ใจล้วน ๆ

ใจล้วน ๆ

ข่าว ไทเกอร์ วูดส์ ประสบอุบัติเหตุ สร้างความตกใจให้กับแฟนกอล์ฟทั้งโลก หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมถึงเรื่องราวทำนองนี้ จึงเกิดขึ้นกับพ่อเสือไม้อยู่บ่อย ๆ ครั้งนี้ ก็ดูหนักหนาสาหัสกว่าทุกครา แค่รอดมาได้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ส่วนเรื่องจะกลับมาจับไม้กอล์ฟได้อีกขนาดไหน คงต้องรอเวลาเป็นผู้ให้คำตอบกันครับ

เหตุการณ์ทำนองนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ “เบ็น โฮเกน” สุดยอดนักกอล์ฟรุ่นคุณปู่ เมื่อถึง เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเขาจะกลับมาเล่นกอล์ฟได้อีก แต่เพราะกำลังใจที่เข้มแข็ง ทำให้ไม่ใช่เพียงแค่กลับมาเล่นได้เท่านั้น เขายังกลับมาคว้าแชมป์รายการระดับเมเจอร์ได้อีกหลายครั้ง จากวงสวิงที่ได้รับการยกย่องกันว่า ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุด จนกลายเป็นตำนานที่กล่าวขานมาถึงทุกวันนี้ เรื่องราวในอดีตเป็นอย่างไร กระผมขอเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนจาก Smithsonian Magazine มาเล่าสู่กันฟังนะครับ

เมื่อ 72 ปีที่แล้ว เบ็น โฮแกน และ วาเลอรี (ภรรยา) ขับรถออกจากเมืองฟีนิกซ์ไปทางตะวันออกกว่า 1,000 ไมล์ เพื่อเดินทางไป Forth Worth รัฐเท็กซัส การเดินทางยาวนานขนาดนี้ทำให้ วาเลอรี รู้สึกคลื่นไส้ ไม่ค่อยสบายตัว จึงแวะพักที่ El Capitan Motel ใน Van Horn รัฐเท็กซัส (เมืองนี้อยู่ราวกึ่งกลางของการเดินทางพอดี) และในเช้าวันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ 1949 (พ.ศ. 2492) ทั้งคู่ต้องตื่นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น รีบกิน รีบเก็บข้าวของ รีบออกเดินทางด้วยรถคาดิลแลคคันงาม ที่เพียบพร้อมไปด้วยสัมภาระ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีกระเป๋ากอล์ฟคู่ใจรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน เพราะพวกเขายังต้องไปต่อทางตะวันออกอีกร่วม 500 ไมล์ กว่าจะถึงจุดหมาย

เบ็น โฮแกน ณ เวลานั้น อายุ 37 ปี นับว่าขึ้นสู่ความเป็นสุดยอดของนักกอล์ฟแล้ว สามารถชนะทัวร์นาเมนต์ใหญ่ถึงสองรายการในปีเดียวกัน ทั้ง ยูเอส โอเพ่น และ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ จนได้ขึ้นหน้าปกของนิตยสาร Time พร้อมกับพาดหัวไว้ว่า “If you can’t outplay them, outwork them”

โฮแกน เริ่มทำงานหนักมาตั้งแต่จำความได้ เพียงแค่อายุ 9 ขวบ พ่อซึ่งเป็นช่างตีเหล็ก ก็ยิงตัวตาย ทำให้เขาต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น ต้องขายหนังสือพิมพ์ที่สถานีรถไฟ จากนั้นกลายเป็นแคดดี้ที่คันทรีคลับใกล้ ๆ บ้านที่ ฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ถ้าตอนไหนไม่ได้ถือถุงกอล์ฟ เขาก็จะอยู่ที่สนามซ้อมตลอด ตีลูกกอล์ฟจากดินนับร้อยนับพัน จนถึงขนาดมีเลือดออก เพื่อพยายามควบคุมวงสวิงให้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีแรงกดดันเข้ามามากแค่ไหนเขาต้องรับให้ได้ จนเหลือเป็นคนสุดท้ายในสนามทุกวัน

