นข้อที่จะทำให้เกิดสันติภาพ เป็นข้อที่จะทำให้โลก สังคม ครอบครัวสงบ

ในรายละเอียดของหนังสือ ยังมีอะไรมากมากมาย มีข้อเสนอแนะ มียกตัวอย่าง…อยากให้ลองไปหาซื้ออ่านกันครับ

โปรเชาวรัตน์ เขมรัตน์