กัปตัน ภาณุ เชิงสะอาด

กัปตัน ภาณุ เชิงสะอาด
THAI AIRASIA
AGC GOLF ACADEMY EVALUATOR & ACADEMIC INSTRUCTOR
“คบคนที่ความดี ไม่ใช่ที่เปลือกนอก”

ชอบกีฬา : ผมชอบเล่นกีฬามาตลอด ออกกำลังกายทุกวัน เล่นกีฬาหนัก ๆ ได้เหงื่อ ได้วิ่ง เป็นเด็กต่างจังหวัด ทนแดด ทนฝน พ่อแม่เลี้ยงแบบบ้าน ๆ อาหารการกินก็อีสานทั่วไป อยู่ง่าย กินง่าย อะไรก็ได้ ส้มตำกินทุกวัน พ่อเป็นครูพละสอนสุขศึกษา แม่เป็นพยาบาล แล้วโอนมาเป็นครูพยาบาล สมัยเด็ก ๆ กลับถึงบ้าน ไม่ทำการบ้าน โยนกระเป๋าแล้วรีบออกไปเล่นกีฬา

ไม่สนับสนุนแต่ไม่ห้าม : พ่อไม่เคยสอนกีฬาให้ ผมอยากเล่นอะไรก็ต้องเรียนรู้เอง แต่ก็ไม่ดุ เพราะดีกว่าปล่อยให้ไปเล่นเกมส์ หรือติดยาเสพติด ผมอาศัยดูกีฬาในโทรทัศน์ตั้งแต่ยังเป็นขาวดำ ไปดูเขาเล่นตามสนามกีฬาบ้าง ผมชื่อ ‘บอล’ กีฬาลูกกลม ๆ เล่นได้หมดทุกอย่าง หลายประเภท พอเข้ามัธยม เป็นนักกีฬา อาจารย์เห็นความสามารถ ก็ชวนไปเล่นโน่นเล่นนี่ ฟุตบอล เล่นตั้งแต่กองหน้าจนถึงกองหลัง เซปักตะกร้อ บาสเกตบอล เล่นตั้งแต่กีฬาสี ติดทีมโรงเรียน ไปแข่งเยาวชน เขตการศึกษา ที่ประสบความสำเร็จมากสุดคือ วอลเล่ย์บอล ติดทีมเยาวชนเขตเข้าไปกีฬาแห่งชาติ

เกือบเล่นทีมชาติ : ช่วงเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร ผมเล่นบาสฯ มีแมวมองมาติดต่ออาจารย์ที่คุมทีม ถามว่าผมอยากเล่นเยาวชนทีมชาติมั้ย ผมไปปรึกษาพ่ออีกที ท่านบอกว่า อย่าไปเลยลูก เหตุผลก็คือ ให้ตั้งใจเรียนดีกว่า ซึ่งสมัยก่อนคุณพ่อก็เล่นฟุตบอลมาตลอด จนเพื่อน ๆ ที่เรียนพลศึกษาด้วยกันติดทีมชาติเกือบทั้งทีม แต่ท่านมองเห็นว่า อาชีพนักกีฬาไม่ค่อยจะมีอนาคตเท่าไหร่ ไม่ได้ห้าม แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนถึงขนาดให้เป็นอาชีพ กีฬาอาชีพของประเทศไทยยังมีน้อยมาก ถึงขนาดมายุคผมแล้ว ก็ยังไม่ค่อยบูม ที่เล่นกีฬาเพราะชอบออกกำลังกายอย่างเดียวเลย

