นลินทิพย์ เทียนประภาโช

นลินทิพย์ เทียนประภาโช
บริษัท ทิพย์วรมัน ดีวิลอปเม้นท์ จำกัด

“ชีวิตนี้ไม่เคยอยู่เฉยเลยค่ะ” คุณเปิ้ล (นลินทิพย์ เทียนประภาโช) เอ่ยประโยคแรก เมื่อถามถึงความเป็นมาเป็นไปของชีวิต…

คุณเปิ้ล เติบโตมาจากจังหวัดสมุทรสาคร คุณแม่เป็นแม่ค้า คุณพ่อขับรถ… “เราเป็นครอบครัวชั้นกลางพอมีกินมีใช้ ตอนอายุประมาณ 7 ขวบ อาศัยอยู่กับคุณยาย ก็เริ่มทำงานแล้ว อยากได้เงิน เอาไว้ใช้จ่ายส่วนตัว เป็นคนไม่เลือกงาน อะไรที่เป็นเงินทำได้หมด จะหนักจะเหนื่อยแค่ไหนก็สู้ และไม่ทำในสิ่งที่ผิดเด็ดขาด ตอนกลางวันไปรับจ้างเสิร์ฟที่ร้านอาหารฟาร์มอ่างทอง จ.สมุทรสาคร ยุคนั้นกำลังดังมาก พอตอนเย็นก็ไปรับจ้างเข็นของที่ตลาด มีรายได้เพิ่มอีกวันละ 10 บาท ซึ่งตอนนั้นสำหรับเราก็ถือว่าเยอะมากแล้ว เป็นคนชอบค้าขาย พอทำงานได้สักระยะก็เริ่มมีเงินทุน อะไรที่สามารถซื้อมาขายไป ถ้าพอมีกำไรเหลือก็ทำหมด ข้าวโพด ก็เคยขาย แม้แต่ถ่านหุงข้าวก็ยังขาย ซื้อมา 5 บาท ขายได้ 10 บาท ถึงจะน้อยแต่ก็ยังได้กำไรบ้าง”

เธอเล่าต่อว่า… “เรียนมาน้อยค่ะ จบแค่ ป.7 แต่เป็นคนมีมานะ อาศัยความขยัน ทำงานตลอด ไม่หยุดอยู่เฉย วันหนึ่งระหว่างเข็นรังนกขายในงานประกวดพระเครื่อง ได้รู้จักกับเซียนพระที่มีชื่อเสียง พี่ ๆ เขาก็เมตตาเลยได้เข้าไปช่วยทำงานเกี่ยวกับการประกวดพระเครื่อง ให้ทำหนังสือบ้าง ช่วยงานด้านการประกวดบ้าง ทำให้พอมีความรู้เกี่ยวกับการประกวดพระเครื่อง จนได้มีโอกาสจัดการประกวดพระเครื่องเองด้วยหนึ่งครั้ง” คุณเปิ้ล กล่าวถึงเรื่องราวในอดีตที่เป็นอีกประสบการณ์สำคัญ…

“อยู่กับสายพระมาตลอด จนได้พบกับสามีซึ่งทำธุรกิจก่อสร้าง ตัวดิฉันเองก็รู้จักกับพระเยอะ จึงได้มีโอกาสเริ่มทำงานก่อสร้างภายในวัด รู้สึกภูมิใจมาก เพราะได้มีโอกาสรับใช้พระผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่าน ซึ่งให้โอกาสเราได้ทำงาน ได้แสดงฝีมือ ฝากผลงานที่ออกมาจนเป็นสิ่งที่ภูมิใจมาถึงทุกวันนี้”

แต่ชีวิตก็ใช่ว่าจะราบเรียบตลอดไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่คาดคิด นับว่าเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ เมื่อต้องสูญเสียสามี เสียทรัพย์สิน แล้วคุณพ่อก็มาจากไปอีก ปัญหาทุกอย่างถาโถมเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัวได้ทัน เป็นบางคนคงไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ยังไง…

“ช่วงนั้นรู้สึกแย่มาก ๆ เพราะต้องแยกออกมายืนด้วยตัวเอง ล้มลุกคลุกคลาน ไม่มีงานทำ รู้สึกสิ้นหวัง หมดกำลังใจไปเลย อยู่แบบนั้นเป็นปี เคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง โชคดีที่ได้ปรึกษา ได้คำแนะนำจากหลวงพ่อวัดกู้ คุณแม่วัดไตรมิตร และกำลังใจจากคนรอบข้างอีกหลายท่าน อีกทั้งเรามีลูก มีหลาน มีคนรอบตัวหลาย ๆ คน ที่คอยเป็นห่วง ทำให้ต้องฮึดสู้ ล้มไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นอะไรไป แม่คงอยู่ไม่ได้ แล้วลูก หลาน จะอยู่ยังไง เราต้องกลับมายืนเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับคนในครอบครัวอีกครั้งให้ได้” คุณเปิ้ล ใช้เวลาตั้งตัวอยู่ราวปีกว่า ก็สู้จนโผล่ขึ้นมาจากห้วงน้ำของปัญหาได้…