สมัยนั้น แม้แต่นักกอล์ฟมืออาชีพที่ดีที่สุด ก็ยังต้องขับรถเองหลายพันไมล์ในแต่ละปี เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันทั่วประเทศ และไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้ากับไม้กอล์ฟเท่านั้น ยังรวมถึงครอบครัวที่ต้องกระเตงไปด้วยกัน เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ 1949 โฮแกน ขับรถมาแล้วกว่า 3,000 ไมล์ ตั้งแต่เริ่มฤดูกาล และได้คว้าแชมป์มาแล้วสองในสี่ทัวร์นาเมนต์แรกของเขา ขึ้นเป็นผู้นำอันดับทำเงิน ซึ่งน่าจะเป็นปีที่น่าจดจำสำหรับเขา แต่เขาบอกกับไทม์ว่า “It’s the traveling. I want to die an old man, not a young one.” ง่าย ๆ ก็คือ ขอแก่ตายละกัน (เขาเกิด 13 สิงหาคม 1912 เสียชีวิต 25 กรกฎาคม 1997 สิริอายุรวม 85 ปี ก็ถือว่ายาวนานอยู่นะ)

ตอน เบ็น และ วาเลอรี ออกจาก El Capitan แดดก็ยังดีอยู่ แต่หลังจากมุ่งหน้าไปทางตะวันออกตามทางหลวงหมายเลข 80 ซึ่งเป็นถนนสองเลน ไปได้ยังไม่ถึงสิบไมล์ก็เจอกับหมอกหนาทึบ และน้ำแข็งที่เคลือบเป็นฟิล์มบนผิวถนนจนลื่น โฮแกน รับรู้ได้ทันที จึงลดความเร็วลงเหลือเพียง 25 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่หลังจากนั้น เขาก็เห็น “four lights winking at me” นั่นคือไฟหน้าของรถบัสเกรย์ฮาวด์ (บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ของอเมริกา) คันหนึ่งพยายามแซงรถบรรทุก จนเลยเข้ามาในเลนของโฮแกน เขาพยายามจะหักหลบ แต่มองไปเห็นท่อระบายน้ำอยู่ทางขวา (อเมริกา ขับชิดขวา) ก็รู้ทันทีแล้วว่า งานนี้ไม่รอดแน่

รถบัสคันใหญ่พุ่งเสยเข้าหาคาดิลแลคคันงาม ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เบ็น พุ่งตัวเข้าหาภรรยาเพื่อกันตัวเธอไว้ แรงปะทะทำให้ทั้งพวงมาลัยและเครื่องยนต์ ทิ่มทะลุมาถึงเบาะที่ด้านคนขับ ซึงถ้าเขายังอยู่ตรงนั้น ก็คงถูกบดขยี้ไปแล้ว

แรงกระแทก ทำให้ เบ็น สลบไปชั่วครู่ ส่วน วาเลอรี ถึงจะงุนงงกับเหตุการณ์แต่ก็ยังรู้สึกตัว ทั้งสองถูกอัดติดกับแผงหน้าปัด วาเลอรี เริ่มร้องขอความช่วยเหลือ พยายามหาทางออก ส่วน เบ็น ที่พอจะเริ่มรู้สึกตัวก็ส่งเสียงให้รีบหนีออกไป เพราะกลัวว่าจะเกิดไฟไหม้ขึ้นซ้ำอีก คนขับรถที่ผ่านมาได้เข้ามาให้การช่วยเหลือ ดึงตัวพวกเขาออกจากรถ แต่กว่ารถพยาบาลจะมาถึงที่เกิดเหตุ ก็ล่วงเลยไปถึงกว่า 90 นาที และด้วยสัญชาตญาณ เบ็น ก็ยังมิลืมจะเอ่ยปากให้ภรรยา ช่วยดูถุงกอล์ฟให้ด้วยนะ…

