สุชาติ สุวรรณศรี

สุชาติ สุวรรณศรี
เลขาธิการ สมาคมสนามกอล์ฟไทย
“ตั้งใจทำความดีไปเรื่อย ๆ สักวันจะมีคนเห็นเอง”

อ.น.ศ. : ผมเรียนมัธยมที่อำนวยศิลป์ รุ่น 40 หรือเรียกว่ารุ่น “ลมว่าว” จบ ม.ศ. 5 เมื่อปี 2509 ในยุคนั้นเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย เพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนด้วยกัน ปัจจุบันมีชื่อเสียง มีบทบาทในสังคมอยู่พอสมควร แต่ในสมัยก่อน พวกเราก็ดื้อซนเอาเรื่อง ตามประสาเด็กผู้ชายที่อยู่ด้วยกัน

กีฬาคือชีวิต : เรื่องกีฬา อ.น.ศ. ก็มีชื่อเสียง เด็กที่เป็นนักกีฬาก็จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษกว่าบ้าง ผมโตขึ้นมาด้วยกีฬาหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ ฟุตบอล เรียกว่าอยู่ในระดับต้น ๆ ของโรงเรียน เคยเป็นแชมป์ฟุตบอล ตั้งแต่รุ่นเล็ก กลาง ใหญ่ เตะกันที่ท้องสนามหลวง แล้วมาเล่นรอบชิงชนะเลิศที่สนามศุภชลาศัย เคยติดเป็นนักกีฬาอยู่ในสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง จนได้รับเชิญเข้าไปคัดตัวเยาวชนทีมชาติ แต่จังหวะชีวิตในช่วงนั้น มีตัวแปรหลายอย่าง ทำให้ไม่มีโอกาสได้เข้าไป, และยังเป็นนักวิ่งด้วยในรุ่น 4 x 100, 4 x 200, 100 เมตร ผมเคยเป็นแชมป์มาหมด มีคู่แข่งคือ “เจ้าแฝด” จากโรงเรียนไพศาลศิลป์ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นโค้ชกรีฑาชื่อดังของประเทศ ผมเล่นกีฬาจนจบ ม.ศ. 5

ธุรกิจบัณฑิต : ได้เข้าเรียนระดับปริญญาตรีเป็นรุ่นแรกของสถาบัน ในคณะบริหารฯ ตั้งแต่ยังเป็นวิทยาลัย ตั้งอยู่แถวคลองประปาสามเสน เป็นการเรียนที่สนุกมาก ได้ทำอะไรหลายอย่าง เพราะผมยังเล่นกีฬาอยู่ จัดส่งแข่งฟุตบอลมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยกัน ตั้งทีมฟุตบอลให้สถาบัน แล้วเพื่อน ๆ จากสถาบันอื่น ๆ ก็ชวนให้ผมไปเล่นกับทีมโน้นทีมนี้อยู่ตลอด และผมก็ยังติดตัวเยาวชนของทีมธนาคารกรุงเทพ รุ่นเดียวกับคุณชัชชัย พหลแพทย์ แล้วยังเคยได้รับเชิญให้เข้าไปคัดตัวเยาวชนทีมชาติอีกด้วย

ธนาคาร : ผมทำงานครั้งแรกที่ธนาคารกรุงเทพ แล้วก็ทำงานที่นี่จนเกษียณ โดยตำแหน่งสุดท้ายก็คือ ผู้ชำนาญการพิเศษ ที่มีโอกาสเข้าไปทำงานธนาคาร เพราะเป็นนักกีฬาฟุตบอล แต่นั่นคือแค่ก้าวแรกในการเริ่มทำงานสายธนาคาร, ด้วยความที่ผมถนัดและชอบด้านการคำนวณ จึงไปสอบคัดเลือกเพื่อเข้าทำงานที่สำนักค้าเงินตราต่างประเทศ เพราะต้องคัดพนักงานที่มีความสามารถเฉพาะทาง สมัยนั้นเป็นหน่วยงานที่ออกอัตราแลกเปลี่ยน ทำธุรกรรมกับธนาคารอื่น ๆ สามารถสร้างรายได้จำนวนมากให้กับองค์กร