แต่ถ้าถามว่า เมื่อเจอสารพัดปัญหามารุมเร้าแบบนี้แล้ว…ท้อมั้ย? คำตอบคือ “ท้อค่ะ!” แล้วสู้มั้ย? “สู้ค่ะ!” เธอตอบอย่างหนักแน่น ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ตราบใดที่มีลมหายใจ มีมือ มีเท้า และมีกำลังใจที่ดี เราต้องเดินต่อไปได้ เรายึดหลักพระพุทธศาสนา มาเป็นอันดับแรก ลูก หลาน แม่ ทุกคนที่เราต้องเลี้ยงดู ถ้าเราเป็นอะไรไป แม่จะอยู่อย่างไร แล้วเมื่อหันมาดู ลูกเราก็รักเรา หลานก็น่ารัก เราจะท้อทำไม ยอมทำไม ต้องลุกขึ้นมาสู้ พยายามทำด้วยตัวเองคนเดียว ไม่เคยบอกความทุกข์ใจ หรือปัญหา ให้กับคนรอบข้างให้เขาทุกข์ไปกับเราด้วย”

เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อคุณเปิ้ล ต้องมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งเพียงลำพัง… “มานั่งคิดว่า เราสะสมประสบการณ์ด้านก่อสร้างมาแล้วกว่า 20 ปี นี่คือสิ่งที่เราถนัดที่สุด จึงตัดสินใจเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” แต่เธอต้องเริ่มงานจากคำว่า… “ศูนย์ จริง ๆ เลยค่ะ ไม่มีเครื่องมืออะไรเลยสักชิ้น เหล็กสักเส้น ลูกน้องสักคน” เธอจึงต้องคุยกับคุณแม่… “ขอทองที่แม่มีมาหมดเลย ขายเอาไปทำทุนก่อน แล้วใครที่เขาพอจะเมตตาก็ขอความช่วยเหลือ เพื่อเริ่มซื้อเครื่องมือ คนงานที่พอเห็นใจเราก็มาช่วยกัน เริ่มประเดิมงานแรกที่เป็นธุรกิจของตัวเองล้วน ๆ ด้วยการรับงานต่อเติมบ้าน แล้วก็ขยับขยายมาเป็นงานก่อสร้างโบสถ์วัดวชิรธรรมาวาส ลาดกระบัง, โบสถ์ที่วัดป่าใหญ่สามัคคีธรรม จ.ศรีสะเกษ และงานก็เริ่มมีเข้ามาเรื่อย ๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง จนสามารถขยับขยายธุรกิจขึ้นตามลำดับ รับงานมากขึ้นมีก่อสร้างพร้อมกันหลายแห่งเลย ต้องจัดสรรเวลา วางแผนการทำงาน จนเวลาส่วนตัวแทบไม่มีเลยก็ว่าได้”…

“ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ” คุณเปิ้ล บอกถึงหัวใจของการทำงาน “ไม่มีการโกง การกิน เพื่อให้มีกำไรมากขึ้น สเป็คกำหนดมายังไง ต้องทำอย่างนั้น ไม่มีลดคุณภาพวัสดุ มีแต่เพิ่มให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เพราะเมื่อเสร็จ คนก็เห็นผลงาน ถึงแม้ตอนนี้เราจะเหมือนเด็กใหม่ที่เพิ่งกลับเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ได้ไม่นาน แต่เรามีความซื่อสัตย์ จริงใจ มั่นใจและเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างที่เราทำดีไว้ก็จะย้อนกลับมาหาเราเอง”

“ก่อนเกิดโควิด-19 ธุรกิจทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี มีงานเข้ามาพร้อมกัน 3-4 งาน แต่พอมาเจอปัญหาโควิด-19 เข้าไปทุกอย่างหยุดชะงักหมด ต้องหยุดทุกอย่าง งานที่ได้มาก็ไม่สามารถไปทำได้ แต่ลูกน้อง 30-40 คน ที่อยู่กับเรามานั้นทิ้งกันไม่ได้ ถึงทุกคนบอกให้หยุด แต่เราคิดว่า ทำอะไรก็ทำได้ แต่จะให้ทิ้งลูกน้อง เราทำไม่ได้ เขาฝากความหวังไว้กับเรา ก็ต้องดูแลกันไป ทรัพย์สินที่มีก็ขายบ้าง อะไรที่มีอยู่ก็ไปจำนองจำนำทุกอย่าง หยิบยืมเท่าที่หาได้เพื่อจะเลี้ยงลูกน้อง จนกว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย” หัวเรือใหญ่กล่าวอย่างมั่นใจ

นอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา คุณเปิ้ล ยังได้รับเกียรติจาก นายกเทศมนตรี ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี (นายสมบูรณ์ ปานย้อย) ให้โอกาสมาช่วยงานเป็น ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง… “ภูมิใจมาก ๆ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่เห็นคุณค่าและความสามารถในตัวเรา อีกทั้งชาวบ้านเห็นพ้องยอมรับ ตั้งใจจะทำหน้าที่ผู้ช่วยให้ดีที่สุด เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่บ้านให้ไปช่วยงานอะไรก็ตาม จะลงมือทำเองทั้งหมด ซึ่งในวิกฤตโควิด-19 นี้ ทำให้ได้เห็นว่า ชาวบ้านมีความลำบาก ประสบปัญหา และโดนผลกระทบกันเยอะ สิ่งไหนที่สามารถช่วยเหลือได้ก็ทำเต็มที่ เพราะเราก็เข้าใจถึงความลำบากเหมือนกัน”

ทุกวันนี้งานของคุณเปิ้ลค่อนข้างเยอะ เพราะต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสม ทั้งงานราชการที่ได้รับมอบหมาย และธุรกิจก่อสร้างที่ต้องดูแล ออกจากบ้านแต่เช้ากลับเข้าบ้านก็มืด การดูแลสุขภาพออกกำลังกายให้เวลากับตัวเองก็น้อย เลยต้องอาศัยการเลือกกินเป็นตัวช่วย ซึ่งก็ได้ผลอย่างดี ทำให้ดูกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว… “มื้อเช้าอาหารหลักจะเป็นผักและไข่ ปิดท้ายด้วยน้ำขิง ไม่เน้นทานแป้ง โดยมื้ออื่น ๆ ก็จะเน้นผักเป็นหลักเหมือนกัน แต่ก็มีบ้างบางมื้อที่อยู่กับลูกและครอบครัว ก็จะรับประทานเต็มที่ มีหลุดไปบ้าง แต่ทำให้เรามีความสุขทางใจนะ”… เธอเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“ส่วนการดูแลสุขภาพใจของเปิ้ล ก็ง่าย ๆ ค่ะ อาศัยหลักพระพุทธศาสนา เมื่อก่อนจิตใจฟุ้งซ่าน จนคิดไปทั่วหมด แต่พอได้มาสวดมนต์นั่งสมาธิ อยู่กับตนเอง รวบรวมสติ ทำให้เราเย็นลง ให้อภัยกับทุกเรื่อง รู้จักทำให้จิตใจสงบการได้นั่งสมาธิ สูดลมหายใจลึก ๆ จะช่วยให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ทำให้มีสติอยู่กับตัว เพราะคนเราทุกคนมีโกรธ มีโลภ มีหลง และคนเราก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้หมดอยู่แล้ว แม้แต่คนใกล้ชิด เพราะฉะนั้น อย่าไปสนใจกับทุกเรื่อง เรื่องไหนปล่อยวางได้ก็ควรปล่อย ไม่นำกลับมาคิดให้วุ่นวาย เพราะทุกปัญหามีทางออก แต่ต้องแก้ด้วยสติ เวลาที่คนเรามีปัญหา ที่แก้ไขกันไม่ได้นั้น มักจะสติแตก จนเรื่องบานปลายใหญ่โต เราต้องตั้งสติ มีสมาธิ ดึงตัวเองให้กลับมาให้ได้ก่อน แล้วไม่ว่าเรื่องใหญ่แค่ไหน ก็จะผ่านพ้นอุปสรรคทุกอย่างไปได้”

คุณเปิ้ลยังให้ข้อคิดอีกว่า “เราคาดหวังเหตุการณ์ภายภาคหน้าไม่ได้ ก็ขอไปเรื่อย ๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา มันก็ต้องเกิด ต้องพยายามประคับประคองให้ดีที่สุด เดินไปให้ได้ถึงที่สุด แต่ต้องค่อย ๆ เดิน อย่าวิ่ง เดี๋ยวจะหกล้ม”

และความสุขที่สุดของชีวิตคุณเปิ้ลอยู่ที่ไหน?…

“การได้อยู่กับครอบครัว เฝ้ามองดูลูกหลานเติบโต โดยเราคอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับเขา ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และทำให้มีความสุขที่สุดแล้วค่ะ”