C&D : เด็ก ๆ ผมไม่ค่อยตั้งใจเรียนมากนัก แต่ต้องไปโรงเรียนกับพ่อตั้งแต่เช้ามาก ๆ ทั้ง ๆ ที่เดินทางแค่ไม่กี่นาทีก็ถึง การบ้านก็อาศัยทำตอนเช้า ทำเองบ้าง ลอกเพื่อนบ้าง ถึงจะลอกแต่บอกได้ว่า ข้อนี้ทำผิด เพราะเราไม่ใช่แค่ลอก แต่เป็นการลอกไปเรียนรู้ไป หรือเรียกว่า Copy & Develop จนเกิดความคิดของตัวเองขึ้นมาภายหลังว่า ทำไมการศึกษาถึงห้ามนำงานวิจัยเก่ามาศึกษาต่อ ทั้ง ๆ ที่ งานหลายชิ้นเริ่มความคิดไว้อย่างน่าสนใจในเบื้องต้น แต่ขาดการต่อยอดขึ้นไปจนประสบความสำเร็จ หากเราสามารถนำงานวิจัยเดิม มาเพิ่มเติมด้วยความคิดใหม่ ๆ ใส่เทคโนโลยี ที่ทันสมัยเข้าไป เราน่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการศึกษามากกว่านี้ก็เป็นได้

ตั้งใจเรียน : ผมจำไม่ได้ว่าเริ่มตั้งใจเรียนเมื่อไหร่ มีความรู้สึกแค่ ต้องเรียนในห้องให้ดี ทำการบ้านที่ครูสั่งให้ครบ ไม่ได้เรียนเก่งแต่ก็เกาะกลุ่มกับเขาได้เรื่อย ๆ ตอนประถมสอบได้ที่หนึ่งบ้าง ขึ้นมัธยมก็อยู่ในห้องเด็กเรียนเก่ง เราเป็นลูกชายคนโต ต้องตั้งใจเรียนให้ดี ไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ไม่ถึงขนาดให้เก่งมาก เคยเป็นตัวแทนโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ไปสอบคณิตศาสตร์ของประเทศไทย ที่ ม.ขอนแก่น คนสอบเยอะมาก ผมติดอันดับร้อยอันดับแรกของประเทศ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง แค่รู้สึกว่า เราไปกับเขาได้เท่านั้นเอง

แรงบันดาลใจ : สมัยเด็ก ๆ ความใฝ่ฝันในเรื่องอาชีพมันค่อนข้างไกลตัว เพื่อน ๆ ในห้อง ก็เล็งอาชีพ หมอ วิศวกร รับราชการ แต่ผมเห็นพ่อแม่เป็นครู ญาติ ๆ ก็เป็นครูหมด มีความรู้สึกว่า ผมสอนไม่เป็น ไม่รู้จะสอนใคร เลยไม่คิดอยากเป็นครู วันหนึ่ง จำได้ว่าเป็นวันลูกเสือ มีเครื่องบิน มาบินโชว์ ผมนั่งอยู่ระเบียงหน้าบ้าน ได้ยินเสียงเครื่องบินแผดมาแต่ไกล แล้วผ่านไป พอวนมาอีกรอบก็บินพุ่งจุดขึ้น 90 องศา ทะลุหายไป ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นเครื่องบินอะไร ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือ ไปหาข้อมูล จนทราบว่า เป็นเครื่องบิน F – 16 ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยเพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ จนมีความคิดแว่บนึงขึ้นมาว่า ถ้ามีโอกาสได้ขับเครื่องบินแบบนี้บ้างก็คงดี แต่ตอนนั้นเป็นแค่เพียงความคิดแบบเด็ก ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะคิดว่าเรายังห่างไกลมาก

ช่วยพ่อประหยัด : ที่บ้านมีพี่น้อง 3 คน ผมเป็นคนโต แล้วมีน้องสาวติด ๆ กันอีก 2 คน นั่นแสดงว่า ถ้าผมเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี พ่อจะต้องส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกันทั้ง 3 คน ผมพอจะรู้ฐานะทางการเงิน คิดว่าพ่อคงส่งพวกเราไม่ไหว เลยหาวิธีช่วยเหลือทางบ้าน หาที่เรียนฟรี แต่เราไม่มีความสามารถไปสอบชิงทุนอะไร พอดีมีพี่ญาติ ๆ กัน เรียนโรงเรียนนายสิบ โรงเรียนจ่าอากาศ เขาสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ ก็จุดประกายให้ คิดอย่างเดียวในเบื้องต้นว่า อยากจะช่วยที่บ้าน ขอพ่อไปสอบเตรียมทหาร ท่านก็ไม่ห้าม เลยเริ่มจากเขียนจดหมายไปสมัครที่สถาบันกวดวิชาเพื่อสอบเตรียมฯ ขอเงินพ่อไปหลายพันเหมือนกัน ถือว่าแพงมาก ถ้าเราไม่ตั้งใจพ่อคงเสียเงินฟรีแน่ ๆ

