เที่ยวกันวันธรรมดา

เที่ยวกันวันธรรมดา

มาแล้วความร้อนแรงของอากาศในฤดูร้อนที่ย้อนมาอีกรอบแล้วหลายสำนักที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลต่างฟันธงกันว่า “ปีนี้เลือดเดือดอีกครา” เห็นว่านอกจากบรรยากาศทางการเมืองทั้งที่เป็นของเพื่อนบ้านที่ฟาดฟันกันถึงตายกันหลายศพไปแล้ว ส่วนของเราไม่เจ็บไม่ตายแต่ก็ยืดเยื้อรำคาญใจเป็นที่สุดแล้วแถมว่าจะหยุดยากเสียด้วย แบบนี้ไม่รู้ร้อนอากาศกับร้อนการเมืองอย่างไหนจะสาดน้ำก่อนกัน  แต่ร้อนอากาศสามสี่เดือนก็จากไปกลายเป็นฝน แต่ที่วนมาคือนักการเมืองจะมือใหม่หรือมือเก่าหรือเคล้ากันมาสุดท้ายก็เป็นข้าราชการประจำที่ต้องทำงานกัน “หัวทิ่มหัวตำ” แล้วแต่ว่าใครจะมีหัวคิดที่บรรเจิดเลิศล้ำ หรือได้งานเข้ากระแสโลกที่เขาเข้าทางพอดีก็สำเร็จเป็นตัวผลงานกันไป…แต่ส่วนใหญ่จะมาแบบขอไปทีเช่นนี้ก็ช้ำของชาติกันเหมือนเดิม…

ข่าวที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของรัฐที่เคาะออกมากับการเที่ยววันธรรมดามันก็น่าสนอยู่นะ…เที่ยวอาทิตย์-ศุกร์เขาให้ 5,000 บาทต่อคน โครงการเช่นนี้มันก็ดีอยู่แหละแต่ต้องระวังลิ้นเหลือบที่คอยจะจ้องสูบกินเลือดอยู่จะเหลือบราชหรือเหลือบหลวงมันมีมาแล้วเสียหายทั้งสิ้น เอาแบบชาวเราที่มีส่วนในผลกระทบจะดีหรือร้ายโดยตรงก็คงต้องคอยจับตาว่า “ชั่วดีมีอยู่ถ้ารู้ต้องแจ้งเบาะแส” จะได้ลากไส้ออกมาทำอาหารสัตว์เสียเลย

นี่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมมีทริปไป “นครพนม” 3 วันสองคืนมันก็สนุกสนานกันแบบ “สูงวัย”ก็ผม 60 ยังเป็นน้อง แล้วลองคิดดู 20 กว่าคนที่เดินทาง มีบางท่าน 70 เกินไปแล้วยังมีแถมพกพาเอาร่างที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ไปด้วย เช่นนี้เหนื่อยเหน็ดแต่เริ่มแล้วครับ การวางแผนตั้งแต่แรกที่เห็นชื่อมันคือปัจจัยในความสำเร็จ ทริปเราออกที่สุวรรณภูมิด้วย THAI SMILE แน่นอนครับเครื่องออกแต่มืดแต่ดึกคือต้องโชว์ตัวตี 4 ครึ่งจบเรื่องตั๋วก็ตี 5 นิดๆ รออีกนิดหน่อยเราก็บินโดยใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงเล็กน้อยก็ร่อนลงที่สนามบิน “นครพนม”แต่ที่ต้องชมก็ต้องข้าวกล่องนามว่า “ข้าวผัดปลาสลิด”ที่อร่อยติดลิ้นติดใจผมอยู่ แล้วไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ลิ้มรสอีก

ด้วยนครพนมเป็นอีกหนึ่งจังหวัดของไทยที่ติดกับริมน้ำโขงที่โยงมาแต่โน่นเมืองจีนแล้วยิ่งตอนนี้ตลอดลำน้ำมีเขื่อนดักน้ำเป็นด่านเดื่อน “สมัยก่อนที่มันมีกันแทบทั้งถนน แต่จังหวัดนี้เขาโชคดีที่ท้องแม่น้ำตรงนี้ความลึกอยู่อีกหลายเมตร ทำให้แม่น้ำยังคงเป็นแม่น้ำไม่กลับไปเป็นลำห้วยเหมือนหลายพื้นที่ตลอดลำน้ำโขงที่โยงสองฝั่งไทยลาวเข้าด้วยกัน นครพนมเมืองนี้มีประวัติยาวนานหากยังจำได้ว่ามีภาพอยู่ภาพหนึ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงน้อมพระวรกายไปหาแม่เฒ่าที่มาคอยรับเสด็จ ตั้งแต่ดอกยังสดเป็นเหี่ยวแห้ง แม่เฒ่าท่านนั้นว่ากันว่าเวลานั้นอายุปาเข้าไป 102 ปีแล้ว และหลังจากนั้นอีก 3 ปี แม่เฒ่าก็จากไปด้วยวัย 105 ปี พอดิบพอดีซึ่งเวลานั้นขนาดคนอายุ 60 อย่างครูไก่เกิดมาได้ไม่ดีมากน้อยเอง…ส่วนเรื่องราวของการท่องเที่ยวที่สนุกสนานจะเบิกบานเพียงไร…ติดตามกันคราวหน้าครับ..

ครูไก่