“..งานไม่ใช่ภาระ แต่คือสิ่งท้าทาย..” ดร.วิชิต อิ่มอารมย์

ดร.วิชิต อิ่มอารมย์
รองคณะบดี ฝ่ายกิจการนิสิต
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
“งานไม่ใช่ภาระ แต่คือสิ่งท้าทายที่สร้างองค์ความรู้ใหม่”

ผมชอบเล่นตะกร้อมากๆ บางวันเล่นจนกลับบ้านมืดค่ำก็ถูกพี่สาวตี แต่ความรักกีฬาก็ทำให้หาโอกาสเล่นอยู่ตลอด เวลามีการแข่งก็ได้เป็นตัวแทนโรงเรียน เล่นฟุตบอล และตะกร้อข้ามเน็ต ในตำแหน่งตัวหลัง ทำหน้าที่เสิร์ฟ เล่นกีฬาจนเป็นที่รู้จักกันทั้งหมู่บ้าน จากเด็กเล็กๆ แถววัดสิงห์ จ.ชัยนาท พอจบมัธยมต้นที่โรงเรียนวัดสิงห์ ก็ดิ้นรนมากรุงเทพฯ จนเรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนปากน้ำวิทยาคม ตลิ่งชัน ตอนแรกก็อยากเป็นตำรวจ จะเข้าพลศึกษา ตั้งใจไปสอบวิทยาลัยพลศึกษาสมุทรสาคร

พอเข้าไปเรียนก็ได้เล่นตะกร้ออีกปี ได้เป็นตัวแทนวิทยาลัยไปแข่งได้เหรียญมาบ้าง แต่ทางบ้านยากจนไม่สามารถส่งเรียนต่อได้ ตอนนั้นตัดสินใจแล้วว่า คงเรียนแค่อนุปริญญา เลยไปสอบบรรจุเป็นครูที่ อำเภอขาณุวรลักษณ์ จังหวัดกำแพงเพชร

ช่วงเรียนก็ไม่ค่อยมีเงินใช้ พ่อแม่ส่งมาให้ก็ไม่พอ แต่ก็ไม่ขอเพิ่ม เพราะรู้ว่าทางบ้านก็ไม่มีเช่นกัน โชคดีที่เพื่อนสนิท ครูไก่ (ลำพอง ดวงล้อมจันทร์) ที่เรียน กิน นอน อยู่ด้วยกัน ลำบากด้วยกัน พาไปหางานพิเศษ ช่วยกันตัดหญ้าที่บ้านของผู้หลักผู้ใหญ่ ทำให้พอมีรายได้เล็กๆ น้อยขึ้นมาบ้างก็แบ่งกันใช้ แล้วก็ได้ปรึกษากับ ครูไก่ ซึ่งเขาเป็นนักกีฬาเทนนิส ส่วนผมเป็นนักกีฬาตะกร้อ ว่าจะทำอย่างไรดี ผมอยากเรียนต่อ แต่ไม่มีทุนเลย ครูไก่ ก็พาผมไปหา อ.ตั้ม (จตุพร ยืนยง) ซึ่งท่านก็ถามว่าผมอยากเรียนต่อรึ? ก็ตอบไปว่า ครับ… อ.ตั้ม ก็บอกให้ผมลองไปเล่นเทนนิสดู ผมก็ลองไปเล่นกับครูไก่เป็นครั้งแรก แล้วก็ฟิตตัว เล่น เช้า กลางวัน เย็น ทุกวันอยู่ปีเต็มๆ จนผมสามารถเข้าไปเล่นรอบตัดเชือกของกีฬาวิทยาลัยพลจนได้เหรียญทองแดง เป็นนักตะกร้อก็กลายเป็นนักเทนนิสภายในระยะเวลาแค่ปีเดียว

ผมก็ได้คัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุนมาเรียนต่อ ตัดสินใจมาที่ประสานมิตร โดย อ.ตั้ม คอยกำกับดูแลช่วยเหลือให้คำปรึกษา ทั้งในเรื่องกีฬาเทนนิสและการเรียน จนผมได้มีอันดับอยู่ในตำแหน่งแนวหน้าของประเทศ ณ เวลานั้น

