จารุวรรณ แสงสุวรรณ

จารุวรรณ แสงสุวรรณ
บริษัท ถาวรมอเตอร์แอร์ แอนด์ ซาวน์ 4 คูณ 4 จำกัด

“อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิต ให้ครอบครัวอยู่ดี กินดี ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านี้เลยค่ะ” คุณติ๊ก (จารุวรรณ แสงสุวรรณ) บอสใหญ่แห่ง ถาวรมอเตอร์ฯ เปิดใจกับเรา เมื่อถามถึงเส้นทางที่มาไกลมากจากจุดเริ่มต้นของชีวิต

ในวัยเด็ก คุณติ๊ก อยู่ที่อำเภอพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เกิดที่นั่น โตที่นั่น “เห็นแม่ลำบากทุกวันค่ะ” เพราะท่านต้องตื่นเที่ยงคืน เพื่อไปซื้อของเตรียมไว้ขาย “แต่เราไม่อยากเป็นแม่ค้า” ด้วยความรักสวยรักงาม เธอจึงพยายามพลิกตัวเองมาเย็บผ้า เผื่อแม่จะให้เลิกอาชีพค้าขาย จะได้มาทำเสื้อผ้า “พยายามทำให้ได้เยอะ ๆ เพื่อแม่จะให้เห็นว่าเราเหนื่อย จะได้ไม่ต้องเรียกให้ลงไปช่วยที่ตลาด แต่สุดท้ายแล้ว ถึงเวลาก็ต้องลงไปช่วยแม่ซื้อของมาขายอยู่ดี” คุณติ๊ก เล่าไปหัวเราะไป

“ไม่เคยได้ใส่ชุดนอนกับเขาเลยค่ะ เพราะเมื่อถึงหน้าเย็บเสื้อผ้า ต้องทำงานจนดึก ราวเที่ยงคืน แม่พาไปตลาด เตรียมซื้อของไว้ขาย เราก็ต้องใส่ชุดเตรียมพร้อมไว้เลย คนสมัยก่อนลงตลาดไม่ได้ดูนาฬิกา อาศัยดูเดือน ฉะนั้นเราไม่รู้หรอกว่าแม่จะมาตอนไหน แหงนมองดูเดือนเป็นที่ตั้ง ใครลงไปก่อนก็ได้เลือกซื้อของดี ๆ เอาไว้ขาย เช่น มันสำปะหลัง มะพร้าว ใบตอง กล้วย ไข่ ไก่ เราเป็นคนกลาง ตื่นเช้ามา คนในเมืองก็มาจ่ายตลาด เราก็มีของดี ๆ ขาย

ยิ่งฤดูอ้อย อยากได้อ้อยสวย ๆ มาขาย ต้องลงตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน ถึงหน้าขายอ้อย ก็ขายอ้อย ถึงหน้าเย็บผ้า ก็เย็บผ้า วนเวียนกันไปแบบนี้”…

“มีพี่น้องทั้งหมด 11 คน, เราเป็นคนที่ 7 ถ้าเรียนทุกคนพ่อแม่ไม่มีเงินส่ง พี่น้องต้องสลับกันเรียน เลยไม่ได้เรียนหนังสือเลย แต่เลือกเรียนรู้ด้วยตัวเอง อยากเขียนหนังสือไทยเป็น จะทำยังไง ก็ต้องมีหนังสือตัวอย่าง มีปากกา แล้วก็หัดจด หัดเขียน อันดับแรกคือบทกลอนที่ประทับใจ และบทเพลงที่ชอบ เพราะมันเคลิบเคลิ้ม ชวนให้อยากเขียน อยากรู้ ทำให้เขียนเป็น อ่านได้, พอยุคเขียนจดหมาย ก็หัดเขียนให้สวยให้ได้ ให้ตรงที่สุด เพี้ยนน้อยที่สุด” คุณติ๊ก เล่าถึงความใฝ่รู้ของคนที่ไม่มีโอกาส แต่มีความตั้งใจ