ใช้กีฬาเป็นสื่อ : กีฬา เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยงาน องค์กร, ในยุคนั้นธุรกิจหรือองค์กรใหญ่ ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องกีฬาเป็นอย่างยิ่ง นักกีฬาที่จะประสบความสำเร็จได้ ส่วนใหญ่ก็ได้รับการสนับสนุนด้วยเช่นกัน ผมเองพอเข้าไปทำงาน ก็เริ่มทำกิจกรรมทางด้านกีฬาหลายอย่าง ทั้งเป็นผู้เล่นในทีมฟุตบอล และยังได้รับเลือกให้เป็นประธานด้านกิจกรรมกีฬาหลายอย่าง เช่น กีฬาในร่ม และต่อมาก็ กอล์ฟ

เล่นกอล์ฟ เลิกเล่นฟุตบอล : ด้วยความเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว จะให้ไปเล่นชนิดไหนก็ปรับตัวได้ไม่ยาก เมื่อสมัยก่อน เป็นนักฟุตบอลสโมสร มีเบี้ยเลี้ยงซ้อมวันละ 5 บาท งานที่ฝ่ายกว่าจะเลิกก็ช้า ไปซ้อมไม่ค่อยทัน พอดีมีหัวหน้าชอบเล่นกอล์ฟ ก็ชักชวนให้เริ่มไปหัดเล่น เห็นว่าผมเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว บอกว่าต่อไปจะได้เข้าสังคม ใช้ในการทำงานในอนาคต สมัยนั้นเริ่มไปซ้อมที่สนามพาร์ 3 ตรงข้ามแดนเนรมิต หัดไม่นานก็เล่นได้ เริ่มเข้าไปอยู่ในวงการกอล์ฟ เมื่อปี 2517 พอมาเล่นกอล์ฟชีวิตก็เปลี่ยน ทำให้เลิกเล่นฟุตบอลไปเลย ราวสองปีในระดับสมัครเล่นผมถือแต้มตัวตัวเดียว เล่นประจำกันที่สนามรถไฟ, ทบ. จนเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น เคยได้รับการชักชวนเป็นตัวแทนไปเล่นให้องค์กรใหญ่ ๆ หลายทีม จนเมื่อกลับมาเล่นให้ธนาคารกรุงเทพ ก็สร้างทีมของเราเอง จากกีฬาภายในแล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นมาจนอยู่ในระดับต้น ๆ ของเมืองไทยเหมือนกัน

เข้าวงการกอล์ฟเต็มตัว : พอมีเลือกตั้งชมรมกอล์ฟของธนาคารกรุงเทพ ผมก็ได้รับเกียรติให้เป็นประธานฯ ทำทีมกอล์ฟ เริ่มปั้นจัดนักกีฬาเด็ก ๆ ส่งออกไปแข่งตามรายการต่าง ๆ จนเริ่มมีชื่อเสียงมากพอสมควร แต่ตัวผมเองไม่เคยคิดเล่นอาชีพ ไม่อยู่ในหัวเลย เพราะรู้ตัวดีว่าความสามารถได้แค่สมัครเล่น แต้มต่อต่ำสุดที่เคยถือคือภายนอก 7 ภายในชมรมฯ 4 เล่นเพื่อความสนุกมากกว่าที่คิดจะยึดเป็นอาชีพ

กอล์ฟเยาวชน : การได้ไปสนามซ้อมกอล์ฟ พาลูกไปเล่นด้วย ทำให้มีโอกาสได้เห็นกลุ่มเยาวชนสมัยนั้นที่ฝึกซ้อมกอล์ฟอย่างจริงจัง ได้คลุกคลีตั้งแต่เริ่ม ได้ทำชมรมฯ ให้เด็ก ๆ ร่วมกับป้าอ้อย (รศ.อิราวัณณ์ ผาณิตวงศ์), คุณหมออภิชาติ นิราพาธพงศ์พร และอีกหลายท่าน เวลาไปไหน ไปแข่งขันต่างจังหวัด ก็จะรวมรถกันไป ทำให้ได้ดูแลกลุ่มเยาวชนที่มีทักษะและมุ่งมั่นในเรื่องกอล์ฟ และยังเคยได้รับเกียรติให้เป็นประธานชมรมส่งเสริมนักกอล์ฟเยาวชนไทย และต่อมาก็ได้รับคำเชิญจากคุณสันติ ภิรมย์ภักดี ซึ่งเป็นนายกสมาคมฯ สมัยนั้น ให้มาเป็นผู้จัดการเยาวชนทีมชาติ แล้วอีกพักเดียวก็ขยับขึ้นไปเป็นผู้จัดการทีมชาติชุดใหญ่ ทำอยู่ 8 ปี ตั้งแต่รุ่น พรหม มีสวัสดิ์, จนรุ่นสุดท้าย ก็ อาร์ม กิรเดช อภิบาลทรัพย์, หนึ่ง ชิณรัตน์ ผดุงศิลป์ ได้มีโอกาสดูแลส่งเสริมนักกอล์ฟที่มีชื่อเสียง อยู่ในวงการนี้หลายคน