พอเริ่มเล่นเทนนิสได้ อ.ตั้ม ก็พาผมกับครูไก่เข้ามากรุงเทพฯ ช่วยสอนเทนนิส แล้วแบ่งครึ่งรายได้มาให้พวกผม เพื่อจะได้มีเงินไว้ใช้ แล้ว อ.ตั้ม ก็ให้ข้อคิดว่า ถ้าอยากจะส่งตัวเองเรียน ให้เล่นเทนนิสสิ่ ตัวของท่านเองก็ใช้กีฬาเทนนิสในการส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาโทเลย ผมจึงตัดสินใจไม่ไปรายงานตัวที่ โรงเรียนขาณุวรลักษณ์ เลือกจะเรียนต่อที่ประสานมิตรแทน โดยไม่มีเงินติดตัวเลย พ่อแม่รู้ก็เป็นห่วง กลัวว่าจะเรียนไม่จบ ส่งตัวเองไม่ไหว พี่สาวก็คอยจะช่วยอีกแรง แต่ผมก็บอกว่า ขอสู้ด้วยตัวเองก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะบอก โชคดีที่ผมได้ทั้งเพื่อนดีและอาจารย์ดี ทำให้มีงานทำขณะที่เรียนหนังสือไปด้วย

ทางด้านการพัฒนาทักษะเทนนิส อ.ชาญทิพย์ ลิ่มทอง ซึ่งเป็นอาจารย์ของ อ.ตั้มอีกที, พนมกร พลัดเชื้อนิล และกลุ่มนักเทนนิสชั้นนำ ได้ช่วยกันฝึกฝนแนะนำเทคนิคต่างๆ ให้ ซ้อมกันอยู่ที่ประสานมิตร ทำให้ฝีมือผมดีขึ้น พาเข้าไปแข่ง จนติดในอยู่ในระดับแนวหน้าของระดับเยาวชน

พอเรียนจบก็ได้เข้างานธนาคาร ก็ได้ อ.ตั้ม อีกแหล่ะที่ฝากฝังให้ เพราะแม่อยากเห็นลูกทำงานจริงจัง การเล่นกีฬาอาชีพสมัยก่อนนั้นดูแล้วยังไม่มั่นคงเหมือนกับการทำงานที่เป็นอาชีพจริงจัง แต่ทำไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องลาออก เพราะสอบติดปริญญาโท มศว.ประสานมิตร เนื่องจากตอนนั้นลาเรียนไม่ได้ แต่ผมอยากจะเรียนต่อมาก โชคดีที่พอเข้าเรียน มหาวิทยาลัยรังสิตก็ติดต่อให้ไปสอน ทำให้ได้เรียนพร้อมกับทำงานไปด้วย ตกเย็นก็สอนเทนนิส โชคดีอีกครั้งเพื่อได้เจอ คุณรอศักดิ์ และคุณเราะฮ์มะฮ์ มูลทรัพย์ เจ้าของสนามฝึกซ้อม 71 เทนนิสคอร์ท ได้รับผมให้สอนที่นั่น ให้ที่พักพิง ดูแลผม จนเรียนจบปริญญาเอก

ชีวิตผมดีขึ้นมาก็ได้เพราะเทนนิส และคำว่า กตัญญูรู้คุณ คนรอบข้างล้วนแต่มีพระคุณกับผม ฝากฝังส่งต่อกันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนอนุปริญญาจนจบปริญญาเอก ให้โอกาสที่ดีกับผมมาตลอด โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยศรีปทุม ดร.รัชนีภรณ์ พุคยาภรณ์ พุกกะมาน และ พลเอกเสรี พุกกะมาน ผู้ใหญ่อีกสองท่านที่มีพระคุณสูงสุดกับชีวิตของผม เทรนงานให้ผมจนทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูง และก็เป็นผู้ใหญ่อีกเช่นกันที่ช่วยสนับสนุนจนปัจจุบันผมได้เข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร ตราบทุกวันนี้บอกได้เลยว่า ความประทับใจและซาบซึ้งกับผู้มีพระคุณ ถ้าไม่ได้บุคคลเหล่านี้เมตตาเอ็นดู และไม่มีกีฬา ชีวิตผมตอนนี้จะไปอยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้เลย

ชีวิตผมคลุกคลีอยู่กับสายกีฬาโดยตรงโดยเฉพาะเทนนิส ปริญญาโท ก็เรียนทางด้านพลศึกษา ทำวิทยานิพนธ์เรื่องเทนนิส และปริญญาเอกก็ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จากมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ยังมุ่งศึกษาในเรื่องเทนนิสอยู่ หัวข้อก็คือ รูปแบบการตัดสินใจการเป็นสปอนเซอร์ในการสนับสนุนเทนนิสอาชีพในประเทศไทย และทำงานเติบโตขึ้นมาในสายมหาวิทยาลัยเอกชนเริ่มจากเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยรังสิต ทำงานไปด้วย เรียนปริญญาโทไปด้วย จากนั้นก็ไปอยู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพพักนึง ก่อนจะมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมอีกสิบกว่าปี ตั้งแต่หัวหน้างานจนเป็นผู้อำนวยการ เป็นผู้บริหารสายกิจการนักศึกษาโดยตรง

ผมนำจิตวิญญาณของกีฬามาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากไม่ได้กีฬา การแก้ปัญหาต่างๆ อาจจะไม่ลุล่วงก็เป็นได้ ผมยังจำคำพูดของท่าน ดร.รัชนีภรณ์ ที่กล่าวไว้ว่า เขาจ้างเรามาเป็นผู้บริหาร แสดงว่าเขาต้องการให้เรามาช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่มานั่งทำงานเฉยๆ ผู้บริหารต้องแก้ปัญหา ซึ่งผมก็ใช้ กีฬา มาแก้ไข

เมื่อเรารู้จักคำว่ากีฬาที่แท้จริง เล่นกีฬาอย่างเข้าถึง มีความเป็นสปอร์ตแมน กีฬาเป็นตัวสร้างให้เกิดภาพที่ดี แน่นอนว่า กีฬา ย่อมมีแพ้มีชนะ แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า ถ้าแพ้แล้วประทับใจ แต่ชนะแล้วไม่ประทับใจ ผมเลือกเป็นฝ่ายแพ้ดีกว่า ซึ่งหลักการณ์นี้ผมนำมาใช้ได้ผลหลายครั้งในการทำงาน

ผมเคยรับผิดชอบในส่วนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เวลาเจอผู้ปกครองที่เข้ามาหา เขาก็ล้วนแล้วแต่มีปัญหากันทั้งนั้น จำได้ว่าผมดูแลแก้ไขปัญหาให้ได้ทั้งหมด ทั้ง่นี้ก็เพราะเราคุยกันด้วยความจริง มีอะไรก็ว่ากันตรงๆ เหมือนกับการเล่นกีฬา ผู้ปกครองเห็นเราจริงใจกับเขา ก็เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ กลายเป็นคนรู้จักกัน เพื่อนกัน มีอะไรก็คุยกันได้ แก้ไขปัญหาได้หมด เมื่อปัญหาวิ่งเข้าหา ก็ขอให้พร้อมที่จะรับมือ อย่าหนีปัญหา บางครั้งก็ต้องยอมอ่อนไปบ้าง ยอมแพ้ในบางเรื่องก่อน แล้วกลับมาตึงทีหลัง ย่อมดีกว่าเราแข็งตลอดตั้งแต่เริ่มแล้วไม่ได้อะไรเลย

การเดินทางให้ถึงจุดหมายปลายทางนั้น บางครั้งก็ต้องยอมแพ้เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะ เรายอมไม่ใช่เพราะเราไม่รู้หรือสู้ไม่ได้ แต่ยอมบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดความร่วมมือ ความเข้าอกเข้าใจ เห็นใจกัน ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการทำงาน บางสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อนำกีฬาเข้ามาจับ แค่เพียงทักทายกันว่าเล่นกีฬาเหมือนกัน ทัศนคติก็เปลี่ยนไปโดยทันที ทั้งเทนนิส ทั้ง กอล์ฟ คนไม่รู้จักกันมาก่อนก็คุยถูกคอกันได้อย่างรู้เรื่องสนุกสนาน นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของกีฬาไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์หากเล่นเป็น การเล่นกีฬาในปัจจุบันมีแต่มูลค่าเพิ่ม

ชีวิตการเป็นลูกชาวไร่ชาวนาของผมมีแรงกดดันบางส่วนที่ทำให้เกิดแรงผลักดันในการอยากจะทำชีวิตให้ดี อยากทำตัวให้เป็นตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นว่า พ่อแม่พี่น้องเราต้องเป็นที่ยอมรับ ถึงแม้เราจะเป็นชาวไร่ชาวนาที่ไม่ร่ำรวย แต่ก็ต้องเป็นชาวไร่ชาวนาที่มีคุณภาพ ผู้คนให้ความศรัทธา จำได้ว่าเมื่อผมจะเรียนแล้วครอบครัวมีเงินไม่พอ แม่พ่อพี่สาวก็เสียสละให้ผมซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องได้ไปเรียนหนังสือ จะขี่จักรยานไปก็ไม่ยอมอยากให้นั่งรถไปเพื่อความปลอดภัย แล้วยังได้เห็นลูกชาวไร่ชาวนาคนหนึ่งเขาขี่จักรยานไปเรียนหนังสือทุกวันจนได้เป็นครู พอถามแม่ว่าทำไมเขาต้องขี่จักรยานไปเรียน ท่านก็บอกว่าเขาไม่มีเงินแต่รักเรียน นั่นเป็นอีกแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากจะเรียนให้จบปริญญาตรีก่อนทุกคนในหมู่บ้าน วันที่ผมรับปริญญาน้ำตาผมคลอเบ้า แม่ผมไม่กล้ามางานรับปริญญาที่กรุงเทพฯ นุ่งโจงกระเบนก็กลัวลูกจะอายตามประสาคนบ้านนอก แต่นั่นคือแรงใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผมมุมานะจนจบถึงปริญญาเอก

