พระราชวังบางปะอิน

พระราชวังบางปะอิน

การเดินทางท่องเที่ยว ถือว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่า ถึงแม้ว่าปัจจุบันข้อมูลต่าง ๆ ภาพถ่าย อาจจะค้นหาได้ในโลกเสมือน แต่นั่นก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความรู้สึกที่เทียบกันไม่ได้เลยกับการได้ไปสัมผัส สถานที่จริง บรรยากาศจริง การเดินทางท่องเที่ยว จึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นของการใช้ชีวิตให้ครบด้านเสมอมา ถึงแม้บางช่วงอาจจะไม่สะดวก หรือยังมิอาจจะทำได้ ก็เพียงแค่รอเวลาที่เหมาะสม แล้วเราจะออกไปท่องโลกกว้างกัน

ครั้งนี้ เราได้ไปเยี่ยมชม พระราชวังบางปะอิน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ คู่ชาติ คู่บ้านเมืองของไทย ซึ่งก่อนออกเดินทางนั้น ความคาดหวังของเรามีเพียงแค่ การได้ไปพักผ่อนในที่โล่ง ๆ ได้เดินดูสิ่งปลูกสร้าง สวย ๆ งาม ๆ แต่เมื่อไปถึง กลับพบว่า สิ่งที่เราได้มาสัมผัสนั้น ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย ยิ่งเมื่อได้รับรู้ประวัติศาสตร์ของที่นี่ ก็ทำให้ตระหนักว่า การท่องเที่ยว ให้อะไรมากกว่าแค่การเดินทาง หรือพักผ่อนหย่อนใจ เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ บรรพชนรุ่นก่อนได้สร้าง ได้สะสม ได้อนุรักษ์ ใช้ความเพียรพยายาม จนมีภาพตระการตาให้พวกเราได้ชื่นชม

พระราชวังบางปะอิน เป็นพระราชวังในสมัยก่อนของ พระนครศรีอยุธยา เมื่อครั้งยังเป็นเมืองหลวง ตามตำนานเล่าว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เสด็จผ่านมาทางนี้แล้วเกิดเหตุเรือล่ม พระองค์ว่ายขึ้นฝั่งที่เกาะบ้านเลน จนได้พบกับสาวงามชื่อว่า นางอิน ซึ่งได้เข้ามาดูแลรับใช้ จนเมื่อเสด็จกลับ ก็นำนางอินเข้าไปเป็นสนมในวังด้วย จนมีพระโอรสด้วยกัน คือพระเจ้าปราสาททอง และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ ก็ได้รำลึกถึงถิ่นกำเนิดของพระราชมารดา (บางก็กล่าวว่า พระเจ้าปราสาททอง ประสูตรที่นี่ด้วย) จึงมาสร้าง วัดชุมพลนิกายราม และ พระตำหนักไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ซึ่งได้กลายเป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งเสียกรุง ก็ถูกทิ้งให้รกร้าง จนเมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) จึงได้เริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ก็ทรงก่อสร้างพระที่นั่ง อาคารต่าง ๆ เพิ่มเติม ตามที่ปรากฎในปัจจุบัน

ในเขตพระราชวัง มีส่วนสำคัญต่าง ๆ ให้ชมอยู่มากมาย ล้วนแล้วแต่มีความวิจิตร สวยงาม ไม่แพ้ที่ใด ๆ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเรื่องราวล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจจะทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการชื่นชมและซึมซับความรู้สึกอันล้ำลึกเช่นนี้ มาเริ่มเดินชมกันเลยครับ…

พอผ่านประตูทางเข้าหลัก เดินเข้าไปด้านใน ก็จะพบ เหมมณเฑียรเทวราช หรือ ศาลพระเจ้าปราสาททอง ตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ ข้างสระน้ำทางด้านซ้ายมือ รูปทรงคล้ายพระปรางค์ขอม ร.5 ทรงโปรดให้สร้างเมื่อปี 2423 เพื่ออุทิศให้กับพระเจ้าปราสาททอง ส่วนฝั่งตรงข้ามก็คือ สภาคารราชประยูร อาคารสองชั้น เคยใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้าและข้าราชบริพาร ปัจจุบันใช้เป็นอาคารแสดงสิ่งของต่าง ๆ ที่มีผู้ทูลเกล้าถวาย เปิดให้เข้าชม แต่ห้ามถ่ายภาพด้านใน

ถัดเข้ามาด้านใน ที่กลางสระใหญ่จะเห็น พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ สัญลักษณ์สำคัญของพระราชวังบางปะอิน แลนด์มาร์คที่ผู้คนจำกันได้มากที่สุด เป็นปราสาทจตุรมุขกลางน้ำ ร.5 ทรงให้จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ พระบรมมหาราชวัง ในพระที่นั่งฯ ประดิษฐาน รูปหล่อพระองค์ท่านให้เห็นเด่นสง่า