“อาชีพที่ดีที่สุดคือ ทำเสื้อผ้า กับเสริมสวย ชอบทั้งสองอย่าง ก็ไปช่วยพี่ชาย ทำเสื้อผ้าผู้ชาย เย็บเป็นอย่างเดียว ตัดไม่เป็น จนกระทั่ง รวบรวมเงินได้ 350 บาท ก็ไปขอเรียนหลักสูตรเสื้อผ้าผู้หญิง หลักสูตรเต็ม 700 บาท ไปบอกกับอาจารย์ว่า ขอเรียนครึ่งเดียว (หัวเราะ) เรียนแค่ท่อนล่างก่อน พวกกระโปรง ผ้าถุง ถ้ามีเงินแล้วจะกลับมาเรียนต่อให้จบท่อนบน อาจารย์เห็นความตั้งใจก็สอนให้ ทีละครึ่ง เรียนไป เก็บเงินไป พอมีงาน อาจารย์ก็มาจ้างเราเย็บ พอมีเงินครบ ก็ไปเรียนต่อจนจบหลักสูตร” นี่คือความอุตสาหะของเธอ…

เส้นทางความฝันของเธอกำลังจะเริ่มต้น… “เราอยู่กับเมืองศักดิ์สิทธิ์ กราบไหว้พระธาตุพนม สองนางเทวา ขอพรให้ได้มาอยู่กรุงเทพฯ เมืองศิวิไลซ์ อยากจะเห็นแสงไฟนีออนบ้าง ท่านคงจะรำคาญ (หัวเราะ) เลยทำให้ได้เข้ามาจนได้”

คุณติ๊ก มากรุงเทพฯ แบบไม่ได้เดินพรมแดง ตอนมาก็ไม่ขอที่บ้าน เพราะรู้ดีว่า “ไม่ให้แน่นอน” บอกว่ามาเที่ยว เมื่อปี 2525 ช่วงฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี มากับเพื่อนสิบกว่าคน เพื่อนเที่ยวเสร็จก็กลับ “แต่เราขออยู่ต่อเพื่อทำงาน ด้วยความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มุ่งมั่นแค่ว่า ขอให้ได้ออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน เพราะได้เห็นคนอื่นออกมาทำงานแล้วมีเงินส่งกลับไปให้พ่อแม่ ก็อยากทำแบบนั้นให้ได้ อยากให้พ่อแม่ดีใจบ้าง” แต่ก็ใช่ว่างานที่ทำจะได้ดั่งใจทั้งหมด กลายเป็นว่า ต้องไปสัตหีบเพื่อขายของ ซึ่งเธอไม่ชอบเลย จึงต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ที่กรุงเทพฯ

“สมัยก่อนหนุ่ม ๆ อาจจะมองว่าเป็น แม่ค้า ดูดีไม่เท่า ช่างเย็บผ้า หรือช่างเสริมสวย เราก็อยากดูดีบ้าง ไม่อยากให้ใครมาดูถูก เราต้องพลิกให้ได้ ก็คิดว่าตัวเองสวยนะ (หัวเราะ) มีคนมาชอบก็ไม่สนใจ เพราะคิดว่า ยังไม่ถึงเวลา ขอทำงานก่อน” นี่คือความฝันของช่างเย็บผ้าที่มุ่งมั่น

