มาดูหนังกอล์ฟกันเถอะ

มาดูหนังกอล์ฟกันเถอะ

ช่วงนี้พวกเรากลับมา อยู่บ้านเพื่อชาติ กันอีกรอบครับ ถึงแม้จะไม่มีการบังคับเป็นกฎระเบียบชัดเจน  แต่เพื่อความปลอดภัย ทั้งเราและเขา รวมไปถึงสังคม กิจกรรมอะไรที่หลีกเลี่ยงการรวมตัวได้ ทำเถอะครับ ถึงจะอึดอัดบ้าง รู้สึกโหยหาที่โล่ง ๆ ลมโชยกระแทกลำตัว ได้กลิ่นเหม็นเขียวจาง ๆ ยามเมื่อลงเหล็กได้เต็ม ๆ แล้วขุดเจาะลงไปตัดต้นหญ้าสายพันธุ์เริ่ส ๆ ขาดทะลุไปจนถึงชั้นทราย ลูกลอยโด่งไปได้ไกลตามใจหวัง… แหม… คิดแล้วเปรี้ยวปากจริง ๆ 

เกริ่นมาซะแบบนี้ หลายท่านอาจจะคิดถึงกอล์ฟกันบ้างแล้ว ครั้งนี้จึงใคร่ขอแนะนำ ภาพยนต์ที่เกี่ยวกับ กีฬากอล์ฟ โดยตรง แบบชนิดที่กล่าวได้ว่า เนื้อหาหลักของเรื่องมีกอล์ฟเป็นแกนนำ มิใช่แค่ถูกใช้ประกอบฉากแบบผ่านตาแว้บไปแว้บมา ซึ่งมีเรื่องดี ๆ อยู่พอสมควร ก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า มิใช่จะนำมาวิพากษ์แบบผู้เชี่ยวชาญ แค่ขอแนะนำแบบคนรักกอล์ฟชอบเล่นกอล์ฟ ให้ดูกันพอเพลิน ๆ ดูแล้วชอบ สนุก ก็มาบอกต่อครับ

เร่ิมจากเรื่องนี้ก่อนเลยครับ 

Tin Cup (1996) 

เป็นเรื่องราวของ รอย แม็คอะวอย (เควิน คอสเนอร์) อดีตโปรเก่าที่เก่งระดับอัจฉริยะ แต่เจ้าตัวดันไม่อยากได้ไม่อยากดี แถมวัน ๆ ยังจิบแต่ของมึนเมา อยู่เฝ้าสนามไดร์ฟ ที่อยู่แถว เวสต์ เท็กซัส จนได้รับฉายาว่า “Tin Cup” โดยมีแค้ดดี้คู่ซี้ โรมิโอ โพซ่า (ชีส มาริน) คอยดูแลกัน และพยายามเชียร์บ้าง ประชดประชันบ้าง ให้พระเอกกลับเข้าสู่สังเวียนเสมอ แต่ก็ไม่เคยได้ผลสักครั้ง

แล้ววันดีคืนดี สวรรค์ก็ส่งให้นางฟ้า อย่าง ดร.มอลลี่ จิตแพทย์แสนสวย (เรเน่ รัสโซ่) ให้หลงมาเป็นลูกศิษย์ เรื่องก็น่าจะไปได้สวย แต่ดันกลายเป็นว่า เธอเป็นแฟนของ เดวิด ซิมสัน (ดอน จอห์นสัน) โปรคนดังในระดับแถวหน้า ไม้เบื่อไม้เมา กับพระเอกของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของความสนุกของเรื่อง ยิ่งเอามารวมกับเนื้อเรื่องฟิน ๆ เรียกรอยยิ้ม สลับมุขฮา ๆ ได้เป็นช่วง ๆ ทำให้หนังโกยรายได้ไปเยอะมากในยุคนั้น (ทุน 45 ล. $ กวาดไป 75.8 ล. $) กำกับโดย รอน เชลตัน

รอย แม็คอะวอย หนุ่มใหญ่ที่มีทั้งโลกส่วนตัวสูง อีโก้สูง มุทะลุดุดัน ใครพูดผิดหูเป็นยอมไม่ได้ จนชีวิตบรรลัยมาหลายรอบ แต่ในใจลึก ๆ กลับไม่มีความมั่นใจ อ่อนไหวในบางเรื่อง จนชีวิตต้องตกต่ำ แล้วแบบนี้เขาจะทำอย่างไรเพื่อพิชิตใจ ดร.มอลลี่ แล้วจะต้องสู้แบบไหนถึงจะคว่ำ เดวิด ซิม คู่ปรับตัวแสบ เพื่อจะได้กลับมามีที่ยืนในวงการกอล์ฟ โดยมีพลังความห่วงใจจากเพื่อน ๆ ที่ขนมาให้อย่างสุดตัว พล็อตเรื่องน่าสนุกแบบนี้ เรามาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ ว่าพระเอกจะไปถึงฝั่งฝันกันได้แบบไหนดีกว่าครับ…