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน เป็นพระที่นั่งตึกชั้นเดียว มองครั้งแรกก็นึกถึงกลิ่นอายของอาคารสมัยโรมันโบราณ ใช้เป็นที่ประทับและท้องพระโรงเสด็จว่าราชการ ภายในมีห้องโถงรับรองและห้องทรงพระสำราญ แต่เดิมเคยมีสองชั้นก่อนดัดแปลงเหลือเพียงชั้นเดียว ด้านในจัดแสดงภาพเขียนสีน้ำมัน พระราชพงศาวดารประกอบโคลงบรรยาย ภาพเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ภาพจากวรรณคดี เปิดให้เข้าชม แต่ห้ามถ่ายภาพ และต้องแต่งกายสุภาพ

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เป็นพระที่นั่งสไตล์ชาเล่ต์สวิสเซอร์แลนด์ ภายในตกแต่งแบบยุโรปด้วยเครื่องเรือนแบบฝรั่งเศส สมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ใช้เป็นที่ประทับของ ร.5 เมื่อปี 2481 เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้จนเสียหายเกือบทั้งหมด กระทั่งปี พ.ศ. 2537 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระที่นั่งแห่งนี้ขึ้นใหม่ ปัจจุบันไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมด้านใน แต่แค่เดินชมความงามด้านนอกในวันอากาศเย็น ๆ ก็บอกได้เลยว่า ไม่ต่างจากได้ทัวร์ยุโรปเลย

หอวิฑูรทัศนา หอสูง ยอดเป็นโดมมน ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ ร.5 ทรงสร้างเพื่อใช้ส่องกล้องชมภูมิทัศน์ และดูดาว เป็นจุดสังเกตที่โดดเด่น เพราะมีความสูงที่สุดในอาณาบริเวณ เห็นแล้วก็อยากขึ้นไปชมทิวทัศน์จากด้านบนสักครั้ง คงจะได้มุมมองที่ประทับใจอย่างแน่นอน

พระที่นั่งเวหาศจำรูญ สร้างถวาย ร.5 โดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2432 มีชื่อภาษาจีนว่า “เทียนเม่งเต้ย” เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนที่มีความปราณีตสวยงามไม่แพ้ต้นตำรับเลยก็ว่าได้ และในพื้นที่ติดต่อกันก็ยังมีหมู่อาคารทรงศิลปะจีนสวย ๆ หลายหลังให้ถ่ายรูปได้อย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล

ประตูเทวราชครรไล ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์รถม้าพระที่นั่ง รถม้ามีเริ่มมีใช้กันตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ และเริ่มมีแพร่หลายในสมัย ร.5 หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับมาจากการประพาสยุโรป ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ได้โปรดเกล้าให้จัดตั้งกรมพระอัศวราชขึ้น ให้มีหน้าที่จัดหารถม้าและม้าเพื่อใช้ในราชการ รวมถึงการดูแลและบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้

ถ้าหากมีเวลาพอ อาจจะได้เดินลึกเข้าไปจนถึงพระตำหนักฝ่ายใน ซึ่งเป็นหมู่อาคารแบบตะวันตก และมีอนุสาวรีย์ ซึ่ง ร. 5 ทรงให้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุคคลสำคัญต่าง ๆ ให้เราได้ศึกษาอีกพอสมควร และถ้าหากเผื่อเวลาได้ ก็ควรข้ามไปวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ซึ่งมีความงดงามแปลกตาอีกหนึ่งอันซีนประเทศไทย ไว้โอกาสหน้าจะพาชมไปแน่นอนครับ.

พระราชวังบางปะอิน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 08.00–17.00 น. (เปิดจำหน่ายบัตร 08.00–15.30 น.) อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก นักเรียน นิสิตนักศึกษา (ในเครื่องแบบ ต้องมีบัตรประจำตัวนักศึกษา) 20 บาท พระภิกษุ สามเณร ไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างชาติ 100 บาท โดยต้องแต่งตัวสุภาพทั้งชายและหญิง ห้ามสวมเสื้อแขนกุด กางเกงกระโปรงสั้นกว่าหัวเข่าหรือดูไม่สุภาพ ห้ามสวมกางเกงรัดรูป (เลกกิ้ง) ห้ามสวมรองเท้าเปิดส้นที่ไม่มีสายรัดข้อเท้า สามารถใส่กางเกงยีนได้แต่ห้ามมีรอยขาด หากแต่งกายไม่ถูกตามระเบียบจะต้องสวมผ้าคลุม ผ้าถุง หรือเสื้อคลุม ซึ่งทางพระราชวังจัดเตรียมไว้ให้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพระราชวังบางปะอิน โทร. 035 261 044, 035 261549, 035 261673