ตอนที่ 40 เมตตา (2)

๔๐.เมตตา ๒

“ดีมากโยมทั้งสอง รู้สึกอย่างไรบ้าง”
นิรันตระกล่าวชมและเอ่ยถาม
“อิฉันปิติอย่างบอกไม่ถูก”
ยายเอมบอกกล่าว  ราชาวดีย้ำว่า
“วดีรู้สึกเป็นสุข อิ่มเอมใจอย่างมากเจ้าค่ะ”
“พระคุณเจ้าพักดื่มน้ำก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ยายเอมหันมาทางราชาวดี
“ไปเอาน้ำมะตูมที่ยายต้มไว้มาถวายพระคุณเจ้าซิลูก”
“จ้ะยาย”
“อิฉันต้องขอขอบพระคุณพระคุณเจ้าอย่างหาสิ่งใดตอบแทนไม่ ที่พระคุณเจ้าให้ธรรมะกับอิฉันและหลานในวันพระนี้”
“ได้เวลาอาหารเพลพอดี อิฉันขออนุญาตนำอาหารที่หลานสาวเตรียมไว้มาถวายพระคุณเจ้าเลยนะเจ้าค่ะ”
“เจริญพรโยม”

ราชาวดีนำแก้วน้ำมะตูมซึ่งมีดอกมะลิลอยอยู่ถวายพระนิรันตระ พร้อมกับก้มลงกราบอย่างงดงาม พระนิรันตระมองอากัปกริยาท่าทางของสาวน้อยก็อดนึกถึงแพเมียรักไม่ได้ช่างละม้ายคล้ายคลึงทุกกระเบียดนิ้ว เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าข้าดีใจขนาดไหนที่ได้พบเจ้าอีกครั้งแพ

เสียงยายเอมสอดแทรกเข้ามาในภวังค์ของพระนิรันตระ

“นี่ฝีมือวดีหลานอิฉันทำทั้งหมด เขาตั้งใจถวายอาหารเพลมื้อนี้ด้วยฝีมือของเขาเอง อิฉัน

แค่เป็นผู้ช่วยเท่านั้นพระคุณเจ้า”
“ขอบใจนะโยม ก่อนอาตมาจะฉันเพล  อาตมาขอพูดว่า ………ขอให้ทุกชีวิตที่ต้องทุกข์ยากลำบากในการนำอาหารมาให้ข้าพเจ้า จงปราศจากความทุกข์ ขอให้ชีวิตเหล่านั้นจงเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา  …………ขอให้เราทั้งหลายจงเปี่ยมด้วยเมตตา”

“สาธุ สาธุ สาธุ และโยมทั้งสองก็สามารถนำคำกล่าวนี้ไปใช้ได้เช่นกัน”
เจ้าค่ะ งั้นนิมนต์หลวงตาฉันเพลเลยนะเจ้าคะ”

พระนิรันตระ รับอาหารคาว หวาน ที่ราชาวดีจัดอย่างสวยงามด้วยอาการอันสำรวมสงบนิ่ง พระนิรันตระอดหวนคิดถึงชานบ้านเรือนไทยหลังเก่า ริมแม่น้ำโขง แม้จะเป็นเวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว น้ำพริกปลาทู ของโปรดที่แพเคยทำให้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ หลังจากที่กลับจากการเก็บดอกบัว ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของแพปรากฏอย่างเด่นชัดอยู่บนใบหน้าสาวน้อยราชาวดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 “ฝีมือวดีไม่อร่อยเหรอเจ้าคะ หลวงตาจึงฉันน้อยจัง”
นิรันตระอมยิ้ม
“โยมพอดีวันนี้อาตมาฉันอาหารเช้ามากไปหน่อยเลยฉันได้น้อย โยมทั้งสองเอาไป

รับประทานต่อ แต่มารับพรจากอาตมา และกรวดน้ำกันก่อนนะโยม”
“เจ้าค่ะพระคุณเจ้า”
“เจ้าค่ะหลวงตา”
พระนิรันตระตั้งใจสวดบทยถาสัพพีให้พรสองยายหลานแล้วจึงบอกว่า
“นี่ก็บ่ายแล้วอาตมาต้องลาละนะ เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน วันไหนจะเข้าไปในป่าให้จุดธูป ๑๙ ดอกน่ะโยม อาตมาจะได้ไม่ไปไหนไกลจากที่พัก คืนนี้อย่าลืมท่อง”
“ขอให้ข้าพเจ้าจงปลอดภัย จากทุกข์ทั้งทางใจและทางกาย ให้ขึ้นใจนะโยม”