“กลับมาที่กรุงเทพฯ ก็ได้ทำงานที่สยาม อาศัยว่าทำงานเร็ว เย็บได้วันละ 5-6 ตัว ค่าแรงตัวละ 30 บาท ตอนนั้นก็ดีใจแล้ว แต่คิดแล้วยังไงก็ไม่เหลือไม่รวยแน่ ๆ พยายามบริหารค่าใช้จ่าย กินง่าย อยู่ง่าย พยายามเก็บเงินให้ได้มากที่สุด สังเกตว่าคนกรุงเทพฯ แต่งตัวกันยังไง ไปสำเพ็งซื้อผ้ามาตัดเอง แล้วส่งกลับไปให้พี่สาวขาย ถ้าตั้งใจว่าจะให้เงินแม่สามพัน ก็เอาเงินนี้ไปซื้อผ้ามาตัดเย็บ ซื้อกระเป๋า แล้วส่งไปให้ขาย เงินก็งอกเป็น ห้าพัน” เธอเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ “วันหยุดถ้าไม่มีงานที่สยาม ก็เย็บจักรอยู่กับบ้าน ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย ขอให้ได้เงิน เพราะอยู่บ้านนอก แบกของหนักแทบตาย ได้กำไรแค่นิดหน่อย พอมาตรงนี้ เห็นช่องทางที่ทำเงินได้มากกว่า ยิ่งทำ ยิ่งได้ สนุก ไม่รู้สึกเหนื่อย ทำงานจนลืมความเหงาไปเลย ทำให้ชีวิตอยู่ได้”

คุณติ๊ก ทำงานอยู่จนเจ้าของเลิกกิจการ เมื่อไม่มีที่ไป เธอก็ไปไหว้พระพรหมที่สี่แยกราชประสงค์ ขอให้ได้งานดี ๆ เพราะตั้งใจมาทำงาน… “ท่านให้นะ” เธอเล่าด้วยความศรัทธา “เดินไปสยามจนถึงชั้น 4 เจอร้านพี่ไข่ บูติก ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง จดเบอร์ไว้แล้วโทรไปสมัครงาน “ประสบการณ์เราพอมี เขาก็นัดให้ไปทดลองงาน บอกแผนที่มาแล้วก็ไปตามนั้น ลุยเดี่ยวคนเดียวเลย มานึกย้อนหลังว่า เรากล้าเกินตัวรึเปล่า ถ้าเขาหลอกเรา อะไรจะเกิดขึ้น แต่ด้วยความอยากได้งาน ตอนนั้นไม่คิดเรื่องอื่นเลย”

“งานที่ทดสอบก็ยาก แต่ด้วยไหวพริบ ก็เอาตัวรอดจนผ่านมาได้ หลังจากนั้นก็เริ่มได้งาน อาทิตย์แรกได้ 7-8 พันบาท ทำให้ฝันเลยว่า เดือนนึงต้องไม่ต่ำกว่าหมื่นห้าแน่ ๆ แต่งานที่เข้ามาก็ยากขึ้นไปอีก จนต้องไปขอพระพรหมว่า ขอให้ได้เกินหมื่นห้าด้วยเถอะ แล้วก็ได้จริง ๆ เพราะได้ค่าแรงเป็นตัว ยิ่งทำได้เยอะ ก็ได้เงินเยอะ”

แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความขยัน อดทน… “ร้านเปิด 8 โมง เราไปถึงก่อนแล้ว รอว่าเขาจะสั่งงานอะไร ได้ลงเย็บเป็นคนแรกทุกวัน พักเที่ยง คนอื่นออกไปกินข้าว กินขนม เราก็ไม่ไป หุงข้าวมาจากบ้าน มีไข่ต้ม ไข่ตุ๋น เป็นหลัก รีบกิน รีบกลับไปทำงานต่อ ไม่เคยได้กินอาหารว่าง กลัวเสียเวลาทำเงิน วันไหนที่มีการถามว่า ใครจะอยู่ทำโอที หรือทำงานวันหยุด เราเป็นคนแรกที่ยกมืออาสาตลอด ทำงานเก็บเงินส่งให้พ่อแม่ อยากให้ท่านมีความสุขตามที่ตั้งใจไว้” สายตาแห่งความภาคภูมิใจของคุณติ๊กเป็นประกาย

