มีแต่คนแก่ ที่ระลึกถึง ประวัติศาสตร์ชาติไทย

มีแต่คนแก่ ที่ระลึกถึง ประวัติศาสตร์ชาติไทย

หลายประเทศในภูมิภาคนี้ มีวันฉลองเอกราชกันทั้งนั้น  ถ้ายังจำกันได้ เราจะชินกับคำว่า “เมอร์เดก้า” Merdeka เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ของชนในชาติ คำว่า เมอร์เดก้า เป็นภาษามลายู อันหมายความว่า..เสรีภาพ

มาเลเซียและอินโดนีเซีย มีจัตุรัสใหญ่ใจกลางนครหลวงชื่อ เมอร์เดก้า  มาเลเซีย เป็นเจ้าภาพถ้วยฟุตบอลเมอร์เดก้า มาช้านาน  อินโดนีเซีย ก็เป็นเจ้าภาพฟุตบอลฉลองเอกราช ที่ใช้คำเดียวกัน บรูไน/สิงคโปร์ ก็น่าจะใช้คำนี้

ฟิลิปปินส์ มีภาษาตากาล็อกเป็นภาษาพื้นเมือง แต่ความที่เป็นอาณานิคมสเปนมานานเป็นศตวรรษ รากศัพท์คำว่าเสรีภาพจึงเป็น libertad เช่นเดียวกับ เขมร/ลาว ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส liberte’ พม่าใช้ภาษาอังกฤษ liberty

ประเทศเพื่อนบ้านเราทั้งหมด มี”วันชาติ” วันฉลองเอกราช เมอร์เดก้า ใกล้ๆกันแทบจะตรงกัน นั้นก็เพราะ ต่างล้วนเป็นอาณานิคมของพวกฝรั่งผิวขาว ไอ้พวกล่าอาณานิคมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ/ฝรั่งเศส/ สเปน/ฮอลันดา  ไม่รอดฝรั่ง เพราะยุคนั้น ไม่มีผู้นำกษัตริย์ที่แข็งแกร่งจะสู้ได้..ว่างั้นเถอะ

หน้าประวัติศาสตร์ของพวกเขา มีทั้งการต่อสู้ของบรรพบุรุษเลือดรักชาติ เป็นชัยชนะแห่งชาติพันธุ์ (เวียดนามสู่ฝรั่งเศส ) ทั้งการศิโรราบ ไปเรื่อยๆ จนถึงเวลา “ปลดแอก”อันเหมาะสม( สหพันธรัฐมาลายา หรือ มาเลเซีย/สิงคโปร์)

แต่ละประเทศ ที่ได้เสรีภาพ  เป็นความฮึกเหิมของประชากรของแผ่นดิน ด้วยบรรพบุรุษ สามารถต่อสู้”ปลดแอก”เป็นเอกราชได้ ประชาชนที่สืบทอดสายพันธุ์ชนชาติเป็นไท มีสิทธิเสรีภาพ ที่ไม่ต้อง ก้มหัวเป็นขี้ข้าใคร

เมอร์เดก้า วันฉลองเอกราชประเทศ จึงมีความหมายยิ่งนัก ให้นึกถึงกำพืดตัวเอง

ประเทศไทย เป็นเพียงประเทศเดียวที่ ไม่มีวันชาติเป็นวันฉลองเอกราช เพราะ เราไม่เคยเป็น อาณานิคมใคร

ในประวัติศาสตร์ สยามเรา เคยเป็นประเทศราชของอาณาจักรพุกาม มหาอำนาจยิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้            และสองครั้งสองครานั้น สยามประกาศอิสรภาพ ไม่เป็นเมืองขึ้น เป็นประเทศราชของพม่าอีกต่อไป ก็ด้วยมีกษัตริย์ผู้นำและชาติพันธุ์นักรบที่ไม่ยอมศิโรราบกับพม่า

หากเราใช้ประวัติศาสตร์จุดนั้นว่า สยามเป็นเอกราช จากอาณาจักรพุกาม หรือสหภาพพม่าในปัจจุบัน ก็คงกระไรอยู่ ด้วยชาติพันธุ์ไทย ต่อสู้รบพุ่งกับพม่าในฐานะ “คู่สงคราม”มาตลอด  กรุงศรีศรีอยุธยา ถูกกองทัพพม่าตีแตกอยู่สองครั้งสองครา แต่เราไม่เคยบุกไปตีหงสาหรืออังวะของพม่าได้สักผีกริ้น

สยามตกอยู่ในฐานะ ดินแดนแพ้สงคราม เสียอิสรภาพ ไม่ใช่เป็น อาณานิคม ส่วนหนึ่งของ อาณาจักรพุกาม อย่าง มอญ/ไทยใหญ่/กะเหรี่ยงฯลฯ