เตรียมทหาร : เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มตื่นตั้งแต่ตี 3 ตี 4 อ่านหนังสือเพื่อสอบเตรียมทหาร ส่วนเรื่องการเตรียมพร้อมทางร่างกายผมไม่ห่วง เพราะเล่นกีฬามาตลอด ว่ายน้ำเป็น ความฟิตของร่างกายทำให้ทุกอย่างทำได้ เคยเตะฟุตบอลเท้าเปล่าทั้งวัน เช้าไปอำเภอนั้น บ่ายปั่นจักรยานไปกับเพื่อนเตะกับอีกโรงเรียน เย็นก็พากันไปอีกที่ กินนอนอยู่ที่สนามกีฬา ทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เผอิญว่าโรงเรียนต่างจังหวัดปิดเทอมช้ากว่าในกรุงเทพฯ เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกันที่ร้อยเอ็ดมาติวด้วยกันสิบกว่าคน ทำให้มาเริ่มเรียนกวดวิชาช้ากว่าคนอื่น เขาเรียนกันไปเกินครึ่งแล้ว ก็ได้แค่รับข้อสอบมาหัดทำกัน จนกระทั่งถึงวันสอบ เขาก็พานั่งรถมาสอบที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ผลสอบออกมา มีผมติดคนเดียว แรก ๆ รู้สึกเหงาเหมือนกัน เพราะคนอื่น ๆ ที่สอบด้วยกันเก่งกว่าผมก็มี แต่คิดว่าคงเป็นจังหวะของชีวิต พอสอบได้ก็ต้องมา เพราะไม่รู้ว่าถ้าให้สอบใหม่จะทำได้อีกรึเปล่า ส่วนเพื่อน ๆ ปีถัดมาก็สอบได้กันหลายคน

เกาะกลุ่มเข้าไว้ : เรียนทหารย่อมมีความกดดันเป็นธรรมดา แรก ๆ ก็รู้เครียด มานั่งคิดว่าเรามาทำอะไร จนได้คำตอบให้กับตัวเองว่า เพื่อนทำได้ เราต้องทำได้ แล้วตั้งใจเรียนจนจบ เกรดก็กลาง ๆ เพราะผมถนัดคำนวณ แต่พอเป็นภาษาอังกฤษ เด็กต่างจังหวัดอย่างผม ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน เรียนต่างจังหวัด เคยได้เกรด A พอมาที่นี่ ได้แค่พอผ่าน แล้วมาขึ้นเหล่า ในชีวิตผมไม่เคยสอบตกมาก่อน มาตกครั้งแรกตอนเรียนนายเรืออากาศ ปี 1 วิชาเคมี แต่พอปรับตัวได้ ก็เกาะกลุ่มไปได้ตลอด และตอนนั้นยังเป็นนักกีฬาบาสฯ ได้เล่นตั้งแต่ปี 1 จนถึง ปี 5 เคยได้แชมป์กีฬาเหล่า 3 สมัย

