มันดีจริงหรือกับโรงเรียนนานาชาติในบ้านเรา

มันดีจริงหรือกับโรงเรียนนานาชาติในบ้านเรา

ขอย้อนไปราวๆ 30 ปีก่อนหน้านี้สมัยที่โรงเรียนนานาชาติมีอยู่ไม่มากมายก่ายกองเช่นปัจจุบันนี้ ทุกๆ การปิดภาคเรียนฤดูร้อนของเด็กไทย (โรงเรียนไทย)  เด็กจำนวนมากจะมารวมอยู่ที่สโมสร เพื่อรอการเรียนกีฬาที่ตัวเองชอบหรือผู้ปกครองชอบก็ว่ากันไป เราสอนกันแต่เช้ายันค่ำต่อด้วยผู้ปกครองหลังจากลูกหลานเรียนจบ… จบจากผู้ปกครองเด็กๆ ก็กลับบ้านไปด้วยกัน จะด้วยการมีพนักงานขับรถหรือขับกลับไปเองก็ตาม ดูว่าเด็กๆ จะมีความสนิทสนมกับเพื่อนๆ หรือพ่อแม่อยู่มาก เราเห็นความผูกพันกันกับครอบครัวการดูแลเอาใจใส่ของพี่เลี้ยงซึ่งเวลานั้นจะมีเพียงพี่เลี้ยงที่เป็นคนไทยเท่านั้นครับ ดังนั้นการจะพูดจะคุยกันกับเด็กครูหรือพี่เลี้ยงจะเป็นเรื่องง่ายและสื่อสารกันแบบตรงไปตรงมาดี…

ดังนั้นเด็กจะเจริญเติบโตมากับหูกับตาเรา ใครจะออกนอกลู่นอกทางเป็นครูที่ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาก่อนใครเพื่อน การพูดคุยกับเด็กๆ ถ้าเข้าใจมันก็จะราบรื่นในปัญหาแต่ถ้าเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินปัญหาจะถูกหยิบยกไปคุยกับผู้ปกครองแบบนอกรอบครับ ถ้าผู้ปกครองเข้าใจและยอมที่จะเข้ามาช่วยกันในปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่างจะจบลงในระดับผู้ปกครองเท่านั้นเอง แต่ถ้าผู้เป็นพ่อแม่ไม่เข้าใจใครทั้งนั้นลูกฉันถูกเป็นพอในเรื่องนั้นเราจะตัดสายป่านทันทีปล่อยให้เขาไปจัดการกันเองจะออกหัวออกก้อยก็สุดแท้กรรมเวรเท่านั้นเอง…

พอเข้าสู่โรงเรียนในไทยไม่ดีพอที่จะเรียนภาษาที่อ่อนแต่ให้ฝังรากลึกลงไปก็เป็นอันว่าต้องส่งลูกหลานไปโน่นเมืองนอกเมืองนาโน่นช่วงนั้น ธุรกิจการทำทัวร์เจริญก้าวหน้ากันเป็นแถวๆ ในช่วงเกือบ 10 ปี ที่โรงเรียนต่างประเทศโกยเงินจากผู้ปกครองกระเป๋าหนักเหล่านั้น แต่พอเปิดเทอมขึ้นมาเด็กๆ จะพากันมาคุยถึงการไปเรียนต่างประเทศถึงแม้จะเป็นระยะสั้นๆ ก็ตามที ดังนั้นเด็กที่ไม่มีเงินทองที่จะไปเรียนก็ฟังเพื่อนๆ คุยกันไปก่อน เท่าที่ทราบในช่วงเวลาดังกล่าวบางครอบครัวต้องเป็นหนี้เป็นสินเพียงเพื่อให้ลูกเป็นเด็กที่คุยกับเพื่อนได้เท่านั้นแหละ ส่วนมรรคผลจะได้มากแค่ไหนมันก็คงมีอยู่แหละครับแต่ดูว่าไม่เต็มร้อยอะไรหรอกครับ…

ส่วนคลาสเรียนกีฬาก็เลิกไปโดยปริยายด้วยเด็กที่เคยเป็นนักเรียนในเวลานั้นไปอยู่เมืองนอกกันหมดสิ้น นี่ยังไม่รวมโรงเรียนไทยเปิดเรียน SUMMER เป็นภาคบังคับอยู่พักหนึ่งจนเป็นที่เดือดร้อนกันไปหมด สรุปสุดท้ายก็เป็นการเรียนแบบสมัครใจแทน ขอกลับเข้าสู่ 10 กว่าปีมานี่มีโรงเรียนนานาชาติเปิดกันมากมายเป็นดอกเห็ดบ้างก็ว่ามันดีคือเด็กจะได้เรียนที่นี่ซึ่งเป็นบ้านพ่อบ้านแม่อยู่ให้เห็นกันทุกวันแต่สรุปใจความสำคัญแล้วว่าเราได้ภาษาและระบบการเรียนที่อยากได้ แต่สุดท้ายกลายเป็นสังคมที่เป็นสองระบบ เด็กๆ ไม่มีความอ่อนโยนอย่างที่ควรจะเป็นคำพูดคำจามี ยูกับไอ ตายไหมแบบนี้ แล้วยิ่งความผูกพันมันน้อยลง เด็กๆ ก็จะอยู่แบบที่เขามีมาจากสังคมโรงเรียน แล้วเอามารวมเป็นสังคมที่บ้านด้วยอีกมันจบครับ นี่ได้ข่าวว่ามีเด็กจากโรงเรียนนานาชาติชื่อดังทำการฆ่าตัวตายเมื่อเร็วๆนี้เอง ส่วนเนื้อลึกเบื้องหลังจะมาจากเหตุใดนั้นทราบอยู่แต่ขอไม่คุยถึงดีกว่านะครับ…การเรียนของเด็กไทยจะไปทางไหนและจบอย่างไรก็ติดตามดูกันเอาเองแล้วกันจ้า….

ครูไก่