Tin Cup นำแสดงโดย เควิน คอสเนอร์ ซูเปอร์สตาร์ที่ได้รับบทเกี่ยวกับกีฬาอยู่หลายครั้ง แถมยังทำได้ดีทุกประเภทซะด้วย จนได้รับฉายาว่า The King of the Sports Movie ดูเรื่องนี้แล้วอินไปกับมาดโปรกอล์ฟของพี่แกซะจริง ๆ เคยอ่านเบื้องหลังมาว่า ก่อนหน้าที่จะรับบทนักกอล์ฟอาชีพจากเท็กซัส เควิน ไม่เคยเล่นกอล์ฟมาก่อน จึงต้องอาศัยการติวเข้มจาก แกรี่ แม็คคอร์ด โปรตัวจริงจาก PGA ที่ลงแข่งกว่าสี่ร้อยรายการ แต่ไม่เคยคว้าถ้วยใหญ่ได้เลย ผลงานดีที่สุดก็คือรองแชมป์ ทั้ง ๆ ที่ฝีมือก็เข้าขั้นสุดยอด โดยเฉพาะในเรื่องลูกสั้น นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขาเข้าใจบทบาทของพระเอก ที่เป็นคนเก่ง แต่ไม่ได้ขึ้นแท่นซะทีได้อย่างลึกซึ้ง ว่ากันว่า Tin Cup ตัวจริงคือคนนี้เลย

ผลจากการทำการบ้านอย่างหนัก ทำให้ เควิน คอสเนอร์ มีทักษะนักกอล์ฟที่สวมบทบาท รอย แม็คอะวอย ได้อย่างไม่เคอะเขิน คนเล่นกอล์ฟจะรู้กันดีว่า ถ้าตีไม่เป็น จู่ ๆ ให้มาจับ แล้วแอ็คท่าถ่ายทำแบบหลอก ๆ ยังไงก็จับผิดจนได้ แต่เรื่องนี้พี่แกเนียนจริง แถมวงที่ใช้ในเรื่อง พอเจาะลึกเบื้องหลังแล้ว พบว่าทีมงานทำการบ้านมาดีมาก เพราะวงของพระเอกไม่ใช่แค่ตีได้ตีโดน แต่ยังเป็นสวิงแบบเท็กซัสสไตล์ วิถีลูกจะต้องพุ่งต่ำหลบลมไม่ลอยโด่ง ซึ่งเป็นวิธีเล่นที่ต้องฝึกกันจริงในย่านนั้นด้วย วงสวิงของเท็กซัสจึงแปลกตา ไม่เหมือนใคร (ตอนดูครั้งแรกที่ยังไม่อ่านเบื้องหลัง นึกว่าพระเอกวงไม่สวย แต่ทำไมปล่อยออกหนังออกมาได้วะ 555)

เรื่องสนุก ๆ เกี่ยวกับกอล์ฟหลาย ๆ ฉาก ส่วนใหญ่นำมาจากเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับ แกรี่ แม็คคอร์ด (โปร PGA ผู้สอนคิวกอล์ฟ) มาแล้ว เช่น ฉากที่เดิมพันกันว่า ใครสามารถจะทำให้นกกระสาที่เกาะอยู่บนเสาไม้ในเลค บินหนีไปด้วยการตีกอล์ฟจากกลางคลับเฮ้าส์ทะลุประตูออกไป ไอเดียก็มาจาก แกรี่ ที่เคยทำมาแล้วในชีวิตจริง หรือไฮไลท์ฉากจบของเรื่อง ที่ถือว่าเป็นการกระชากอารมณ์คนดูแบบ สุด ๆ (ต้องดูเองครับ บอกใบ้นิดนึงว่า คนจะแจ้งเกิด เจ๊งยังไงก็ยังเกิด 555) ก็เป็นไอเดียของอีตา แกรี่ อีกนี่แหล่ะ แหม…ชอบแต่เล่นช็อตมหัศจรรย์ ตีแผลง ๆ เยอะไปหน่อย จนไม่ได้คว้าถ้วยเลยนะพ่อ 555