อนาคต : ในสมัยผม อนาคตเรื่องไกล ๆ บางครั้งมันมองไม่ออก ต้องใช้วิธีแบบค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้น แบบ Progressive Success ไม่ได้มองข้ามไปไกล ๆ นั่นคือความคิดของคนทั่วไปสมัยก่อน เพราะเรายังไม่รู้อะไรมากนัก แต่มาภายหลัง ผมสอนลูกเลยว่า สุดท้ายแล้ว เราจะไปไหน อยากเป็นอะไร มีอาชีพอะไร ใช้ชีวิตแบบไหน ให้เรามองไปไกล ๆ ก่อน แล้วค่อยมาค้นหาเส้นทาง ว่าจะเลือกแบบไหน เมื่อก่อนไม่มีใครมาคอยบอกว่า อนาคตจะมีแบบนี้นะ จะต้องทำอย่างไร ถ้าใครอยากรู้ก็ต้องขวนขวาย ศึกษาหากันเอง แต่สมัยนี้ ยุคอินเตอร์เน็ต เด็กมีข้อมูลเยอะแยะ มีข่าวสารที่ทัดเทียมกัน เหมือนเราจะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่กลับขึ้นรถลงใต้ อาจจะไปถึงจุดหมายเหมือนกัน แต่ต้องอ้อมนานหน่อย เพราะไปผิดทาง

ความใฝ่ฝัน : ผมชอบเทคโนโลยี จึงรู้สึกว่ากองทัพอากาศเหมาะกับผมที่สุดแล้ว เครื่อง F – 16 มันเท่ดี สวยดี แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาส จนกระทั่งตอนปี 5  จะมีให้สอบ รุ่นผมมีสองร้อยกว่าคน จะได้เป็นนักบินประมาณ 1 ใน 4 และจาก 50 คน มีโอกาสได้บินเครื่องบินขับไล่ ราว 7 – 8 คน และมีเพียง 1 – 2 % เท่านั้นที่จะได้บิน เครื่องที่มีสมรรถนะสูงสุด ผมก็อาศัย Progressive Success ไปตามขั้นตอน ไปกับเขาได้เรื่อย ๆ ถึงตรงไหนต้องทำอะไร ก็ทำตามเขาไป ทำให้ดีที่สุด ได้หรือไม่ได้ ไม่รู้ ผมอาจจะโชคดีที่ได้มาตลอด เคยสอบได้ที่ 1 ตอน Pre Solo ก่อนจะปล่อยให้บินเดี่ยว เป็นครั้งเดียวของการเรียนที่ได้ ที่ 1 ที่เหลือก็เกาะ ๆ กันไป สรุปสุดท้าย คะแนนออกมาสามารถเลือกเครื่องบินขับไล่ได้ รุ่นผมเรียนกัน 8 คน คัดเอาแค่ 3 คน ผมติดอันดับ 3 ได้อยู่กับเครื่องบิน F – 16 ถึง 8 ปี เป็นตั้งแต่นักบินเด็ก ๆ, หัวหน้าหมู่บิน, ครูการบิน และได้เป็น นักบินลองเครื่องของกองทัพอากาศ F – 16 Test Pilot ทุกอย่างที่ออกมาจากโรงซ่อม รับเครื่องใหม่มา ผมต้องเป็นผู้เอาไปทดสอบ ก่อนคนอื่นจะได้บิน ถ้าไม่ผ่าน ก็ต้องกลับไปทำใหม่ เครื่องบินถูกออกแบบมาให้เราบินก็จริง แต่เมื่อไหร่ที่เท้าพ้นพื้นมันอันตรายหมด ไม่เหมือนรถที่เสียจอดข้างทางได้ ซึ่งเราถูกฝึกให้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว สำหรับผมถือว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุด

นักบินพาณิชย์ : ไม่เคยคิดมาก่อนเลย เพราะในรุ่น ผมเป็นสองคนแรกที่ได้บิน F – 16 หน้าที่การงานก็ไปได้ดี ได้รับความไว้วางใจให้ไปเรียนหลักสูตรการบินต่าง ๆ ตำแหน่งสุดท้ายในกองทัพอากาศก็คือ นายทหารการฝึก ดูแลเรื่องการฝึกของนักบินทั้งหมดในฝูง และกำลังรอเรียนเสนาธิการ ประจำการอยู่ที่ ตาคลี นครสวรรค์ ระหว่างนั้นมีเพื่อนมาชวนให้ไปสอบเป็นนักบินสายการบิน ก็บอกไปว่า ไม่เอา ขี้เกียจอ่านหนังสือ, เมื่อตอนจบโรงเรียนนายเรืออากาศ ผมเคยเข้าไปสอบเพื่อเป็นนักบินของการบินไทยมาแล้ว กองทัพให้นักเรียนนายเรืออากาศทุกคนไปสอบการบินไทย สอบผ่านจะคัดไปเป็นนักบิน พอผ่านเข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์สุดท้าย มีคำถามว่า ทำไมถึงอยากเป็นนักบินพาณิชย์ ผมตอบไปว่า ไม่อยากเป็น อยากบินเครื่องบินขับไล่ หลังจากนั้นกรรมการก็ไม่ถามต่อ

ชีวิตเปลี่ยน : ตอนนั้นกำลังยุ่งอยู่กับหน้าที่นายทหารการฝึก เช้าลองเครื่อง บ่ายสอน เย็นทำงานเอกสาร ซึ่งการที่จะไปสอบ กองทัพอากาศ ต้องส่งชื่อไปที่กรมยุทธการทหารอากาศ ประสานกับการบินไทย ไปสอบเองไม่ได้ ผู้ฝูงก็บอกให้ลองดู แต่ถ้าสอบได้ ให้อยู่เป็นนายทหารยุทธการก่อนลาออก ส่วนผมก็ไม่คิดอะไร เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็ส่งชื่อผมไปสอบ โดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นเหลือเวลาอีกแค่สองเดือน มีฝึกร่วมคอบบร้าโกล์ดด้วย ผมต้องพาหน่วยไปประจำที่โคราชเป็นเดือน ทำงานหนักทุกวัน ไม่ได้อ่านหนังสือเลย จนกลับมาที่ฝูง เหลือเวลาอ่านหนังสือแค่เดือนเดียว มีผมกับเพื่อนแค่สองคนที่สอบติด ผมถามพ่อว่าจะทำอย่างไรดี คุณพ่อตอบว่า ลูกมาไกลได้ขนาดนี้ พ่อแม่ภูมิใจมากแล้ว ชีวิตลูกให้ตัดสินใจเองได้เลย หลังจากพิจารณาเหตุผลแล้ว ผมก็ออกมาเป็นนักบินสายการบินจนถึงปัจจุบัน โชคดีที่ได้อยู่ใกล้กับคนเก่ง ๆ ทำให้เราซึมซับไปด้วย โดยอาศัยหลัก C&D Copy and Develop มาตลอด

กอล์ฟ : ในโรงเรียนการบินมีสอนกีฬาหลายอย่าง พอถึงชั่วโมงพละ คนอื่นจะไปเรียนตามกีฬาที่ลงไว้ เช่น แบดฯ กอล์ฟ ฯลฯ แต่ผมเป็นนักกีฬาบาสฯ ของโรงเรียน ต้องแยกไปซ้อมกับทีม ไม่มีโอกาสสัมผัสกีฬาอื่น ทำให้เรียนจบมาโดยไม่รู้จักกอล์ฟ จนกระทั่งไปฝึกบินที่โคราช ครูที่สอนเริ่มหัดเล่นกอล์ฟ ก่อนขึ้นบินจะต้องบรีฟ ประชุมกันก่อน บินเสร็จลงมาก็ต้องประชุมกันอีกที ว่าใครทำอะไรผิดมา ต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งจะไปคุยกันที่สนามไดร์ฟ ตอนนั้นผมยังไม่เล่น แต่ไหน ๆ เมื่อไปตรงนั้นแล้ว ก็ลองหัดดูสักหน่อย เพื่อนให้ยืมไม้มาซ้อม ไดร์ฟสองครั้ง เพื่อนก็ชวนกันออกรอบที่สนามของค่ายสุรนารี เตรียมไป 20 ลูก แค่ 4 หลุมแรก ลูกก็หมดแล้ว พอย้ายมาบิน F – 16 ที่ ตาคลี ครูที่สอนก็ย้ายมาที่นี่อีก ชวนกันเล่นกอล์ฟบ่อยขึ้น ผมเริ่มไปซื้อชุดกอล์ฟมือสองมาเล่น จนเริ่มตีเป็น ตีโดน โดยหัดเล่นเอง จากการดูในทีวี ดูคนอื่น มีคนมาแนะนำบ้าง ซึมซับไปเรื่อย ๆ ผมตีไกลตั้งแต่เริ่ม แต่ทิศทางไปไหนไม่รู้ ซื้อไม้หน้าเด้งตีไม่กี่ครั้งก็แตก แล้วค่อย ๆ เล่นกันมาเรื่อย ๆ จนเล่นได้ ผมเล่นกอล์ฟเพราะสนุก ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะยึดเป็นอาชีพ หรือสร้างรายได้ กีฬาอื่น ๆ ที่ต้องใช้แรงเยอะ ๆ หรือปะทะ พอถึงวัยก็คงไม่เหมาะ ส่วนกอล์ฟ ยังเล่นไปได้เรื่อย ๆ และผมเมื่อทำอะไรแล้ว ก็อยากทำให้สุด เท่าที่จะทำได้ เอาที่สบายใจ ไม่ต้องไปบังคับฝืนใจตัวเอง เลยไม่ได้ใฝ่หาให้คนอื่นมาสอน ปรับวงก็ดูเอง อาศัยตามโซเชียลบ้าง รอบข้างคือครูของเรา