ถึงตอนนี้พ่อแม่จะไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ดีใจและภาคภูมิใจที่สุด เมื่อทุกคนมาที่บ้านด้วยความชื่นชมและบอกกับพี่สาวว่าน้องชายเป็นคนดี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ส่งเสียให้ตัวเองเรียนจนจบ ได้เป็นผู้นำคน เป็นผู้บริหาร ทำงานมีตำแหน่งหน้าที่ เจ้านายให้ความเมตตาเอ็นดู ไม่เคยคดโกงเอาเปรียบใคร นั่นคือสิ่งที่ผมพูดทีไรก็น้ำตาคลอทุกที พอใครเข้ามาบ้านก็จะกล่าวถึงครอบครัวเราด้วยความชื่นชม จนกลายเป็นตัวอย่างกับคนหมู่บ้านว่าบ้านนี้มีลูกตั้งใจเรียน

ผมไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่อาศัยความอดทนจากความเป็นลูกชาวไร่ชาวนา ตี 5 ผมต้องแบกไถไปนากับพ่อ พอสายก็รีบกลับมาเตรียมตัวไปโรงเรียน ปิดเทอมก็ไปช่วยงานในไร่ ชีวิตที่ว่าลำบากๆ เคยผ่านมาหมดแล้วในช่วงเด็ก จนมาถึงทุกวันนี้ก็ภาคภูมิกับการที่พ่อแม่สอนมาดี สิ่งต่างๆ ที่พ่อแม่วางเงื่อนไขไว้ ทำให้เรารู้จักคุณค่าของคนที่มีบุญคุณกับเรา

กว่าจะเรียนจบก็ต้องฝ่าฟันและอดทนอย่างมาก เพราะผมต้องส่งตัวเองเรียนมาตลอด เรียนเสร็จต้องมาเซ็นต์ชื่อทำงานที่มหาวิทยาลัย ตกเย็นไปสอนเทนนิสเพื่อหารายได้สำหรับเตรียมไว้เรียน และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารให้ไปเรียนและคอยให้กำลังใจ ส่วนงานที่ทำก็ได้ความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากผู้ร่วมงานจากลูกน้องที่คอยดูแลงานให้ จนผมจบมาได้

จริงๆ แล้วผมเป็นคนชอบสอน ถนัดในเรื่องสอนเทนนิสมาตั้งแต่ปริญญาตรี เมื่อมาทำงานในมหาวิทยาลัยเอกชน งานที่ทำจะอยู่ในส่วนของการบริหารมากกว่าการสอน ผมจึงอนุญาตท่านอธิการมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งให้ความเมตตาผมมาตลอด ว่าอยากจะออกไปเป็นอาจารย์สอนเพื่อให้ตรงกับวิชาชีพที่เรียนจบมา ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมได้กลับมาสอนอีกครั้ง แต่นั่นคือสิ่งที่ผมใฝ่ฝัน อยากสอนเด็ก อยากถ่ายทอดวิชาความรู้ที่เราได้จากการเรียน จากการมีประสบการณ์ในชีวิต และจากการได้เป็นผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม แล้วนำสิ่งเหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับเด็กวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เขายังไม่มีโอกาสให้เรียนรู้ได้มากขึ้น จนในที่สุดก็ได้มาสอนและฝึกฝนเด็กที่นี่ จนปัจจุบันนี้ ทางคณะผู้บริหารก็ให้การสนับสนุน ให้รับผิดชอบหน้าที่ รักษาการ รองคณะบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