เพื่อส่วนรวม : ดูแลทีมเยาวชนได้สักพัก พอดีมีกีฬาแห่งชาติ แล้วเป็นครั้งแรกที่มีการแข่งขันกอล์ฟ ผมได้รับเชิญให้คุมทีมกอล์ฟของกรุงเทพฯ จนชนะทีมที่มีตัวนักกีฬาทีมชาติอยู่หลายคนอย่างฉิวเฉียด ได้แชมป์ที่สนามเกรทเลค หลังจากนั้นก็ได้รับการชักชวนให้เข้าไปช่วยงานสมาคมกอล์ฟฯ ได้เข้าไปดูทีมเยาวชน ตอนนั้นจะไปแข่งจูเนียร์เวิลด์ที่อเมริกากันพอดี ซึ่งเพื่อน ๆ ผมก็อาศัยที่อเมริกากันเยอะอยู่แล้ว การติดต่อประสานงานจึงค่อนข้างสะดวก มีการจัดกอล์ฟการกุศล จนสามารถหาทุนส่งนักกีฬาไปแข่งได้โดยผู้ปกครองไม่ต้องจ่ายกันเอง

สนับสนุนให้เด็กเรียน : ผมอยากให้เด็กของเราได้มีโอกาสรับทุนไปเรียนต่อยังต่างประเทศ จากผลงานทางด้านกีฬากอล์ฟ เวลาเราพาเด็กไทยไปแข่งจูเนียร์เวิลด์ จะมีแมวมองของมหาวิทยาลัยมาดูตัว และเชิญให้ไปเรียน ซึ่งผมบอกเลยว่าอยากให้ไปกันทุกคน ไม่ต้องไปกลัว การใช้ชีวิตให้อยู่รอดมันมีหลากหลายวิธี เรื่องภาษาไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ ผมเองตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ถนัดภาษาอังกฤษเหมือนกัน อาศัยช่างสังเกตเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ พอไปอยู่แล้วก็จะปรับตัวได้เอง ทำงานหาเลี้ยงชีพได้ และยังเก็บเงินส่งให้ครอบครัวหรือแบ่งเบาภาระให้ได้อีกเยอะ เราเองก็ช่วยติดต่อประสานงานจนนักกอล์ฟของเราได้ไปเรียนกันหลายคน ผมบอกเสมอว่า เราอยู่ในวงการกอล์ฟ ถึงแม้จะไม่ได้เล่นกอล์ฟอาชีพ แต่ก็ยังมีงานต่าง ๆ ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับกอล์ฟให้เลือกทำอีกมากมาย ขอให้เตรียมตัวเองให้พร้อม มีความรู้ความสามารถ งานในวงการกอล์ฟยังมีรอเราอีกเยอะมาก

ทีมชาติ : ผมคุมทีมชาติครั้งแรกไปรายการ ปุตรา คัพ ที่สิงคโปร์ ตอนนั้นทีมฟิลิปปินส์กำลังมาแรงมาก ทุกคนให้เป็นเต็งหนึ่ง แล้วก็ไม่มีใครเชื่อว่าทีมไหนจะเป็นแชมป์สามปีซ้อนได้ สิงคโปร์เจ้าบ้าน ก็หมายมั่นปั้นมือเหมือนกันว่าจะชนะ แต่เราก็ไปป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ และผมก็ได้คุมทีมชาติ ชนะปุตราคัพมาหลายสมัย ดูแลนักกอล์ฟมายาวนาน พาทีมไปเล่น ซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ มหาวิทยาลัยโลก ฯลฯ และนอกจากกอล์ฟแล้ว ผมยังเคยได้เป็นผู้จัดการฟุตบอลสโมสรธนาคารกรุงเทพ จนได้แชมป์หลายถ้วย และได้เป็นผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทย ในช่วงเวลาไล่ ๆ กันอีกด้วย ตอนนั้นคุมทีมไปคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จีน