ข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของ เบ็น แพร่สะพัดออกไป จนทำให้เพื่อนนักกอล์ฟที่กำลังเล่นโปรแอม ณ เมืองอริโซน่า ถึงกับเลิกเล่นกลางคันเมื่อได้ยินข่าว และหลังจากนั้น เพื่อนของ เบน ถึงได้ยืนยันว่า เขายังมีชีวิตอยู่ แต่อาการก็สาหัสเอาการ คนที่เป็นห่วงก็พากันไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล Hotel Dieu เมือง เอล พาโซ, วาเลอรี ดูปลอดภัยดี มีแค่รอยฟกซ้ำที่ใบหน้าและแผลตามตัวนิดหน่อย ขณะที่ เบ็น ต้องถูกมัดให้นอนติดเตียงโดยมีผ้าก็อซพันไว้ ใบหน้ามีบาดแผลรอยฟกซ้ำ ตาซ้ายบวมจนเกือบปิด แพทย์วินิจฉัยว่า กระดูกไหปลาร้าด้านซ้ายร้าว กระดูกเชิงกรานหักสองท่อน ข้อเท้าหัก และซี่โครงบิ่น

หลังจากจัดการเรื่องกระดูก แพทย์คาดการณ์ว่า เขาจะกลับบ้านได้ในไม่กี่สัปดาห์ และน่าจะหายเป็นปกติได้ภายในเวลาเพียงสองเดือน ซึ่งจะเกิดได้ก็เพราะ “Ben’s fighting heart.” จากใจที่เข้มแข็งของ เบ็น นั่นเอง แต่ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล เขามีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ซึ่งหลังจากนอนบนเตียงได้ 2 สัปดาห์ ลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นที่ขา และเมื่อถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก็พบว่า มีก้อนเลือดก้อนหนึ่งเคลื่อนไปที่ปอด แพทย์ให้การถ่ายเลือดหลายครั้ง จากนั้นทำการผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อรักษา vena cava ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงเลือดจากส่วนล่างของร่างกายไปยังหัวใจ โฮแกน ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดในโรงพยาบาล ไม่สามารถลุกจากเตียงได้ น้ำหนักเขาหายไปถึง 20 ปอนด์ (ช่วงปกติหนัก 137 ปอนด์) ทำให้การจะคืนสู่สนามกอล์ฟนั้น เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้เลยจริง ๆ

ช่วงฤดูร้อน เดือน มีนาคม 1949 โฮแกน พยายามจะฟื้นฟูความแข็งแกร่งให้กลับคืนมา แต่ก็ยังอ่อนแอเกินกว่าจะเหวี่ยงไม้กอล์ฟไหว แม้แต่การเดินเล่นในระยะสั้น ๆ ก็ยังเจ็บ การรักษา vena cava ทำให้เกิดอาการปวดบวม และเหนื่อยล้าเรื้อรัง ซึ่งนั่นจะทำให้รู้สึกแย่ไปตลอดชีวิต แต่เขาก็มุ่งมั่น ต่อสู้อย่างหนักในการกลับมาฟื้นตัว เช่นเดียวกับเรื่องวงสวิงกอล์ฟด้วยเช่นกัน

“มันจะต้องใช้เวลาอีกนาน” เบ็น บอกกับผู้สื่อข่าว “ในใจก็ไม่คิดว่า จะกลับไปเล่นได้ดีเหมือนที่ทำได้แบบเมื่อปีก่อน, เมื่อคุณเคยทำอะไรที่สมบูรณ์แบบมาตลอดชีวิต แล้วจู่ ๆ ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ระบบประสาทถูกทำลาย จนไม่รู้ว่าจะปรับแก้ไขเพื่อเล่นกอล์ฟได้อย่างไร แต่พนันได้เลยว่า ผมจะกลับมาให้ได้”

ในฤดูร้อนปี 1949 ทั้ง Sam Snead, Cary Middlecoff และนักกอล์ฟหนุ่ม Arnold Palmer ต่างแข่งขันกันเพื่อได้พาดหัวข่าว ขณะที่ Hogan ได้แค่เดินเล่นรอบบ้าน แต่เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมที่ไม่ได้ลงเล่นของทีม U.S. Ryder Cup และเดินทางไปอังกฤษเพื่อแข่งขันนัดนี้ ซึ่งเขาสร้างความยินดีให้กับแฟน ๆ ด้วยการลงไปซ้อมพัตต์ นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากเกิดอุบัติเหตุมาแล้วเจ็ดเดือน ถึงขนาดสื่อบอกว่า เขาพิการไปแล้ว แต่เมื่อกลับไปที่อเมริกา โฮแกน ก็เริ่มกลับมาแข็งแรง แล้วเริ่มฝึกฝนได้อีกครั้ง