ทำงานอีกระยะจนรู้สึกว่าอิ่มตัวกับงานด้านเย็บผ้าแล้ว พอดีจังหวะนั้นแต่งงาน ก็ออกมาช่วยสามี แต่ก็ใช่ว่าเรื่องราวก่อนหน้านั้นจะเป็นเรื่องง่าย ๆ… “เฮีย (สามี) เป็นคนบ้านเดียวกันกับเรา เป็นคนสู้ชีวิตเหมือนกัน” แต่กว่าที่พรหมลิขิตจะนำพาให้ทั้งสองวนเวียนกลับมาเจอกันได้ เวลาก็ผ่านไปหลายปี แต่คู่กันแล้วต้องไม่แคล้วกัน…

“เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันค่ะ เขาเคยมาชอบเราตั้งแต่สมัยนั่งขายอ้อยอยู่หน้าพระธาตุพนม แต่เราไม่ได้ชอบเขาแบบนั้น ก็บ่ายเบี่ยงมาเรื่อย ถึงขนาด พูด มึง กู เพื่อพยายามคงสถานะไว้ให้เป็นเพื่อน กลัวเขาจะมาจีบ กันตัวเองสุดฤทธิ์ แต่สุดท้ายแล้ว ชีวิตก็มาบรรจบกันจนได้” คุณติ๊ก เล่าถึงความเหลือเชื่อในชีวิตอีกเรื่อง

“เขาไปทำงานต่างประเทศ เขียนจดหมายมาหากี่ฉบับ ก็ไม่เคยตอบ จนพ่อมาป่วย ช่วงนั้นต้องรักษาพ่อกันเต็มที่ จิตใจก็ไม่พร้อมจะทำงาน มาเห็นใจกันก็ตอนนั้น” นั่นคือการได้ตอบจดหมายเป็นครั้งแรกในช่วงวิกฤติของชีวิต… “เฮียบอกว่า ถ้าเธอแต่งกับฉัน จะไม่ให้ทำอะไรเลย ปรากฏว่า ต้องทำทุกอย่างเลย (หัวเราะ) เพราะเราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้”

“เราเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เข้ามาช่วยดูกิจการ สามีดูเรื่องไดนาโม ซ่อมรถ, น้องชายดูเรื่องแอร์ ส่วนเราดูแผนกประดับยนต์ อาศัยความเป็นผู้หญิง ชอบสวย ๆ งาม ๆ ก็สั่งฟิล์ม เครื่องเสียง กันขโมย ลูกค้าอยากได้อะไรก็สั่งให้หาให้ เพราะเรื่องค้าขายเราเป็นอยู่แล้ว รายได้ของการทำงานด้านรถยนต์ กับเสื้อผ้า มันแตกต่างกันมาก ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำอีก ก็ปรับตัวไม่ยาก เพราะเป็นการค้าขายเหมือนกัน เรามองเห็นว่า ถ้าไม่ลงมาช่วย ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันสูง ขายของไปก็ยังดูลูกไปด้วยได้ แต่ถ้าเย็บผ้าทั้งวัน รายได้ยังไม่เท่ากับของหายชิ้นเดียวเลย ตอนหลังก็ยกกิจการตัดเย็บให้น้องสาวไป”