ในเรื่องมีช่วงที่พระเอกจำเป็นจะต้องผ่านการรอบคัดตัวเพื่อไปแข่ง U.S. Open แต่ดันใช้อารมณ์มากไปหน่อย เลยพังอุปกรณ์ทิ้งมั่ง ตีเสียหายมั่ง ทำให้ในที่สุด 9 หลุมสุดท้าย เหลือแค่เพียงเหล็ก 7 ชิ้นเดียว ซึ่งเนื้อหาตรงนี้ ถ้าดูให้ลึกซึ้งก็จะได้คำตอบราวกับว่า กระบี่อยู่ที่ใจ เพราะตอนขาดสติ ไม่ว่าจะใช้อาวุธอะไร ดีแค่ไหน ก็ไร้ประโยชน์ แต่เมื่อมีสติ มีความมุ่งมั่น ถึงจะมีเหลือแค่เหล็ก 7 แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาผ่านการตัดตัวได้อย่างสบาย

ฉากใหญ่ปิดท้าย U.S. Open ต้องบอกเลยว่า พอปล่อยใจไหลไปเพลิน ๆ นึกว่าดูการถ่ายทอดสดของจริง ๆ เพราะฉากดูอลังการแบบของแท้ หนังสร้างในสมัยที่ยังไม่มีการแต่งแต้มด้วยกราฟิคมากมายเหมือนปัจจุบัน นักกอล์ฟที่ลงแข่งตามบท ก็เชิญตัวจริงเสียงจริงที่กำลังดังในยุคนั้นนับสิบ มาให้เกียรติร่วมซีนแบบคืนกำไรคนดู เช่น ฟิล มิคเคลสัน ยังละอ่อนหน้าใสกิ๊งอยู่เลย แต่ถ้าให้เด็กยุคนี้ดู อาจจะไม่รู้จักบางท่านไปแล้ว เช่น เคร็ก สเตเลอร์, จอนห์ คุก, จอห์นนี่ มิลเลอร์, ลี เจนเซ่น, คอรี่ เพวิน, เฟร็ด คัพเพิล, ปีเตอร์ เจคอบเซ่น ฯลฯ ส่วนตัวประกอบที่สำคัญ ๆ อย่างเจ้าหน้าที่ ผู้บรรยาย ก็เชิญตัวจริงมาร่วมงานกันครบสูตร

ที่เห็นในจอ คือของจริงแทบทั้งนั้น เพราะโปรมืออาชีพ ก็แค่เล่นไปตามฝีมือ  อย่างฉากที่ ลี เทรวิโน ลากยาวหลายสิบฟุตลง นั่นคือของจริง (ลี บอกว่า แอบมีเทคบ้างนิดหน่อย 555) แล้วลูกที่พระเอกตี พี่เควิน ก็ตีเองล้วน เต็มที่ก็แค่เทกจนกว่าจะได้ช็อตที่พอใจ แต่นั่นก็หมายถึง การแสดงที่เข้าถึงแก่น เพราะต้องฝึกหนัก จนกว่าจะมีวงที่ใช้งานได้จริง ถึงแม้ตีไปสิบจะสวยสักหนึ่งก็เถอะ และมีเรื่องบอกเล่าว่า หลังจากเล่นเรื่องนี้เสร็จ เควิน คอสเนอร์ ก็กลายเป็นดาราที่เล่นกอล์ฟได้ดีมาก ๆ แล้วก็บ้ากอล์ฟจริงจังไปเลย

หลาย ๆ ส่ิง ที่หนังได้แทรกความเป็นวิถีกอล์ฟ แบบไม่ยัดเยียด แต่เป็นข้อเท็จจริงของ อาชีพนักกีฬา ที่ต้องมีทั้งฝีมือ และ ความรู้ในสถาบัน อันเป็นที่ยอมรับของสังคม ข้อสังเกตหนึ่งที่ชื่นชอบมากก็คือ โปรบ้านเขา ส่วนใหญ่จะได้เรียนระดับมหาวิทยาลัย (ในเรื่อง พระเอกกับคู่แข่ง เป็นเพื่อนร่วมทีมในมหาลัยเดียวกัน) ได้เป็นนักกีฬาตัวแทนของสถาบันไปตระเวนแข่งแทบจะทั่วประเทศกับทีม ได้สร้างผลงาน ได้สร้างเกียรติประวัติให้กับชีวิต ก่อนจะเทิร์นโปร ซึ่งมันอาจจะสำคัญกว่าการรีบหาเงินด้วยซ้ำ เพราะคุณจะได้ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในสถาบันการศึกษา ที่ถือว่า สนุกที่สุด ไม่ต้องมาเครียดเรื่องชีวิตหนัก ๆ ได้อยู่เพื่อน ๆ สารพัดกลุ่ม มีทีม มีคู่ต่อสู้ ที่รู้จักกันเต็มไปหมด ได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง ตามวัย ไม่ใช่แค่เล่นกีฬา จะเห็นว่าเขาไม่ได้รีบร้อนกระโจนเข้าหาความสำเร็จ แต่มันจะเป็นไปตามขั้นตอนของชีวิต ที่ควรจะเป็น ซึ่งดูแล้วมั่นคง และประสบการณ์เหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาช่วยประคองให้คุณต่อสู้กับชีวิตในโลกภายนอกได้อย่างตลอดรอดฝั่งได้มากกว่า (อันนี้ผมคิดเองนะ 555)