พอถึงเดือนมิถุนายน ปี 1950 หลังจากเกิดอุบัติเหตุมา 16 เดือน เบ็น ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง และพยายามที่จะทวงตำแหน่งของเขาคืน ในฐานะคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือ US Open ที่ Merion Golf Club ในเพนซิลเวเนีย เขาลงเล่นหลายรายการ ก่อนเข้าสู่ ดิ โอเพ่น พอถึงวันที่สามและวันสุดท้ายของการแข่งขัน เขาต้องต่อสู้อย่างทรหด ท่ามกลางความร้อนระอุ และเสียตำแหน่งผู้นำเมื่อเหลืออีกไม่กี่หลุมสุดท้าย

ที่หลุม 18 โฮแกน ต้องการช็อตปาฏิหาริย์ ด้วยการตีให้ไกลที่สุดจากแฟร์เวย์ เพื่อเก็บพาร์ให้ได้ที่หลุมสุดท้าย ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า เขาเดินโซเซไปยังลูก ดูระยะจากคู่มือ หยิบเหล็ก 1 ซึ่งตียากที่สุดในถุง (ยากขนาดมีเรื่องโจ๊กว่า ถ้าเกิดฟ้าคะนอง ให้ชูเหล็ก 1 ขึ้น แล้วจะรอด เพราะพระเจ้ายังตีไม่โดนเลย 555 … ตลกฝรั่งเขาน่ะ)

โฮแกน ยืนจดลูกบอลอย่างมั่นคง ค่อย ๆ เริ่มแบ็คสวิง ปลดปล่อยพลังส่งบอลลอยออกไป ฝูงชนที่อยู่รายรอบถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อได้ยินเสียงลูกแหวกอากาศ และมองตามลูกบอลที่พุ่งเข้าหาธง โฮแกน เก็บพาร์ได้สำเร็จ กลับไปนอนหลับฝันดี รอแข่งเพลย์ออฟในวันรุ่งขึ้น และเขาเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียว ในสามคนที่สามารถทำอันเดอร์ได้ในการเพลย์ออฟ เก็บชัยชนะยูเอสโอเพ่นได้อย่างง่ายดาย

โฮแกน ได้แจ้งเกิดใหม่อีกครั้งใน และมีอิทธิพลเหนือกีฬากอล์ฟอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยในปี 1953 เขาชนะติดต่อกันถึงสามเมเจอร์รวด จนเรียกกันว่า “Hogan Slam” (เขาไม่ได้เล่นในรายการเมเจอร์ที่สี่ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ เพราะไม่ต้องการเดินมากกว่า 18 หลุมต่อวัน) เพื่อนของเขาหลายคนกล่าว หลังจากอุบัติเหตุ แบบเฉียดตาย ทำให้เขาเป็นคนออกไปข้างนอกมากขึ้น กลายเป็นผู้มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น

วงสวิงหลังอุบัติเหตุของเขา ได้บันทึกไว้ในแผ่นฟิล์ม และใช้เป็นตัวอย่างของการตีลูกและกลไกที่ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบ มีเพียงแต่โฮแกนเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย “ช่วงปี 1948 และปี ’49 เคยดีกว่านี้อีก” เขากล่าวในอีกหลายปีต่อมา…

เป็นไงบ้างครับ กับเรื่องราวของ เบ็น โฮเกน ที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า จะกลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่ หลังเฉียดตาย ซึ่งนักกีฬาระดับโลก ต้องยอมรับกันว่า หัวใจนั้น แกร่งเกินกว่าคนธรรมดาสามัญยิ่งนัก ก็คงจะให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กันอีกครั้งกับ ไทเกอร์ วูดส์ ผู้ซึ่งตกที่นั่งลำบาก ประสบชะตากรรมคล้าย ๆ กัน พวกเราคงต้องคอยเป็นกองเชียร์ ส่งกำลังใจให้เขาไม่ใช่แค่หายดี แต่ยังต้องมีโอกาสได้คืนสนามในเร็ววันนี้ด้วยนะครับ

กองบรรณาธิการ