“..ความสุขที่แท้จริงก็คือ ความสงบ..” เมตตา อุทกะพันธุ์

เมตตา อุทกะพันธุ์
“..ความสุขที่แท้จริงก็คือ ความสงบ..”

ตอนเด็กๆ ครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร? คนอื่นตอบอาชีพในฝันกันทั้งนั้น ส่วนดิฉันก็ตอบโดยไม่ลังเลด้วยความภาคภูมิใจเลยว่า “อยากเป็นแม่ค้า” ชอบเล่นขายของ อาจเป็นเพราะคุณพ่อทำโรงสี เลยคุ้นเคยกับการค้าขาย สายเลือด

ทางการค้าจึงเริ่มเกิดขึ้นที่นั่น แล้วกิจกรรมแบบเด็กๆ ที่ชอบอีกหนึ่งอย่างคือการเล่นเป็น “ครูสอนหนังสือ” พอโตขึ้น ชีวิตก็ได้มาเป็นครูกับแม่ค้าจริงๆ ตามที่เคยฝันไว้เลยค่ะ

พอเรียนจบปริญญาตรีอักษรศาสตร์ก็ไปต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ กลับมาก็เป็นครูที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน สอนหนังสืออยู่พักใหญ่ สามี(คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์)ลาออกจากการเคหะฯ มาทำหนังสือ “บ้านและสวน”

ดิฉันก็ยังรับราชการอยู่ จนกระทั่งเมื่อวันหนึ่งเราต้องตั้งโรงพิมพ์ เนื่องจากคุณภาพที่จ้างเขาพิมพ์ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องใหญ่มาก คุณชูเกียรติบอกว่าทำคนเดียวไม่ไหวแล้ว อยากให้ออกมาช่วยกัน เพราะมีคนบอกว่า… เรื่องการเงิน ต้องให้ผู้หญิงดูแล ส่วนผู้ชายให้ดูเรื่องการบริหารไป เลยได้ออกมาได้เป็นแม่ค้าสมใจ

ชีวิตเปลี่ยนไปทันที ช่วงแรกกู้หนี้ยืมสินมาเยอะ เครื่องจักรแต่ละตัวมีราคาสูง เราต้องผ่อนทรัพย์สมบัติทั้งหมด ต้องสู้กับดอกเบี้ย ช่วงนั้นก็มีลูกเล็กๆ อีกด้วย ทำงานหนัก เหนื่อยมาก แต่ก็ค่อยๆ สู้กันมาเรื่อยๆ ค่อยๆ ขยายธุรกิจ จากที่เดิมแถวอรุณอัมรินทร์ ก็ต้องเริ่มมองหาพื้นที่เพื่อจะตั้งโรงงาน ธุรกิจหมดหนี้ไปแล้ว ก็ต้องมาเริ่มเป็นหนี้ใหม่กันอีกรอบ เมื่อปรึกษากันก็ตั้งคำถามว่า เราจะเป็นหนี้ หรือเข้าตลาดหลักทรัพย์ คุณชูเกียรติ ก็ตัดสินใจเข้าตลาดฯ ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ 1.ระดมทุนแทนการกู้จากธนาคาร 2.ถ้าวันหนึ่งลูกหลานไม่ทำต่อ แล้วบริษัทอยู่ในตลาดฯ ธุรกิจก็ยังเดินต่อไปได้ด้วยระบบ เราจึงนำบริษัทเข้าตลาดฯ ตั้งแต่ปี 2535

คำถามที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนทำงานก็คือ… “เมื่อไหร่ฉันจะได้รีไทร์?”  รู้สึกว่าชีวิตเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ธุรกิจในช่วงหลังเปลี่ยนวิถีไปจากเดิม มีการแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน และมีแนวโน้มวิ่งเข้าหาดิจิตอล ด้วยเหตุนี้เราจึงไปประมูลทีวี เพื่อจะรองรับธุรกิจของเราเองที่มีเนื้อหาพร้อมอยู่แล้ว

จริงๆ ก็เตรียมความพร้อมให้กับลูกไว้ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว เพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ตลิ่งชันก็รู้เลยว่านี่เป็นยุคของคนรุ่นใหม่แล้ว ก็ยกตำแหน่งซีอีโอให้เลย เขาก็บอกว่ายังไม่พร้อม แต่เราก็ให้เหตุผลไปว่า ถ้าวันนี้แม่ไม่อยู่เธอก็ต้องพร้อมอยู่ดี เพราะฉะนั้นการให้ตำแหน่งเขาไปในขณะที่เรายังอยู่ ยังสามารถเป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษาให้ได้ ยังช่วยเขาได้ แล้วค่อยๆ ถอยออกมาจะดีกว่า

ชีวิตมาทุกข์มากที่สุดเมื่อมาเสียสามีไป ทุกข์หนักจนต้องหันมาถามตัวเองว่า ชีวิตนี้เราต้องการอะไร เรามีพร้อมทุกอย่างแล้วแต่ทำไมชีวิตยังทุกข์อยู่อีก เพื่อนก็มาแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรม ให้ไปนุ่งขาวห่มขาว เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ในเมื่อเขาบอกว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ก็ไปกะเขา

