ดูหนังต่อดีกว่า

ดูหนังต่อดีกว่า

บรรยากาศยังอึมครึมแบบนี้ ทั้งสภาพดินฟ้าอากาศและการเมือง ถ้าไม่จำเป็นต้องออกไปไหน ก็อยู่บ้านต่อกันดีกว่าครับ ปลอดภัยทั้งกับชีวิตจากพิษภัยโควิด และยังปลอดภัยกับทรัพย์สิน (ในกระเป๋า) ชวนดูหนังดี ๆ เกี่ยวกับกีฬากอล์ฟอีกสักเรื่อง ครั้งนี้นำเสนอ The Greatest Game Ever Played หนังเมื่อปี 2005 มีชื่อไทยว่า เกมส์ยิ่งใหญ่ ชัยชนะเหนือความฝัน สร้างจากหนังสือ The Greatest Game Ever Played: A True Story เขียนโดย Mark Frost โดยมี บิล แพ็กตัน อดีตดาราเจ้าบทบาท นั่งแทนเป็นผู้กำกับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริง ตามจั่วหัวที่บอกว่า Based On True Story เป็นเรื่องราวย้อนไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913 หรือ พ.ศ. 2456 (เลยร้อยปีเข้าไปแล้ว) ของสุดยอดนักกอล์ฟสมัครเล่น Francis Ouimet (แสดงโดย Shia LaBeout นักแสดงหนุ่มอเมริกัน ที่เรามักจะคุ้นหน้าพระเอกจอมเด๋อด๋าจากเรื่อง Transformers มากกว่า)

ฟรานซิส อุยเมท์ มาจากครอบครัวอพยพ ชาวไอริส และ ฝรั่งเศส – แคนาเดี้ยน พื้นฐานเป็นชนชั้นกรรมมาชีพ เรื่องฐานะไม่ต้องพูดถึง จนแน่นอน แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังหลงใหลในกีฬากอล์ฟ ตั้งแต่อายุแค่เพียง 7 ขวบ เมื่อได้เห็น Harry Vardon ยอดโปรระดับตำนานของอังกฤษ มาสาธิตโชว์ทักษะให้เห็น หลังจากนั้นก็ตกหลุมรักกอล์ฟแบบถอนตัวไม่ขึ้น ฟรานซิส เริ่มต้นเข้าสู่โลกของกอล์ฟ ด้วยการเข้าไปเป็นแค้ดดี้ใน The Country Club สโมสรสุดหรูหรา ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับบ้านของครอบครัว ย่านชานเมือง บรูคไลน์ แมสซาซูเซ็ต และค่อย ๆ ฝึกทักษะการเล่นกอล์ฟในทุกจังหวะโอกาส พร้อมกับสะสมอุปกรณ์กอล์ฟของตัวเองทีละน้อย ๆ จนพอมีให้เล่นได้ พอตกกลางคืนก็ฝึกพัตต์ในห้องที่บ้าน จนในที่สุดก็ชนะ ได้เป็นแชมป์ระดับโรงเรียนของรัฐ

แล้ววันหนึ่งฟ้าก็เปิด (รึเปล่า?) เมื่อ มร.ฮาสติ้ง สมาชิกคนหนึ่งของสโมสร ได้ชักชวนให้ ฟรานซิส ไปเล่นกอล์ฟด้วยกัน ซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้ามของแค้ดดี้อยู่แล้ว แล้ววันนั้นเขาก็ทำผลงานออกมาได้ดี ตี 81ทั้ง ๆ ที่มีหลุดออก 9 ไปหลุม, ด้วยฝีมือ การควบคุมตัวเอง ความสุภาพเรียบร้อย ก็ทำให้เขาได้รับการยอมรับและเป็นที่น่าสนใจอย่างรวดเร็ว