สมาคมสนามกอล์ฟไทย : ผมเริ่มเข้ามาเป็นกรรมการ ในสมัยคุณวารินทร์ พูนสิริวงศ์ เป็นนายกฯ และก็อยู่มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อถึงสมัยที่คุณพรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล เป็นนายกฯ ท่านก็ให้ผมทำหน้าที่เป็น เลขาฯ มาหลายสมัยแล้ว โดยนโยบายของสมาคมสนามกอล์ฟไทย เราอยากเน้นเรื่องการทำประโยชน์ให้กับสนามกอล์ฟด้วยกัน เช่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางภาครัฐ เราก็เป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียงให้ หรือเมื่อเกิดวิกฤติโควิด สมาคมฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามช่วยกันหาหนทางแก้ไข ท่านนายกสมาคมฯ เน้นย้ำเสมอว่า อยากให้เปิดสนามกอล์ฟ มีการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ จนทำให้สนามกอล์ฟสามารถกลับมาเปิดได้สำเร็จ ภายใต้มาตรการการป้องกันที่ได้ช่วยกันพิจารณา วางรูปแบบ ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แรงงานได้กลับมาทำงาน แคดดี้กลับมาทำมาหากินได้ สร้างความเคลื่อนไหวกับวงการกีฬากอล์ฟ ให้เดินหน้าไปต่อได้ ทั้งในเรื่องการท่องเที่ยวสันทนาการและกีฬาอาชีพ

คติประจำใจ : ผมเป็นคนหัวโบราณ สอนลูกเสมอว่า เราต้องเคารพผู้ใหญ่ รู้จักรุ่นพี่ รุ่นน้อง ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ มารยาทต้องดี ทำตัวให้เหมาะสม ไม่เด่น ไม่ข่มคนอื่น เข้าสังคมได้ อยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ ยึดถือในเรื่องการแสดงออกทางการเคารพผู้ใหญ่ มีมารยาทสังคม เป็นเรื่องสำคัญที่ผมปลูกฝังให้กับเด็ก ๆ มาตลอด มีความเคารพนบนอบผู้ใหญ่ หมั่นทำความดีเข้าไว้ ทำดีไปเรื่อย ๆ เถอะ สักวันก็จะมีคนเห็นเอง ทำความดีไปไม่มีวันเสียหลาย แล้วชีวิตก็จะดีตามไปด้วย และถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ ทุกคนต้องขยัน ถ้าขยันไม่ถึงจุดก็จะไปต่อไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ไม่มีข้อยกเว้นให้กับใคร

ดูแลตัวเอง : เป็นคนเฮฮาร่าเริงอยู่แล้ว ยังได้ออกไปเล่นกอล์ฟกับพรรคพวกอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ตาม รวมถึงการได้เล่นกอล์ฟกับพวกน้อง ๆ ที่เข้ามาช่วยงานสมาคมฯ ด้วยกัน การได้คุย ได้พบปะพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ ๆ ช่วยย้อนวัยของเราให้ลดลงมาได้ ทำให้ชีวิตสดใสอยู่เสมอ แล้วช่วงเย็น ๆ ก็จะเดินทุกวัน ทำให้ร่างกายพร้อมอยู่เสมอ หมั่นตรวจสุขภาพอยู่เรื่อย ๆ ถ้ามีเพื่อนอยู่ในสังคมมาก ๆ หลากหลายช่วงอายุ ชีวิตชีวาก็จะดีขึ้น ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากนัก ทำตัวสบาย ๆ ใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องไปฟู่ฟ่าจนเกินไป ชีวิตเราก็ไปต่อได้เรื่อย ๆ ไม่มีทางตันครับ