ไปครั้งแรกก็โชคดี ได้พบกับพระอาจารย์มานพ อุป ส โม ที่จังหวัดจันทบุรี ท่านเป็นทั้งปริยัติและปฏิบัติ เข้าคอร์สกับท่าน  7 วัน 7 คืน ตอนนั้นชวนลูกไปเป็นเพื่อนด้วย สองคนแม่ลูกพอจบคอร์ส ถึงได้มาคุยกันว่า “เราไปอยู่ที่ไหนกันมา” ทำไมเราเพิ่งมารู้จักกับแก่นแท้ของพุทธศาสนาจริงๆ ชีวิตเปลี่ยนไปเลยทั้งคู่ โดยเฉพาะเราที่กำลังทุกข์หนัก ก็ได้หันมาใช้การปฏิบัติธรรมช่วยในการบรรเทาทุกข์เรื่อยมา และนำมาใช้กับการทำงาน ก่อนหน้านี้ก็เคยซึมซับมาจากคุณชูเกียรติมา ซึ่งท่านเป็นคนที่สนใจศึกษาในเรื่องธรรมะมาก แต่ไม่เคยไปปฏิบัติตามวัดหรือสถานที่ต่างๆ ขณะที่เราไม่เคยสนใจเลยทั้งๆ ที่ หนังสือธรรมะมีอยู่เต็มบ้าน จนเมื่อภายหลังเมื่อมาศึกษา ได้อ่านหนังสือธรรมะเยอะมาก จนเป็นที่มาของสำนักพิมพ์อัมรินทร์ธรรมะ

สิ่งสำคัญที่ได้จากการไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกก็คือ ทำให้รู้ว่าการที่เราจะพ้นจากทุกข์ได้นั้น แค่มีศีลอย่างเดียวไม่พอแล้ว ยังต้องมี สมาธิ และปัญญา ประกอบด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขาดอยู่ เราไปภาวนาก็เพื่อทำให้มีสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาตามมา นั่นคือการได้เห็นความจริงของธรรมะ ของธรรมชาติ เห็นการจากไปเป็นเรื่องธรรมดา สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไป ไปจากคนที่เรารักเช่นเดียวกัน ความโศกเศร้าที่สามีจากไปก็ค่อยๆ จางคลายลงไปได้บ้าง สิ่งที่จะทำให้เราพ้นไปจากตรงนี้ได้ก็ต้องพัฒนาจิตของเราเอง

พอกลับมาก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง สิ่งแรกคือ เปลี่ยนตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก จากเดิมนิสัยที่เคยใจร้อน โกรธง่าย เอาแต่ใจตัวเอง เราอาจจะมองตัวเองไม่ค่อยชัด แต่คนรอบข้างเห็นพัฒนาการนี้ เขาเห็นว่าเราใจเย็นลง เราก็รู้เท่าทันอารมณ์มากขึ้น เก็บอารมณ์ได้มากขึ้น อารมณ์โกรธใครก็เกิดขึ้นได้ยาก ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นจากเดิมที่เคยมีอยู่แล้วก็มากขึ้นไปอีก

เราตั้งโครงการ “เลิกเหล้าเข้าพรรษา” ให้พนักงานปฏิญาณตน แรกๆ มีรางวัลเป็นสิ่งล่อใจ แต่จากนั้นไปเขาก็เห็นประโยชน์ด้วยตัวเอง เห็นเพื่อนๆ ที่เลิกเหล้าแล้วมีรายได้เหลือ บางคนก็เลิกต่อเนื่องไปเลย จากโครงการง่ายๆ ก็ต่อยอดกลายเป็นโครงการปฏิบัติธรรมให้กับคนทั่วๆ ไป และยังเป็นกุศโลบายให้คนของเราได้เข้าคอร์สเหล่านี้ด้วยโดยไม่มีการบังคับ ครั้งแรกที่จัดมีพนักงานของเราสมัครแค่เพียงไม่กี่คน หลังจากนั้นก็เพิ่มมากขึ้นๆ รวมไปถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องของพนักงาน ซึ่งเราจัดให้เป็นประจำทุกปีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

หลังจากปฏิบัติธรรม ก็มีคนมาชวนให้ไปกราบเสด็จแม่ (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์) ไปโดยไม่ทราบเรื่องราวอะไร แต่หลังจากวันนั้นแล้วรู้สึกเกิดความผูกพัน และอยากจะทำอะไรให้บางอย่าง บังเอิญได้เห็นหนังสือแต่อ่านแล้วไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ กลับมาก็ค้นหาประวัติของพระองค์ท่าน และได้เจอที่ หม่อมราชวงศ์แสงสูร ลดาวัลย์ ได้เขียนไว้สั้นๆ เราก็อ่านรวดเดียวจบ จนเป็นที่มาของการทำหนังสือถวายเรื่อยมา และผูกพันกับการไปกราบสักการะอยู่เป็นประจำ

พออายุมากขึ้นก็ค้นพบว่า ความสุขที่แท้จริงก็คือ “ความสงบ” จิตไม่ต้องไปกังวล จิตมีความสะอาด สงบ สว่าง ความสุขอยู่ที่จิตใจไม่ใช่จากเรื่องภายนอก ทุกคืนก็สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ ก่อนเข้านอน ความสุขอยู่ที่การปฏิบัติ มีชีวิตที่ไม่ยุ่งวุ่นวาย อยู่เงียบๆ คนเดียวได้ สมัยก่อนเคยอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ตอนนี้กลับอยากอยู่คนเดียว ทำงานให้น้อยลง ค่อยๆ ถอยตัวเองออกมา ใช้เวลาอ่านหนังสือธรรมะ นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง

โลกกับธรรม ยังต้องไปด้วยกัน เรายังเลือกที่จะเป็นฆราวาส เรายังไม่ได้บวช ลึกๆ ก็อยากจะบวช แต่จริตของเรายังไม่ถึงขั้นนั้น ก็ขอปฏิบัติอยู่กับบ้าน แล้วบางสิ่งบางอย่างก็ต้องถือว่าเป็น “ธรรมะจัดสรร” ถึงเราไม่ได้ขวนขวายไปหา แต่บางครั้งสิ่งดีๆ ก็เข้ามาหาเราเองค่ะ

IMG_9206