ยายเอม-ราชาวดี ก้มกราบพร้อมกัน

“เจ้าค่ะๆ”

พระนิรันตระกำลังจะลุกจากอาสนะ เสียงราชวดีถามขึ้นทำให้พระนิรันตระชะงัก

“หลวงตาเจ้าคะ วดีร้อยมาลัยดอกมะลิเพื่อถวายให้หลวงตาไปไหว้พระสวดมนต์คืนนี้เจ้าค่ะ”

พระนิรันตระ ถึงกับนิ่งอึ้ง เมื่อมองเห็นมาลัยดอกมะลิ ซึ่งไม่มีความต่างจากฝีมือของแพแม้แต่น้อย พระนิรันตระเอื้อมมือค่อยๆหยิบพวงมาลัยดอกมะลิสวยสดงดงามจากพานแก้วใส่ในย่ามขึ้นสะพาย รีบย่างเท้าก้าวออกจากบ้านสองยายหลาน โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองยายหลานที่ยืนส่งจนลับตา

…………………………………………………

ตะวันค่อยๆ เคลื่อนต่ำลง ลมพัดแผ่วพลิ้ว ในยามนี้กลิ่นดอกมะลิจากมาลัยในย่ามของราชาวดีติดตามมาด้วย โชยกลิ่นหอมอ่อนละมุน แพเอ๋ย…เจ้ากลับมาในชาตินี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าไม่ใช่เจ้า เจ้ายังคงเป็นแพคนเดิมที่งดงามทั้งกายใจ เราคงสร้างกรรมเอาไว้แต่ชาติปางก่อน ชาตินี้เราจึงต้องกลับมาชดใช้ และทำหน้าที่กันอีก มันเศร้าเหลือเกิน…ในใจของข้าถึงแม้จะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ข้าก็มิอาจลืมเลือนภาพทรงจำในครั้งกระโน้นได้เลย เจ้างามดั่งกุลสตรีตามแบบฉบับทุกประการ

ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว พระนิรันตระมองเห็นกลดอยู่ลิบๆ เจ้าดอกราชาวดีส่งกลิ่นหอมมาตามแรงลมเป็นระยะๆ มาลัยดอกมะลิในย่ามนี้ไม่ยอมแพ้ส่งความหอมอบอวลแข่งเช่นกัน พระนิรันตระถึงที่พัก สิ่งแรกที่ทำคือหยิบพวงมาลัยดอกมะลิออกจากย่ามแขวนไว้บนกิ่งไม้ตรงหัวนอน

มาลัยเจ้าเอ๋ย…ข้าเคยอยู่ชิดใกล้มาก่อน
บัดนี้ดวงจิตร้าวรอน
ยามนอนอยู่เปลี่ยวเดียวดาย
มีแต่สายลมพัดแผ่วเป็นเพื่อน
คอยเตือนสติมิรู้หาย
อย่าให้ความมุ่งมั่นต้องกลับกลาย
เสื่อมสลายเพราะนิวรณ์

พระนิรันตระสอนตัวเองในจิต แล้วเดินไปยังลำธารน้ำใสที่ไหลผ่าน อุ้มน้ำขึ้นล้างหน้าเพื่อดึงจิตที่อยู่ในภวังค์ออกมา นิรันตระเอ๋ย เราต้องข้ามพ้นห้วงเหวแห่งทุกข์ไปได้ด้วยสติและปัญญาของเรา ทุกอย่างกำลังทดสอบเราอยู่ นิรันตระอย่ายอมแพ้มัน น้ำใสๆค่อยๆไหลเป็นทาง ณ เวลานี้ จะมีใครล่วงรู้ถึงความปวดร้าวแสนสาหัส การพบกันอีกครั้ง เป็นการทดสอบพระนิรันตระครั้งยิ่งใหญ่ ทำอย่างไรจะพาราชาวดีข้ามพ้นวัฏสงสารได้ด้วยเช่นกัน เราต้องทำได้ เราสัญญากับตัวเองแล้วว่าเราจะต้องสำเร็จและสัมฤทธิ์ผลสู่หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร เราจะต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้ อดีตก็คืออดีต อนาคตจะเป็นเช่นไรก็ตาม เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด พระนิรันตระหยิบพวงมาลัยมะลิขึ้นอธิษฐาน ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า จงมีเมตตาอย่างแท้จริงให้แก่ตนเองด้วยเทอญ

มณีจันทร์ฉาย