สัพเพฯ กอล์ฟ

เที่ยวแบบ V.I.P. ปัตตานี กับ ยะลา ( 2 )

เที่ยวแบบ V.I.P. ปัตตานี กับ ยะลา ( 2 )

การเที่ยวในทริปนี้ นับเป็นการเที่ยวที่ยากจะลืม หากเหตุการณ์ที่เราทราบ และเห็นตามสื่อต่างๆ อาจจะดูโหดร้ายทารุณจริง คณะของครูไก่คงไม่กล้าหาญชาญชัยในการตัดสินใจครั้งนี้ การเข้าพักเราก็อยู่แบบธรรมดาๆ คืออยู่กันแบบห้องรวม ทุกคนก็อยู่กันได้แบบสบาย เช้าก็ทานข้าวต้มที่ทางท่านรองผู้การจัดหามาให้ แต่มีข้อแม้นิดเดียวคือ แปดโมงเช้าพวกเราทุกคนต้องไปเข้าแถวที่หน้าตึก ร้องเพลงชาติ ฟังบรรยายสรุปงานของวัน.. ทั้งภาคไทยและอังกฤษ… ถูกแล้วครับบรรดาข้าราชการตำรวจทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่จะได้ยินได้ฟังทุกวัน

ความจริงยุทธการณ์แบบนี้ตำรวจที่นี่เขาปฏิบัติกันมานานแล้วครับ ดังนั้นบรรดาข้าราชการตำรวจที่นี่ “ภาษาอังกฤษ” ใช้ได้เลย เพราะจากการสังเกตเมื่อผู้บังคับบัญชาสอบถามเป็นภาษาอังกฤษ การพูดคุยตอบโต้ก็ฉะฉานดี ฟังรื่นหูใช้ได้ คิดว่าเมื่อเนิ่นนานไปเวลาจะเพาะบ่มความรู้ให้กล้าแข็งขึ้น เหลืออีกอย่างเท่านั้นที่จำเป็นกว่าสิ่งแรกเสียอีกคือ “การรู้เขารู้เรา” นั่นคือ ภาษาที่ผู้คนสื่อสารหากเป็นภาษา “ยาวี” จะมีสักกี่คนที่พอจะกระดิกหูกันบ้าง แต่ภาษากลางที่เราสื่อสารกัน ฝ่ายที่คิดแตกต่างเขารู้หมด นี่แหล่ะความสำคัญของ “ภาษาถิ่น” ที่จำเป็นมากพอๆ กัน

จากสถานที่อันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของบรรดาผู้คนแถบน้ำ กลุ่มเราก็ลุยเที่ยวบรรดา “ธรราชาติ” ของบ้านของเมืองที่มีอยู่มากมาย… จากความคิดหรือแตกต่างในอดีตที่แล้วมา บรรดา “โจรจีนคอมมิวนิสต์” เคยมีอิทธิพลในแถบนี้ สุดท้ายก็หันเหเร่เข้ามากลับสู่ผู้คนที่ธรรมดาในความคิด กลับเข้าสู่ความเป็นสามัญชนที่หันมาพัฒนาประเทศ เป็นกำลังของชาติ ทิ้งไว้เพียงถ้ำที่เคยเป็นฐานบัญชาการในอดีต ซึ่งสภาพโดยรวมยังคงดูดีอยู่มาก ทั้งทางเข้าออก หรือแม้กระทั่งทางเดินภายในที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ห้องเล็กห้องน้อยที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ยังคงใกล้เคียงเค้าเดิมมากจริงๆ

ถ้ำทางเดินแบบนี้ครูไก่เคยพบเห็นมาครั้งหนึ่งที่ “เวียดนาม” ต่างกันก็เพียงขนาด และจุดประสงค์ของการจัดการเท่านั้น… ถ้ำที่ผมพบที่เวียดนาม เน้นทำเพื่อใช้ในการรบพุ่งกับ “อเมริกา” เป็นหลัก แต่ที่นี่น่าจะเป็นที่พักอาศัยรวมถึงการวางแผนเสียมากกว่า ต่อเมื่อมีความคิดสุดโต่งจบลง ผู้คนเหล่านี้ก็ยังคงเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศในปัจจุบันอีกด้วย ทั้งทางเข้าออกปัจจุบันก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวพื้นถิ่นเองมาเยี่ยมชมกันไม่ขาด หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านชาวมาเลเซียก็มากันเพียบเหมือนกัน… ดังนั้นชื่อของ “อุโมงค์ปิยะมิตรเบตง” คงได้จากเรื่องที่เล่ามานั่นเอง