กระนั้นก็ตาม การที่สยาม มีกษัตริย์ยอดนักรบ ไม่ยอมศิโรราบต่อพม่า จวบจนปฐมบรมกษัตริย์จักรีวงศ์ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯยังมิทันจะสร้างบ้านแปงเมืองเสร็จสิ้น พระเจ้าปะดุง กษัติย์พม่า แสดงแสนยานุภาพแห่งอาณาจักรพุกาม ยกแสนยานุภาพ เข้ามาทุกทิศทาง ดังประวัติศาสตร์”สงคราม9ทัพ”

คราวนี้หวังขยี้สยาม ทำลายกรุงรัตนโกสินทร์ฯให้ป่นปี้ยิ่งกว่า เผากรุงศรีอยุธา โดยหวังมิให้ไทยได้โงหัวขึ้นได้อีกเลย

แต่ปฐมบรมกษัตริย์แห่งจักรีวงศ์ พาประเทศรอดพ้น วิถีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ ยังมีพระมหากษัตริย์ไทยในอีกหลายรัชกาล ที่เอาแผ่นดินรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ/ฝรั่งเศส ขณะที่เพื่อนบ้านรอบตัวโดนหมด เพราะไม่มีกษัตริย์เฉกเช่นเลือดไทย

ถ้า ชาติพันธุ์คนไทย ยอมศิโรราบต่ออาณาจักรพุกาม มานับแต่สี่ห้าร้อยปีก่อน  หรือ พ่ายยะยับในสงคราม9ทัพ เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ด้วยไม่มีพระมหากษัตริย์ยอดนักรบ  ถึงวันนี้ย่อม เราก็คงเหลือเพียงชื่อ ชาวสยาม ที่อยู่ในส่วนหนึ่งของอาณาจักรพุกาม อันไม่ต่างกับ มอญ/กระเหรี่ยง/ไทยใหญ่ ที่มีชาติพันธุ์ แต่สูญแผ่นดินไปนานแล้ว

เนื่องเพราะ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพุกาม เมื่อสองร้อยปีก่อน แผ่นดินนี้ก็ย่อมไม่รอดพ้นจากเป็นดินแดนอาณานิคมฝรั่งผิวขาว ที่อังกฤษ/ฝรั่งเศส แม่งจับมือขีดเส้นแบ่งผลประโยชน์กันแล้ว ลากลงมาจรดแหลมทอง เป็น Indo China Malayan หรือ ในยุคนั้น ถ้าเราไม่มี พระมหากษัตริย์ดั่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ที่ทรงประปรีชาสามารถ “รู้เท่าทันฝรั่ง” นำพาประเทศรอดปากเหยี่ยวปากกาไอ้พวกล่าอาณานิคมมาได้ ถึงวันนี้

ก็ไม่มีประเทศไทย Thailand ที่ตั้งกันขึ้นมา ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อไม่ถึง100ปีก่อนด้วยซ้ำ 

เรามีวันที่ 5 ธันวามหาราช เป็นวันฉลองวันชาติ ไม่ใช่วันเมอร์เดก้า  วันเอกราช ปลดแอกจากอาณานิคมพวกฝรั่งผิวขาว ดังประเทศเพื่อนบ้านรอบตัวหรอกนะ

ผมเพียง ยกประวัติศาสตร์มาเขียน ให้สำเหนียกว่า โคตรเหง้าชนชาติไทย ที่สืบสานกันมาหลายชั่วอายุหลายร้อยปีเกือบจะพันปี ก็เพราะแผ่นดินอยู่ในระบบกษัตริย์ที่เข็มแข็ง  พาไพร่ฟ้าและแผ่นดินรอด ในแต่ละยุคแต่ละวาระ

หมายถึง แผ่นดินที่อยู่ใต้ระบบกษัตริย์ monarchy นะ ไม่ใช่ปัจเฉกตัวบุคคลของ someone who be king

หรือเอาแค่ ไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมาก็ได้

ถ้า ไทยเรา ไม่มีระบบกษัตริย์ มานับแต่ พ.ศ.2475 คณะราษฏร์ยุคนั้น เปลี่ยนแปลงการปกครองหมดจรด เพื่อนำประเทศไปสู่ระบอบ สาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข (อาจเป็น จอมพล ป.) ตามประเทศแม่แบบฝรั่งเศส

ประเทศคงป่นปี้ฉิบหายไปนานแล้ว เพราะ คนไทยมี”ปม”ใครขึ้นมาเป็นใหญ่ จะคลั่งอำนาจ ไม่มีใครยอมใคร ยอมแพ้ด้วยเหตุผลไม่เป็น ประธานาธิบดีอาจโดนลอบสังหารไปไม่รู้กี่คนก็ได้ สงครามกลางเมืองไม่สิ้นสุด ผู้ที่เดือดร้อนแสนสาหัสคือ ชาวบ้านประชาชนมิใช่หรือ