หรือภาพที่แสดงให้เห็นว่า ถึงจะเป็นโปร ได้แข่งแล้ว แต่ถ้าทุนรอนยังไม่มีมากพอ สปอนเซอร์ยังมา การประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดไปแต่ละวัน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บ้านเมืองเขาต้นทุนชีวิตมันสูงมาก การต้องขับรถบ้าน ข้ามไปแข่งแต่ละรัฐ แทนการนั่งเครื่องบิน แล้วกินอยู่กันบนนั้น มันเป็นเรื่องจริงสำหรับโปรที่ยังมีรายได้ไม่มั่นคง เราเห็นแล้วรู้สึกสนุก อยากไปกับรถบ้านแบบนั้นบ้าง แต่เรื่องจริงคงไม่มีใครสนุก เพราะนั่นคือความยากลำบากล้วน ๆ ใครไม่อดทนพอ หรือความสำเร็จมาถึงไม่ทัน ทุนหมดก่อน ก็มีโอกาสที่จะต้องล้มเลิกอาชีพ

ท่านที่ชมจนจบแล้ว อาจจะมีความรู้สึกเหมือนกับผมก็ได้ว่า อยากลองเล่นกอล์ฟหลาย ๆ แบบตามพระเอก ออกรอบด้วยเหล็กเดียวบ้าง อยากหยิบลูกกับเวจน์มาเดาะลูกเลียนแบบพระเอกบ้าง ก็เคยบ้าเดาะตามจนพอเอาไปจำอวดได้นิดหน่อย เคยมีรายการแข่งเดาะลูกกอล์ฟของคุณพิษณุ นิลกลัด จัดด้วย จนยุคนั้นนักกอล์ฟพากันเดาะทั้งบ้านทั้งเมือง หรืออยากตีลูกให้พุ่งต่ำออกจากบ้าน จนแช้งค์โดนข้าวของแตก ถูกด่ากระเจิง 555

ถ้าท่านไม่ได้อินกับกีฬากอล์ฟ ก็สามารถสนุกสนานกับเนื้อหาที่ครบรสได้อย่างสบาย ๆ เพราะมีทั้ง สุข เหงา เศร้า ตลก ปนรักหวาน ๆ โรแมนติก ดราม่า (ชมเว่อร์ไปนิด) แต่ถ้าจะดูในแง่ของกีฬากอล์ฟ ก็ให้แง่คิดที่กลับมานั่งคิดต่อได้ เพราะความใส่ใจของผู้สร้างที่พยายามใส่รายละเอียดในเรื่องกอล์ฟ แบบค่อย ๆ ปล่อยให้คนดูได้ซึมซับ คนเล่นกอล์ฟเป็นดูปุ๊ปเข้าใจได้ เก็ตมุข คนไม่เล่นกอล์ฟ ดูไปแรก ๆ อาจจะมีคำถาม แต่เดี๋ยวก็ได้คำตอบ (ถ้าดูที่บ้านคงมีถามกันทั้งเรื่อง 555) Tin Cup อาจจะเป็นหนังหาดูได้ยากสักหน่อย เพราะกลุ่มผู้ชมในบ้านเราอาจจะไม่มากนัก แต่ใครที่ชอบกอล์ฟ รับรองเต็มอิ่ม ฉายวนได้หลาย ๆ รอบโดยไม่เบื่อ ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ถึงจะได้มากจะได้น้อย หลังดูเรื่องนี้จบ คุณก็ได้รู้จักกอล์ฟเพิ่มขึ้นในอีกมุมมองอย่างแน่นอน รับหามาชมนะครับ

กองบรรณาธิการ