ความจริงที่ควรจดจำ

กว่าเราจะเอาโรคที่อุบัติใหม่ให้อยู่ได้ เล่นเอาแทบหมดเนื้อหมดตัวไปตามๆ กัน นับแต่เริ่มมีข่าวจาก “อู่ฮั่น”มาไทยก็คงจะเกือบ 8 เดือน เข้าไปแล้ว ทางของเรานี่จัดเต็มทั้งกฎหมายปกติที่มีอยู่ กฎเฉพาะกาลต้องเข็นออกมาใช้ ซึ่งมันก็ได้ผลอย่างเห็นได้ชัดเจน หากเราไม่มีอาวุธลับคอยขับเคลื่อนคงจะไม่มีประเทศไทยอย่างทุกวันนี้แน่นอน จากการปราบโรคร้ายด้วยเรื่องที่เป็นธรรมดา คือสวมใส่หน้ากากอนามัย กินร้อน ช้อนกลางตัวเอง และรักษาระยะห่างเท่านี้ เจ้า “โควิด-19” มันก็ราบคาบอย่างที่เป็นอยู่อย่างที่เรารับรู้กันอยู่  ไทยเราถูกยกยอปอปั้นว่าเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในการจัดการกับโรคร้ายนี้ แต่ก็ขอบอกว่าอย่าได้ดีใจได้ปลื้มกับคำพูดที่เป็นเพียงลมปากของใครก็ตามที่ว่ามา…

คนไทยเราควรมีจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า “เราต้องพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งคนอื่น” เพราะไอ้กระบวนการที่เราทำเพื่อเอาชนะ “โควิด-19” มันกลับเป็นเรื่องน่าขันสำหรับพวก “ฝรั่งมังค่า” ที่มองคน “เอเชีย” เราเป็นพวกด้อยความคิดตลอดเวลา ไอ้ที่เขาจะเอาความคิดของเราไปทำเป็นต้นแบบเพื่อผู้คนของเขา “มันเสียหน้า” พวกเขารับไม่ได้กับการต้องยอมจำนนกับแนวทางเอเชียเรา ทำไปทำมาชีวิตมนุษย์ที่เป็นเอเชียกับในอีกซีกโลกมันควรจะดีหรือไม่ดีกันแน่ คงต้องเอาไปพิจารณากันเองก็แล้วกันนะครับ

กลับมาที่ของเราอีกรอบหลังจากที่มีการเปิดกรงเหล็กเข้าสู่เฟสต่างๆ ผู้คนเริ่มหายใจหายคอได้คล่องปอดกันหน่อย การทำมาค้าขายก็พอจะทำได้อยู่ถึงแม้จะไม่เป็นอย่างที่เคยผ่านมา แต่ก็คิดว่าพอทนอยู่เหมือนกัน ส่วนเจ้าโรคบ้าบอนี่จะกลับมาอีกรอบหรือเปล่ามันก็ขึ้นอยู่กับชาวบ้านชาวช่องอย่างเราๆ ท่านๆ นี่แหละจะร่วมแรงร่วมใจกันหรือเปล่า  ส่วนโรงเรียนที่จะกลับมาเปิดเรียนเต็มรูปแบบในเดือนหน้าก็เอาเป็นว่าได้ลุ้นกันยาวๆ อีกรอบ ส่วนจะตอบโจทย์ที่ว่า “หากโรคนี้มาอีกรอบ” เราจะทำอย่างไรกันดี เรื่องนี้ขอบอกได้คำเดียว “จะเกิดการบาดเจ็บและล้มตายกันเกลื่อน”  ไม่ใช่มาจากโรคร้ายแต่จะเป็นภัยจาก “ความอดอยากปากแห้ง” ของผู้คนกันเองนี่แหละ

แค่ลองคิดดูว่าหากเราต้องปิดบ้านปิดเมืองกันอีกที ซึ่งครั้งนี้เราจะเหลือแต่ซากจริงๆ เพราะคนไทยเราส่วนมากที่จะอดอยากตายก็เพราะความประมาทเป็นเหตุสำคัญ นั่นเพราะเรานั้นไม่รู้จัก “เก็บหรืออดออม” ไว้ในยามที่มีทุกข์เช่นที่ผ่านมา เราจะคอยแต่รับความช่วยเหลือและเมตตาจากรัฐอยู่เรื่อยไป การที่ผมเขียนเช่นนี้หาได้จะไปตอกย้ำความช้ำชอกที่มีอยู่ก็หาไม่ “เราไม่รู้จักเก็บไม่รู้จักออม” กันจริงๆ การหากินไปวันๆ บวกกับการใช้เงินเกินตัว มันมีอยู่เสมอในสังคมไทยเราเอง หากเราทำมาหาเก็บไว้เพื่อโอกาสที่ “นรกมาเยือน”มันคงไม่เป็นแบบนี้ เราไม่คิดจะทำงานที่เป็นแรงงานกันอีกแล้วกระมัง เพราะจาก “แรงงานที่มาจากเพื่อนบ้าน” มันมากพอๆ กับคนตกงานที่เรามีอยู่นั่นแหละ เม็ดเงินที่เป็นของต่างชาติที่มาทำงานหากหว่านมาเป็นของคนไทยที่อดอยากก็คงอยู่กินได้แบบสบายๆ ต้องจำไว้อย่างหนึ่งคือ ประเทศในอีกซีกโลกที่กำลังเอาตัวไม่รอดก็เหมือนเราตอนนี้ คือ “ขี้เกียจเป็นหลัก” แล้วเราจำทำอย่างไรกันดีและนี่คือ “ความจริงที่ควรจดจำ”

ครูไก่