เวียดนามเป็นไง ผ่านยุค โฮจิมินห์ โงดินเดียม โงดินนู..ถึงสิ้นชาติ เขมร /ลาวก็ย่อยยับ เห็นๆ เพราะเขาไม่มีรากแผ่นดินอย่างไทยเรา

ฟิลิปปินส์ เป็นตัวอย่างประเทศประชาธิปไตยจ๋า ประสาอาณานิคมอเมริกัน มีประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งมาจะหกเจ็ดสิบปี..ถึงวันนี้ เป็นไง ประชาชนยากจนฉิบหาย ยิ่งกว่าคนไทยร่อยเท่า

ตัวอย่างก็มีเห็นๆ แต่”คนรุ่นใหม่” ไม่สำเหนียกกับคุณค่า”ในสิ่งที่มี”

โลกมันเปลี่ยนครับ.. คนหนุ่มสาว ยุคนี้ มันไม่สนใจเราเหง้าประวัติศาสตร์ ถ่มถุยอดีต มันมีแต่วันนี้กับวันพรุ่งนี้ เอาให้สุดๆ เอาให้เต็มที่เต็มคราบกับ คำว่า ประชาธิปไตย..ที่ยังไม่รู้เลยว่า..มันคือสิ่งที่เป็น เฉกเช่นนั้นจริงหรือ?

อย่าว่าแต่อะไรเลย..ลีกวน ยู พาสิงคโปร์แยกออกจากสหพันธรัฐมาลายา เมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ด้วยเจ็บช้ำ กัดลิ้น เลือดกบปาก..ข้าจะสร้างประเทศ จาก ติ่งแผ่นดินที่พวกเอ็ง(นักการเมืองผู้นำมาลายู) เห็นเป็นเกาะขยะนี้แหละ ให้ดีกว่าเอ็งให้จงได้

ลี กวน ยู ใช้อำนาจเผด็จการพลเรือนเบ็ดเสร็จ สร้างประเทศ ริดพวกฝ่ายค้านกระจุย อำนาจกฎหมาย ตุลาการเฉียบขาด..สิงคโปร์ที่ผ่านมา ไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่นนอน

ถึงวันนี้ สิงคโปร์เป็นไง

มั่งคั่ง ร่ำรวย สวัสดิการรัฐให้ประชากร ดีที่สุดในโลก นั่นก็เพราะรากฐานที่ ลี กวน ยู สร้างมากับมือ

คนสิงคโปร์รุ่นปู่รุ่นพ่อ เคารพรัก เทิดทูน ลี กวน ยู ดั่ง บิดาของประเทศ

แต่คนรุ่นลูกรุ่นหลานสิงคโปร์ ด่า ลี กวน ยู ว่าเป็น เผด็จการ ทรราช ตั้งราชวงศ์ ครอบครัวสืบทอดอำนาจปกครองประเทศ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของคนสิงคโปร์ ด้วยกฎหมายที่รุนแรงเฉียบขาดเกินไป

ความรู้คุณคน ความกตัญญู ที่เป็นรากฐานการสั่งสอนในวัฒนธรรมตะวันออก ไม่ใช่สาระของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป

มันจะเดินทางของมัน เรียกร้องไขว่หา อย่างสะเปะสะปะ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร ไม่รู้ว่าตัวเองได้หรือสูญเสีย  ไม่รู้ว่า ใครทำตัว หรือ ตัวทำตัวเองด้วยซ้ำ ช่างไร้ทิศทางหางเสือ จนน่าเวทนา เสียเหลือเกิน

บางที คนวัยปู่วัยพ่อ อาม่า อากง ในยุคนี้ อาจเป็นเพียง “คนโลกเก่า” ที่เป็นสักขีพยานของความเปลี่ยนแปลง โดยที่ๆไม่ต้องไปดิ้นรนอะไรกับมัน

คนรุ่นคนแก่ จะอยู่อีกนานสักเท่าไรเชียว 

จะดิ้นไปกับมันทำไม..ก็ช่างแม่มเถอะ

ถ้าผ่านไปสักสองทศวรรษ ยังหายใจ อยู่ ก็จะเห็นเป็นสักขีพยานเองว่า..

เด็กในวันนี้ ที่เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า อายุสี่สิบอัพขึ้นไป มีลูกมีครอบครัวบ้าง  มันจะอยู่กันอย่างไร..เท่านั้นแหละ

ยอดทอง