จริงจัง : เริ่มเรียนรู้ว่า กีฬากอล์ฟ เป็นแบบนี้นี่เอง เราตีดีบ้างไม่ดีบ้างไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราไม่ค่อยได้ซ้อม จนเมื่อได้มาเป็นนักบินพาณิชย์ไม่นานนี้ ถึงได้จริงจังมากขึ้น พอดีเมื่อปี 2019 พี่หนุ่ม (กัปตันนิธิพัฒน์ ศิริวัฒน์) แจ้งว่า R&A มีการปรับเปลี่ยนกฎกอล์ฟ สนใจอยากจะเรียนมั้ย ผมก็เข้าไปร่วมและเริ่มเรียนรู้ จนได้เป็นผู้ตัดสิน และช่วงหลังก็คิดไปสมัครสอบเป็นนักกอล์ฟอาชีพ เพื่อจะได้ทำการสอน และยังได้ร่วมเป็นทีมงานของ AGC GOLF ACADEMY อีกด้วย

ครอบครัว : สุดท้ายแล้ว ต่อให้เรามีสังคมมากมายแค่ไหน ก็ต้องกลับบ้าน เพราะบ้านให้ทุกอย่างกับเรา ครอบครัว ไม่มีพิษมีภัย ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่เกิด ข้อดีของสังคมไทยคือการอยู่ร่วมกันแบบเครือญาติ คอยช่วยเหลือกัน แล้วผมก็มีแนวคิดแบบตะวันตกด้วยเหมือนกันว่า เราต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อน เพื่อจะดูแลคนอื่นอีกที เป็นการนำข้อดีมาผสมผสานกับของไทย ๆ เรา และถึงแม้ว่า คนเราจะมีอะไรที่ชอบแตกต่างกันไป ครอบครัวก็ต้องเข้าใจ คอยสนับสนุนและให้กำลังใจกันตลอดเวลา

พ่อสอนเสมอว่า : เราคบคนที่ความดี ไม่ใช่ที่เปลือกนอก ผมมีเพื่อนที่คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นอันธพาลอยู่หลายคน แต่เราก็คบกันได้ เพราะทุกคนมีข้อดี ข้อเสีย ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ตัวเราก็เช่นกัน แต่เมื่อมองข้ามข้อเสียของเขาไป เปิดใจให้กว้าง เราก็จะเจอข้อดีซึ่งอาจจะมีอยู่มากมายก็ได้ และเราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง เมื่อมีโอกาส ก็ทำไปให้เต็มที่ครับ