ทักษะการเรียนรู้ สำคัญกว่าความรู้ จริงหรือไม่?

ทักษะการเรียนรู้ สำคัญกว่าความรู้ จริงหรือไม่?

สวัสดีครับ คุยกับ ดร. อมร ในวันนี้

ผมได้คุยค้างไว้ในฉบับที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องทักษะที่สำคัญในเด็กยุคทศวรรษที่ 21 ทักษะที่ผมอยากจะคุยในวันนี้ก็คือ “ทักษะของการเรียนรู้”

ความรู้มีมากมายมหาศาลบนโลกนี้ เรื่องบางเรื่องก็ล้าสมัย บางเรื่องก็ยังเป็นความรู้ที่อยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

และบางความรู้ก็เป็นความรู้ใหม่ จนไม่สามารถรู้ ได้ บางเรื่องนั้นสำคัญกับเรา ก็ควรที่จะเรียนรู้ เราไม่สามารถจำความรู้นั้นได้ทั้งหมด แต่สามารถหาแหล่งความรู้และเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นได้

ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเด็กยุคทศวรรษที่ 21 นี้ และสำหรับผู้ปกครองของเด็กด้วย

ทักษะการเรียนรู้ มี 3 เรื่องที่สำคัญ

1. “เด็กควรมีความใฝ่รู้” อยากรู้ อยากเห็น มีจินตนาการ อยากที่จะถาม ผู้ปกครอง จำเป็นที่จะต้องให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากมีส่วนร่วม ต้องการศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง ความอยากรู้นั้นจะต้องมากพอที่จะทำให้เด็กคนนั้น หาวิธี หรือกระบวนการเอาชนะความอยากรู้นั้นให้ได้

2. “เด็กต้องไม่รู้สึกอาย หรือแปลกที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้” คนไม่รู้ ไม่ผิด คนไม่รู้ ไม่ใช่คนโง่ บางคนพูดได้ 3 ภาษา ไทย อังกฤษ และจีน ก็ไม่ได้หมายความว่าฉลาด บางคนพูดได้ภาษาเดียว ไม่รู้ภาษาอังกฤษ และจีน ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนโง่  ก็แค่รู้ กับ ไม่รู้ เท่านั้นเอง ถ้าไม่เชื่อ ผมมีข้อพิสูจน์ คนไทย รู้ภาษาไทย แต่ไม่รู้ภาษาพม่า คนไทยก็ไม่ได้โง่ที่ไม่สามารถ พูดภาษาพม่าได้ แต่สามารถเรียนรู้ได้ ถ้ามีความอยากหรือจำเป็นต้องรู้ แค่หาครูพม่ามาสอน ไม่นานก็พูดภาษาพม่าได้ ดังนั้นเราควรสอนเด็กให้เข้าใจความไม่รู้ เป็นกันทุกคนตั้งแต่เกิด เด็กทุกคนเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่มีใครรู้ได้เลยในทุก ๆ เรื่อง ต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ และระยะเวลาที่เหมาะสมก็สามารถรู้ได้

3. “ดีที่สุดคือ เด็กสามารถรู้ได้ว่าตนเองกำลังไม่รู้อะไร และจะทำอย่างไร จึงจะรู้ได้” ตัวอย่างเช่นลูกสาวผมอายุแปดขวบ เล่นกอล์ฟมาแล้ว 2 ปี มาถามผมว่า “พ่อคะ หนูเห็นพี่ ๆ เขาสามารถตีกอล์ฟแล้วลูกกอล์ฟสามารถเลี้ยวได้ทางซ้าย และเลี้ยวไปทางขวาได้ด้วยค่ะ อยากทำให้ได้อย่างพี่เขาจัง แต่หนูไม่รู้วิธีการตีเลยค่ะ พ่อช่วยบอกโปร ให้สอนหนูหน่อยได้ไหมคะ” เห็นไหมครับ จากตัวอย่างนี้ ลูกสาวผม รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร จะทำอย่างไรจึงจะตีได้อย่างพี่ ๆ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะคุย ผมได้พบประสบการณ์จริงของผมเอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกสาวผมได้เลือกเรียนออนไลน์ที่บ้าน แทนการไปเรียนที่โรงเรียน (พ่อแม่กลัวโควิท 19) ผมมีโอกาสนั่งเรียนออนไลน์กับลูกในวันแรกก็ไม่มีอะไร ฟังบ้างดูบ้างลุกขึ้นไปมา ทำงานอย่างอื่นบ้าง ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพราะคิดว่าความรู้เด็กนักเรียนชั้น ประถมปีที่ 2 เรารู้หมดแล้ว (I know) แต่ฟังไปฟังมา มาเจอวิชาพละศึกษา (เป็นวิชาเดียวที่ผมได้ เกรด 4 ตอนเด็ก วิชาอื่นตกหมด) เลยคิดว่าคุณครูที่โรงเรียนจะสอน online อย่างไรในวิชานี้ คุณครู เริ่มต้นด้วยการสอนทักษะการโยนรับส่งลูกเทนนิส โดยโยนรับมือขวามือเดียว 10 ครั้ง และมือซ้าย 10 ครั้ง และ โยนสลับมือขวาซ้ายไปมา 10 ครั้ง ไป โดยคุณครูได้ถ่าย vdo สาธิตเป็นคลิปไว้ ให้นักเรียนสามารถ ดูย้อนหลัง หรือดูซ้ำได้ เสร็จแล้วก็ต้องถ่ายทำ vdo คลิปของลูกสาวผม ส่งกลับไปให้คุณครูดูเช่นกัน เพื่อให้ได้คะแนน อีกวิชาหนึ่งคือ วิชาดนตรี ก็เหมือนกันครับ คุณครูให้ดู คลิปเพลง และสั่งงานให้เด็กไปฝึกร้องเพลง แล้วอัดคลิปส่งคุณครู งานเข้าเลย เมื่อครูบอกว่ามีคะแนน ใครร้องไพเราะจะได้คะแนนดี ลูกผมเป็นนักกีฬา คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเธอร้องเป็นอย่างไร ผมและลูกช่วยกันค้นหาข้อมูล เนื้อเพลง วิธีการร้อง วิธีการถ่ายคลิป และตัดต่อ เพลง จาก Google และ YouTube สรุป ใช้เวลาหลายชั่วโมงมากกว่าจะเสร็จ กว่าจะจำเนื้อร้อง จังหวะ น้ำเสียง อัดคลิปไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง ไหนจะชุดแต่งกาย แต่งหน้า จัดฉากบ้าน จัดแสงไฟ ไมโครโฟน ทำเอาวุ่นวาย ไปทั้งบ้าน อัดคลิปความยาว แค่ 2 นาที

ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ไปกับลูกด้วย เช่นการตัดต่อคลิป การตกแต่งไฟล์ การอัดไฟล์ ส่งไฟล์ ทั้งหมดนี้คือ กระบวนการเรียนรู้วิธีการใหม่เข้ามาจากเดิม คุณครูบอกให้ Download Appใหม่ ๆ เช่น Nearpod Kahoot Homecourt เป็นต้น ผมและลูกต่างสนุกสนาน พ่อแม่ลูก ผมบอกว่าลูกโชคดีมาก สมัยพ่อเด็ก ๆ พ่อเรียนที่โรงเรียน นั่งฟังคุณครูสอน เวลาคุณครูจะลบกระดานดำ ต้องรีบเอามือปิดตา จมูก และปาก เพราะเดี๋ยวฝุ่นผงชอล์กเข้าร่างกายได้ แต่ยุคนี้ โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองและเด็ก จะต้องปรับตัวให้ทันโลก

ผมได้เห็นความน่ารักอย่างหนึ่งที่น่ารักมาก เพื่อนผมและภรรยาทำงานทั้งคู่ จึงให้พ่อแม่ หรือปู่ย่า ช่วยเลี้ยงลูกแทน ตอนไปโรงเรียนช่วงปกติ ก็ไปรับไปส่งเช้าเย็นไม่มีปัญหา แต่พอช่วงโควิท 19 มีปัญหาแล้ว เพราะโรงเรียนให้เด็กต้องเรียน online อยู่บ้าน คุณปู่คุณย่าไม่ค่อยรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือใช้แต่โทรเข้าโทรออกอย่างเดียว เพื่อนผมจึงต้องซื้ออุปกรณ์ IT ใหม่ให้คุณปู่คุณย่าไปใช้ แล้วท่านก็สามารถเรียนรู้ได้ในช่วงระยะเวลาไม่นาน ตอนนี้สนุกไปกับหลาน ๆ ช่วยทำการบ้านด้วย

เห็นไหมครับว่า ความรู้จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่เด็กนักเรียนเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ได้ แต่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เรียนรู้ได้ ผมได้เรียนรู้แอพพลิเคชั่นใหม่ ๆ จากการนั่งเรียนออนไลน์กับลูกอยู่ที่บ้านครับ ผมขอแนะนำแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Home court สนุกมากครับ เป็นแอพที่ช่วยในการออกกำลังกาย เป็นเกมส์ออกกำลังจริง ๆ กระโดด ยกแขน ยกขา แข่งขันกับลูก จำลอง สถานการณ์จริงในสนาม มีประโยชน์ พ่อแม่ลูกสามารถเล่นกันได้ เหงื่อออกเลยครับ

สุดท้าย กระบวนการเรียนรู้นั้นสำคัญกว่าความรู้แน่นอน ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเรียนรู้ และที่ดีกว่านั้น เราได้สอนให้ลูกให้เรียนรู้ อยากรู้ และใฝ่รู้ เขาจะหาวิธีการ หรือกระบวนการนั้น นำมาฝึกฝน แก้ไข เสริมสร้าง จินตนาการ ด้วยการมีความคิดสร้างสรรค์ ของเขาเอง

ดร. อมร นันทวะกุล
Parent Sport Coach