เมื่อถามถึงความสำเร็จ… “ไม่รู้เลยว่าประสบความสำเร็จตอนไหน มันมาทีละนิด ๆ เหมือนกับทรายที่ค่อย ๆ ไหลมารวมกัน กิจการเราก็ขยายไปเรื่อย ๆ แบบไม่รู้ตัวเหมือนกัน จากประดับยนต์ ก็ขยับไปเป็นอย่างอื่นด้วย และหน้าร้านก็เพิ่มจนเป็นสี่ห้อง ตอนนั้นมีความสุขมาก คิดว่าพอแล้ว งานก็เยอะ ขณะที่ในหัวก็คิดไปตลอด ช่างก็มี ผู้ช่วยก็มี เราจะทำงานอะไรเพิ่มดี จังหวะนั้นแท็กซี่มิเตอร์เปิดเสรี ก็ออกรถมาให้เช่า จากไม่กี่คันก็เพิ่มจนเป็นหลายสิบคัน เสียเราก็ซ่อมเอง ซื้อมาก็จ้างติดแก๊ส ทำสี พอวันนึงเบื่อ ก็ยกให้คนขับไปผ่อนต่อ ระหว่างนั้นเราก็สะสมประสบการณ์อีกหลายเรื่อง อย่างเช่นการติดตั้งแก๊ส ช่วงบูมนี่ทำกันไม่ทันเลย แต่พอผ่านช่วงนั้นไป ช่างก็ว่างงาน แต่สไตล์ของเราคือ ลูกน้องมาถึงต้องมีงานไว้รอ จึงเริ่มลงทุนทำแท็กซี่”

“แรก ๆ ขายได้น้อยมาก จนกระทั่งน้ำท่วมใหญ่ ต้องขนรถไปไว้สาขาเลียบด่วน แล้วเขียนติดไว้ว่า ดาวน์ 4 หมื่น แค่นั้นแหล่ะ แทบไม่ได้นั่งเลย รถในโครงการ เอสเอ็มอี ทั้งหมดราวหกร้อยคัน เราขายได้ร่วมสี่ร้อยคัน ยอดขายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย เพราะเราขายแบบกองโจร เหนื่อยไม่เป็น ลูกค้าแท็กซี่ เขาทำงานกันตลอด โทรมาเราตอนไหนก็รับสาย”

“เฮียบอกว่า กำไรนิดเดียว ทำไมต้องทุ่มเทขนาดนั้น, เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะกำไรเยอะ ขอให้ได้เรียนรู้ก่อน ได้ส่วนลดมา ก็ลดให้ลูกค้าต่อ เราได้เรื่องของการติดตั้ง ตกแต่ง มีงานให้ลูกน้องทำ มองเห็นว่า โอกาสข้างหน้าเป็นของเราอยู่แล้ว ถึงคันแรกจะได้น้อย แต่คันต่อ ๆ ไปก็ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากการเป็นเจ้าใหญ่ ใคร ๆ ก็วิ่งมาหา ให้ส่วนลดเพิ่ม ในสมองจึงคิดไว้เลยว่า เราต้องเป็นเจ้าใหญ่ไว้ก่อน เพราะซื้อเยอะ ต้นทุนก็จะต่ำลง และการทำธุรกิจอย่าคิดว่านิดหน่อยจะไม่ทำ ต้องเอาไว้ก่อน เพื่อปูทางไว้สำหรับกิจการที่ใหญ่ขึ้น”

ถึงแม้จะไม่ได้เรียน แต่ประสบการณ์ก็ช่วยสอนให้ทำธุรกิจได้ บางครั้งลูก ๆ ก็มาปรึกษา “เราก็มีมุมมองที่แปลก ๆ ที่เขาเองก็คิดไม่ถึง รุ่นลูกอยากทำอะไร หน้าที่ของเราคือสนับสนุน เด็กรุ่นใหม่เขารอบรู้เทคโนโลยีกว่าเรา อย่างการนำสินค้าบางอย่างที่ขายได้ยาก มาขายออนไลน์ให้กับผู้ที่ต้องการ ก็กลายเป็นขายดีไปอีก ลูก ๆ ก็เริ่มทำระบบการขายออนไลน์ให้ เราก็เลยไม่กลัว เพราะสินค้าพร้อมขายก่อนถึงจะนำเสนอ ไม่งั้นจะเสียเครดิต”