จากอุโมงค์ คราวนี้เรามาเข้าถ้ำที่เป็นธรรมชาติกันบ้างนะครับ ถ้ำนี้น่าสนใจตรงที่เป็นถ้ำเขาหินปูนที่สวยงามพอใช้ได้ ไม่มีหินงอกหินย้อยอะไรมากมายนัก แต่การสร้างดูคล้ายว่าน่าจะเป็น “โบสถ์” หรือ “วิหาร” เสียมากกว่า หากแต่มันถูกเก็บซ่อนอยู่ในภูเขาลูกหนึ่งเท่านั้น การที่เราจะขึ้นไปถึงถ้ำนี้ก็ต้องตะเกียกตะกายกันประมาณหนึ่งครับ แต่ก็ไม่ถึงขนาดปีนเถาวัลย์หรือขึ้นบันไดลิงอะไรทำนองนั้น ทางที่จะขึ้นไปในถ้ำก็เป็นบันไดเดินสบายๆ เพียงมันชันนิดหน่อยก็เท่านั้น… ภายในมีทั้งพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่มากมายหลายองค์ ส่วนพระประธานเป็น “พระนอน” ที่ใหญ่โตมาก ภายในถ้ำเย็นสบายมากครับ… ทั้งที่ภายนอกมันทั้งแดดใสแจ๋ว แล้วก็ร้อนแบบสุดๆ คิดดูนะครับหน้าทางเข้าวัดมีรถขายไอติมยี่ห้อดังจอดอยู่ เจอพวกเราพรึ่บเดียวเรียบร้อย ลูงแกบอกกลับบ้านแล้ววันก็เกลี้ยงเลย

พอมีของเย็นเข้าท้องก็ต้องมองหา “ห้องน้ำ” ไม่ยาก ห้องน้ำที่นี่เพียงเดินเลาะภูเขาไปตามทางประมาณ 100 เมตร ก็เจอได้ครับ… เพียงแต่ทางที่เดินไปต้องผ่าน “เจ้าที่” ซึ่งเป็นแค่ “งูปล้องทอง” สีดำปิ๊ด สลับด้วยลาย “สีทอง” สดใส ยาวแค่เกือบ “สองเมตร” เอง ขดตัวอยู่ตามทางเดิน จองทุกคนที่จะผ่านไปห้องน้ำ โธ่… แค่งูตัวเดียวผมสบายมาก “ยิ้มไว้ก่อน” ก็เท่านั้น คิดดูนะครับ ขนาดมันเกือบเท่าแขน ยาวเกือบสองเมตร มันคงเป็นรองแค่ “จงอาง” เท่าน้านครับ

ช่วงที่เราพักที่ “เบตง” เมืองน่ารักๆ เลือกๆ ที่มีความสำคัญมากในระบบของการท่องเที่ยว เมืองเบตงน่าสนใจมากครับ… เราพักในโรงแรมที่สะอาดสะอ้านมาก ห้องใหญ่โต ซึ่งสังเกตได้ว่าผู้ที่เข้ามาพักกึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้นเป็นชาวมาเลเซียเช่นกัน รถราก็เห็นป้ายทะเบียนเป็นของมาเลเซียวิ่งกันเกลื่อนไปหมด เบตงยามค่ำคืนก็ครึกครื้นดี สถานที่ท่องเที่ยวทั้งเป็นแหล่ง อโคจรหรือแหล่งปกติมีอยู่เต็มไปหมด บอกตรงๆ เมืองนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เอาไว้พออายุมากๆ กว่านี้ คงไปอยู่ดีกว่ามั้ง

ขากลับเราก็ลุยออกไปเข้ามาเลเซียทางด่าน “เบตง” ขับรถไปเข้าทางด่าน “สะเดา” บ้านเรา รวมเวลาจากด่านแรกเข้าบ้านเราก็ราวสองชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แต่ถ้าจะย้อนกลับทางเดิมก็สี่ชั่วโมงนิดๆ เรามาทางมาเลเร็วกว่า แล้วมาปิดที่ร้านอาหารที่เกาะยอ “สงขลา” อันเป็นมื้อใหญ่ก่อนกลับครับ