ด้วยการช่วยเหลือของ มร.ฮาสติ้ง และ ผู้สนับสนุน ทำให้ ฟราสซิส มีโอกาสได้เข้าไปเล่นในรายการ U.S. Amateur ในรอบคัดเลือก ขณะที่ผู้เป็นพ่อ ไม่เคยเห็นด้วยกับเกมกีฬานี้ กลับมองว่าเขาน่าจะไปหางานหาการทำจริง ๆ มากกว่า ซึ่งฟรานซิส ก็ต้องการเงิน 50 เหรียญ เพื่อสมัครเข้าแข่งขัน จึงได้สัญญากับพ่อว่า ถ้าคราวนี้ไม่ผ่านการคัดเลือก ก็จะเลิกเล่นกอล์ฟ และตั้งหน้าไปหางานจริง ๆ ทำซะที พ่อถึงยอมควักกระเป๋า ทุ่มเงินก้อนสุดท้ายให้ และในการแข่งขันที่หลุม 18 ก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อฟรานซิส กำลังจะพัตต์ชี้ชะตา เขากลับมองเห็นพ่อที่กำลังจ้องดูอยู่ จนสติแตก พัตต์ไม่ลง ทำให้พลาดการเข้ารอบไปเพียงแค่แต้มเดียว

ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะจากผู้รากมากดี ฟรานซิส หนุ่มน้อยวัย 20 ปี ยอมทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ ด้วยการทำงานในร้านขายเครื่องกีฬา จมปลักอยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย จนกระทั่ง ประธานของ USGA ได้ก้าวเข้ามาที่ร้าน และเชิญเขาไปเล่น U.S. Open เป็นการส่วนตัว โดยได้รับการช่วยเหลืออย่างแยบยลเป็นอย่างดีจากเจ้านาย ทำให้ ฟรานซิส ได้เข้าไปแข่งจนได้ แต่พ่อของเขาได้บอกว่า ถ้าไปแข่ง ก็ต้องออกจากบ้านไปหาที่อยู่เอง หลังจากแข่งขันจบ ซึ่ง ฟรานซิส ก็ยอมรับปาก ขณะที่ฝ่ายแม่ กลับคอยให้การสนับสนุนมาตลอดตั้งแต่เริ่ม และยังช่วยเตือนสติให้พ่อได้รู้ด้วยว่า ฝีมือของลูกขณะนี้นั้น ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถเล่นอยู่ในรายการสำคัญได้

ฟรานซิส เข้าแข่ง 1913 U.S. Open ที่ The Country Club ซึ่งเป็นสนามหน้าบ้านของเขา โดยมี วาร์ดอน แชมป์จากอังกฤษ และ เทด เรย์ อีกทั้ง ยังมีผู้ครองตำแหน่งแชมป์ของรายการ จอห์น แม็คเดอมอท, โดยมี ลอร์ด นอร์ธคลิฟ ตามมาคอยเฝ้าดูการแข่งขันระหว่าง วาร์ดอน กับ เรย์ ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ และเพื่อพิสูจน์ว่าระหว่างอังกฤษกับอเมริกัน ใครจะเหนือกว่ากันในเรื่องกอล์ฟ ขณะที่ ฟราสซิส ได้ตัว เอ็ดดี้ ลอเวอรี่ แค้ดดี้ตัวจิ๋ว อายุเพียง 10 ปี มาเป็นคู่หู โดยยอมโดดเรียน มาร่วมแข่งช่วยถือถุงให้

หลังผ่านไปสองรอบ ทั้ง วาร์ดอน และ เรย์ ได้ขึ้นเป็นผู้นำอย่างไม่มีข้อสงสัย ขณะที่ แม็คเดอมอท ร่วงลงไปแบบไม่ได้ลุ้น ส่วน ฟรานซิส ที่ออกตัวได้อย่างย่ำแย่ พอปรับตัวได้ ก็เริ่มดีขึ้น ทำคะแนนไล่ตีตื้นขึ้นมา จนเสมอกับผู้นำ ทำให้เมื่อจบรอบสุดท้าย มีคะแนนเท่ากันทั้งสามคน ต้องแข่งกันต่ออีก 18 หลุม ในวันรุ่งขึ้น เพื่อตัดสินผลแพ้ชนะ

ในคืนก่อนแข่งเพลย์ออฟ ลอร์ด นอร์ธคลิฟ ได้ทำการเย้ยหยัน ถึงสถานะทางสังคมของ ฟรานซิส กับ วาร์ดอน ว่าเป็นแค่เด็กต่ำต้อย ยังมาไกลถึงเพียงนี้ ซึ่ง วาร์ดอน ก็ได้ตอกกลับไปว่า เขาจะพยายามเอาชนะเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ แล้วถ้า ฟรานซิส จะชนะ ก็เพราะเขามีฝีมือ ไม่ใช่เพราะพื้นฐานทางสังคมว่าเคยเป็นใครมาจากไหน

