สงครามที่ยืดเยื้อ

สงครามที่ยืดเยื้อ

จากที่เราเคยภาคภูมิใจนักหนากับการจัดการกับเจ้าโควิด-19ได้อยู่หมัด นั่นคือทั้งจำนวนของคนที่เป็นแล้วหายจากโรค และจำนวนของผู้ป่วยใหม่มันสวยงามมากจริงๆ ชื่อของเมืองไทยไปไกลขนาดผู้คนในอีกซีกโลกอยากจะมามีชีวิตในบ้านเราในยามที่เป็นโรคนี้ แต่พอถึงปัจจุบันความภูมิใจในอดีตที่มีมามันจบลงไปแล้ว เราเจอเชื้อที่แพร่กระจายเร็วรักษายาก และดื้อยาจากจำนวนผู้เสียชีวิตในตอนต้นมันน้อยมาก แต่พอเวลาล่วงเลยมาเข้าปีที่สองของการระบาดซึ่งเป็นระบาดครั้งที่สามจำนวนผู้เสียชีวิตมันหลุดร่วงเป็นใบไม้ร่วงในยามต้องลมหนาว เช่นนี้เราจะทำอย่างไรกันดีคนไทยเราจะยังรื่นเริงตามแบบฉบับวิถีชีวิตเดิมกันอยู่อีกหรือเปล่า การระบาดรอบนี้มันเป็นผลพวงจากการเดินทางออกต่างจังหวัดของคนที่บรรทุกเอาโรคระบาดออกไปด้วย ถ้าเรายังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยังกิน ดื่ม เที่ยวกันแบบอยู่ในสายเลือดก็เตรียมตัว “ตาย” กันได้เลย ความสำนึกในตัวตนคนไทยเราไม่รู้มันไปอยู่ไหนกันหมด…

สุดท้ายมันก็ต้องมียาแรงออกมาจัดการกับคนบางจำพวก นั่นคือการจับ-ปรับกันแบบเอาจริงเอาจัง จากก่อนหน้า 10 คน จะต้องมีอย่างน้อย 2 คนที่ไม่สนใจใยดีในการสวมใส่หน้ากากพูดคุยกันตามแบบฉบับเดิมๆ หรือบางคราวก็คร่ำครวญชวนให้น่าสงสารว่าเงินยังจะไม่มีจะกินข้าวแล้วมันจะเอาอะไรไปซื้อ…แต่พอมีกฎเหล็กออกมาทุกคนก็ทำได้หมดนั่นแสดงว่าคนไทยเราหากจะฝ่าฟันเอาชัยชนะจากสงครามคราวนี้ความแข็งแกร่งของตัวบทกฎหมายมันคงต้องหนักหน่วงกว่านี้อีกหลายเท่าตัว หรืออยากจะนำพาประเทศไปสู่ความมีกินมีใช้ของผู้คนกันก้าวหน้าก็ต้องมาว่าถึง “ความเอาจริงของกฎหมาย” แต่ไม่ใช่เพียงแค่การเชือดไก่ให้ลิงดูไม่ว่าเจ้าโรคร้ายที่กำลังคุกคามคนทั้งโลกรวมถึงคนไทยเราด้วยมันจะต้องทำควบคู่กันไปนั่นคือ “การคัดกรองและรักษาที่เข้มข้นรวมถึงกฎเหล็กที่แข็งแกร่ง” จัดการกับพวกชอบท้าทายให้จบสิ้นกันเสียที…

เมืองไทยเราหากจะมองในทางสุขและสงบมันก็มีอยู่หลายเส้นทางที่ทำเช่นนั้นได้ แต่พอมีนักแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่รู้จักพอเข้ามาก็วงแตกมันเป็นแบบนี้จริงๆ ของเรานะเคยมีคนที่เป็นแล้วหายกลายเป็นประเทศที่ปลอดโควิด-19 มานานสองนานสุดท้ายก็จบลงที่เราเป็นกันอยู่ ยอดติดเชื้อพุ่งพรวดเกือบจะติดสามพันในบางวัน แต่ตอนนี้ยังมีสองพันต้นๆ คิดแล้วมันน่าหดหู่ใจแท้ เหตุก็แหล่งบันเทิงเริงใจที่เราทราบกัน จากแหล่งคนมีสตางค์ก็ความทุกข์ลงสู่รากหญ้าถ้วนหน้ากันเลยทีเดียว เช่นนี้ใครจะผิดจะถูกเชื่อว่าทุกอย่างจะเลือนหายไป แบบนี้ประชาชนคนตาดำๆ คงต้องรักษาชีวิตให้ยืดยาวเอาไว้ก่อนรอเวลาเพียง “วัคซีน” ที่ประชาชนจะได้รับครอบคลุมพอที่จะกำหราบเชื้อร้ายให้อยู่ในวงจำกัด และหดหายไปในที่สุด

อีกหนึ่งสงครามที่ทนยืดเยื้อมานานนับแต่เราคนไทยรู้จักคำว่า “ประชาธิปไตย” นั่นคือสงคราม “การเมือง”ที่ยืดเยื้อมาก่อน “โควิด-19” มานานเน นี่ขนาดคนไทยจะเจียนไปเจียนอยู่พวกนักการเมืองยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่เหมือนเป็น “งานประจำ” ที่ต้องทำจะขาดเสียมิได้ นี่มันอะไรกันผู้คนตายกันแบบรายวัน แต่แทนที่จะมาระดมความคิดกันว่าจะช่วยผู้คนที่ทุกข์ทรมานกันอย่างไร กลับเป็นอย่างที่ทราบกันคือทางใครทางมันแค่นั้นยังไม่ว่า แต่พอใครดีกว่าพี่ก็สกัดการทำงานเขาอีกแบบนี้เราจะทำเสียอย่างไรกันดี…เชื่อว่าในราวปลายปีเหตุเลวร้ายจากโรคคนจะจางลงไปแต่ความ “เลวร้าย” ของนักการเมืองมันจะเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งตอนนี้ดูว่าสงครามของนักการเมืองเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว…คอยจับตาดูสงครามที่ว่ากันว่ายืดเยื้อเป็นที่สุด ส่วนผู้คนตาดำๆ ก็รับกรรมกันไปจ้า…

ครูไก่