งานที่นี่เปิดโอกาสให้ผมได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ นั่นคือ เทนนิส กอล์ฟ และการสอน ที่นี่มีเปิดสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา ภายใต้การบริหารของคณะศึกษาศาสตร์ เราเปิดไปแล้วสิบกว่ารุ่น ศิษย์ที่จบไปก็มีงานมีการทำดีๆ เราจึงมองว่าคณะนี้มีอนาคตอีกยาวไกล ความรู้ที่เราสะสมก็นำถ่ายทอด ผมรับผิดชอบสอนทั้ง เทนนิส และ กอล์ฟ แล้วยังมีสิ่งที่อยากให้เขารู้มากขึ้นไปอีกก็คือ การบริหารงานด้านองค์กรในเชิงธุรกิจซึ่งผมมีประสบการณ์การเข้าร่วมงานที่หลากหลาย เป็นการเปิดโลกทรรศน์ให้เด็กของเราทราบว่า วิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ใช่เรื่องในห้องทดลอง ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวของอีกเยอะแยะมากมาย เช่น สื่อสารการกีฬา การจัดการ ฯลฯ และเราก็ยังมุ่งสร้างนักกีฬาที่มีแววว่าจะไปได้ไกลในอนาคต เราได้วางวิธีการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะให้เด็กได้พัฒนาทักษะฝีมือไปพร้อมๆ กับการเรียนอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งหวังจะเป็นทำให้เป็นต้นแบบเพื่อให้ทุกคนเห็นว่า การเป็นนักกีฬาระดับชาติไม่ได้ใช้ชีวิตที่หนักเกินไป การเรียนกับการกีฬาไปด้วยกันได้

เมื่อตอนผมเริ่มเรียนปริญญาเอก พี่หนู (ธราวุธ นพจินดา) ได้มาแนะนำว่าให้ไปเล่นกอล์ฟ ผมก็ปฏิเสธ ครูไก่ เพื่อนผมก็ชวนอีก แต่ยังไม่ยอมไปเล่นสักที เพราะก่อนหน้านี้ผมมีอคติกับกีฬากอล์ฟมาก จนคนรอบตัวเล่นกันหมด มีอยู่ครั้งที่ผมไปสอนเทนนิสให้กับท่านพลเอกเสรี พุกกะมาน ที่บ้าน แล้วท่านก็ถามว่าผมเล่นกอล์ฟรึเปล่า แล้วท่านก็แนะนำกอล์ฟเบื้องต้นให้กับผม จากนั้นผมก็เริ่มลองหัด เพื่อนๆ ก็จับให้อีก โดยเฉพาะพี่หนู กับครูไก่ จนชอบกอล์ฟมากขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นเรียนปริญญาเอกกัน 3 ปี ผมเรียนไป 5 ปี เพราะมัวแต่บ้ากอล์ฟ พอจับกอล์ฟแล้วก็เหมือนสมัยเมื่อเริ่มจับเทนนิส เล่นแล้วจริงจัง หายใจเข้าออกเป็นกอล์ฟ ต้องจัดตารางในการทำงานใหม่หมด ผมออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดหลบรถติดไปวิ่งที่สนามทัพบก พอเริ่มสว่างก็ซ้อม ชิพ พัตต์ ระเบิดทราย ดูโปรเขาซ้อมบ้าง อาศัยครูพักลักจำ สายนิดก็มาทำงาน หาหนังสือมาอ่าน เปิดซีดีในรถ ตัดสินใจเล่นกอล์ฟจริงจังโดยไม่ให้กระทบกับเทนนิส ตกเย็นหลังสอนเทนนิสก็ซ้อมสวิงลมอีก ตารางชีวิตที่เคยแน่นอยู่แล้ว ก็แน่นยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดี ผมได้อะไรเยอะมากจากการเล่นกีฬากอล์ฟ

ความกตัญญูรู้คุณคนเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้คนเราตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ถึงแม้เราอาจจะไม่สามารถทดแทนบุญคุณได้ทันทีทันใด แต่ถึงจุดๆ หนึ่ง ผมต้องตอบแทนพระคุณกับทุกๆ คน ตั้งแต่พ่อแม่พี่น้องคุณในครอบครัว ครูบาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหาย และผู้ที่ให้โอกาสในชีวิตกับผมทุกท่าน ทั้งผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งสิ้น ช่วยสนับสนุนให้ผมมีทุกวันนี้ได้

ถึงแม้ผมจะจบมาทางด้านกีฬา แต่ก็ชอบงานวางระบบ คิดแล้วลงมือทำ โดยมีคนข้างบนคอยดูแล คนข้างล่างคอยสนับสนุน มีผู้ร่วมงานแบบนี้ต่อให้หนักหนาแค่ไหนก็มีความสุข และสำหรับเรื่องงานทุกสิ่งทุกอย่าง ผมมีความเชื่อว่า อย่าหนีงาน ชนกับงานเข้าไปเถอะ เดี๋ยวก็ได้งานออกมาเอง งาน เป็นเรื่องของการแก้ปัญหา ถ้าเราแก้ด้วยสติ ด้วยประสบการณ์ งานย่อมลุล่วงไปได้ อย่าไปคิดว่างานคือภาระ แต่ งานคือสิ่งท้าทาย ที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับเราครับ

IMG_2340