เมื่อรอบเพลย์ออฟได้เริ่มขึ้น นักกอล์ฟทั้งสามได้ต่อสู้กันอย่างสูสี จนกระทั่ง เรย์ ทำพลาดก่อน หมดหวังจะชนะขณะที่ ฟรานซิส ขึ้นนำ วาร์ดอน  1 แต้ม เมื่อเริ่มเล่นหลุมสุดท้าย แล้ว วาร์ดอน ก็จบหลุม 18 ด้วยพาร์ เปิดโอกาสให้คู่แข่งเพียงแค่ทำพาร์ก็จะชนะแล้ว แต่ ฟรานซิส ก็เกิดอาการสติแตก ตื่นเต้นกับพัตต์สุดท้าย จนแค้ดดี้คู่ใจต้องเข้ามาปลอบและให้กำลังใจ ก่อนจะส่งลูกลงหลุม คว้าแชมป์ U.S. Open ในปี 1913 ได้สำเร็จ

ผู้คนต่างเข้ามาแสดงความยินดี และให้รางวัลกับแชมป์คนใหม่ ด้วยการส่งเงินให้ แต่เขาปฏิเสธไม่รับอย่างเด็ดขาด เพราะจะขัดกับสถานภาพการเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น แต่ก็ยินดีรับไว้ 1 ใบ จากการพ่อของเขาซึ่งตอนนี้ภาคภูมิใจกับลูกชายเป็นอย่างยิ่ง, บนคลับเฮ้าส์ วาร์ดอน ได้เข้ามาแสดงความยินดีกับ แชมป์คนใหม่ เป็นการส่วนตัว และคาดหวังว่า น่าจะได้เล่นกอล์ฟด้วยกันอีกในอนาคต และฉากสุดท้าย ก็ปิดลงที่ ฟรานซิส และ เอ็ดดี้ พากันเดินกลับบ้าน โดยหอบหิ้วถ้วยรางวัลใบโตไปด้วย… แฮ้ปปี้แอนด์ดิ้ง…

ภาพยนตร์สร้างเพื่อความบันเทิงแบบฟิลกู๊ด ไม่เน้นความถูกต้องเป๊ะ ๆ เหมือนสารคดี ทำให้เนื้อหาบางส่วนอาจจะไม่ตรงกับเรื่องจริงนัก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นไปจนถึงไคลแม็กตอนจบ ทั้ง ๆ ที่เรื่องจริง ฟรานซิส อุยเมท์ เหนือกว่าในหนังเยอะ เพราะรอบเพลย์ออฟ เก็บเบอร์ดี้ ที่หลุม 17 ออกพาร์ หลุม 18 ขณะที่ วาร์ดอน เสียดับเบิ้ลโบกี้ ทำให้ ถูกทิ้งห่างถึง 5 แต้ม และทิ้ง เรย์ 6 แต้ม หรือ หลุม 17 ในหนังเป็น ด็อกเลค ขวา ส่วนของจริง ที่สนามบรู้คลิน คันทรี คลับ เป็น ด็อกเลค ซ้าย เอาเถอะน่า ทำให้ดูสนุกยังไงก็ดีกว่าได้ชัยชนะแบบน่าเบื่อเป็นไหน ๆ

ตัวหนังได้เสียงตอบรับคำวิจารณ์ค่อนข้างดี โดยเฉพาะจากแฟนกอล์ฟ แต่ด้านรายได้กลับล้มเหลว เพราะเก็บเงินเข้ากระเป๋าได้แค่ 15.4 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ เรียกว่าพังไม่เป็นท่ากันเลยทีเดียว

ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว แต่ The Greatest Game Ever Played ยังได้การกล่าวขานอยู่เสมอ ว่าเป็นอีกหนึ่งในหนังกีฬาที่สุดยอดมาก ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนดูซ้ำหลายรอบก็ยังไม่เบื่อ เพราะตัวหนังสร้างได้แบบดูเพลิน ๆ ไม่มีบทอิจฉา ริษยา ให้ต้องเครียด เต็มที่ก็แค่ช่วยลุ้นให้พระเอกไปถึงฝั่งฝัน… ลองหามาดูกันนะครับ

กองบรรณาธิการ