ส่วนการพักผ่อนนั้น… “ตั้งแต่เปิดร้านมา ทำงานกันไม่เคยหยุด ทำจนเราสามารถรู้ได้ว่า แอร์ไม่เย็นเป็นเพราะอะไร แบตเตอรี่ ไดนาโม อาการแบบนี้เป็นเพราะอะไร เพราะอะไรที่เราเอาใจใส่ก็จะรู้ อะไรที่ไม่เป็นก็เรียกลูกน้อง ก่อนหน้านี้ ทำงานจนถึงนาทีสุดท้าย ห่วงงาน กลัวว่าถ้าเราไม่อยู่ ลูกค้าเข้ามาแล้วจะหลุด กลัวว่าลูกน้องจะคุยแล้วไม่จบ ลูกค้าต้องเจอเรา ไม่เห็นแล้วจะไม่ทำ นโยบายเราคือ ซื่อสัตย์กับลูกค้า จริงใจกับลูกค้า ทันให้ก็ให้ บางอย่างก็ทำให้ฟรี ๆ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ทำให้เต็มที่ เราก็ต้องเรียนรู้ในการค้าขายว่า ถึงวันก็ต้องเปลี่ยน ถึงวันต้องสร้างคนขึ้นมาแทนให้ได้ โดยวิธีการหางานให้เขาทำ เราคอยดูยอดขาย มีการแบ่งผลประโยชน์ให้ เป็นกำลังใจให้ในการทำงาน”

ถ้าจะได้หยุดคือต้องไปเที่ยวไปต่างประเทศ… “เพราะไม่งั้นก็ไม่ได้หยุดจริง ๆ ค่ะ มาเริ่มมีวันหยุดก็เมื่อให้สัญญากับสามีไว้ว่า ถ้าทำบ้านเสร็จจะหยุดทุกวันอาทิตย์ ลูกน้องก็พากันดีใจ เพราะตลอดยี่สิบกว่าปี ไม่เคยมีวันหยุดเลย จนไม่ได้ดูแลตัวเอง พอหลัง ๆ มานี่ เริ่มมีอาการต่าง ๆ เข้ามาจุกจิก ก็หันมาออกกำลังกาย ไปวิ่ง ไปแอโรบิค แล้วก็มาเล่นโยคะ สัปดาห์ละ 5 วัน ก็เห็นผลในเรื่อง คอ บ่า ไหล่ ส่วนเฮีย เขาตรงเวลาในเรื่องการออกกำลังกายอยู่แล้ว”

“ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย” แต่เธออาจจะมาให้ช่วงถูกที่ ถูกเวลา “ก็ต้องใช้โอกาสตรงนั้นให้ได้ ไม่เคยคิดว่า ความเหนื่อยเป็นแบบไหน สอนลูกเสมอว่า อย่ากลัวอะไรนะ บางทีลูก ๆ เห็นจิ้งจก แมงสาบ เขาร้องจนเราใจสั่น คิดว่าเป็นอะไร พอรู้ความจริงก็สอนลูกว่า เกิดมา ไม่ให้กลัวอะไร เสือ ผี แม้กระทั่งตาย ไม่ต้องไปกลัว ให้กลัวอย่างเดียวเลย คือ จน เพราะความจนน่ากลัวที่สุด แต่ก็ทำให้มีแรงผลักดัน เราอยู่ในเหตุการณ์แบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก เลยอยากให้ลูก ๆ ประสบความสำเร็จ แต่ไม่อยากให้เหนื่อยเหมือนเรา”

“คนยิ่งมีฐานะ คงต้องยิ่งคิดหนัก แต่ต้องรู้จัก ปล่อยให้ได้ วางให้เป็น เมื่ออายุมากต้องรู้จักพักผ่อนกันบ้าง สังสรรค์กันเบา ๆ ครอบครัวก็ต้องเหนียวแน่น ลูก หลาน ต้องนัดเจอกันบ่อย ๆ เพราะความสุขในครอบครัว คือความสุขที่แท้จริงและสุขที่สุดแล้วค่ะ”