ตอนที่ 10 ความรัก คือ เวลา (1)

กาลเวลาล่วงเลยมาจนขณะนี้พบกับแพเข้าสู่วัยแรกรุ่น…

ยายพริ้มซึ่งสังขารร่วงโรยจนไม่สามารถเดินเหินเหมือนเดิมได้แล้ว ก็มีแต่พบกับแพที่

คอยดูแลปรนนิบัติอย่างสม่ำเสมอ ค่ำคืนนี้วันเพ็ญเดือน ๑๒ ซึ่งตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์ส่องแสงสว่างสดใสแผ่รัศมีกว้างไกลทรงกลดงดงามยามราตรีนี้ มีพบกับแพที่นั่งเคียงข้าง 

“พบ  แพ  พายายออกไปนั่งมองดาว  มองจันทร์ที่นอกชานทีเถอะลูก”

สีหน้าและแววตาของยายพริ้มบ่งบอกถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในใจ  พบและแพสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจและเกิดความรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาพร้อมๆกัน

“ได้จ้ะยาย”

พบช้อนร่างอันบอบบางของยายพริ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง  แพหยิบผ้าห่มที่ยายพริ้มใช้ประจำเดินตามออกมาด้วย  ตั้งแต่ยายพริ้มมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะเป็นต้นมาพบและแพก็มาอยู่ดูแลปรนนิบัติเป็นประจำที่บ้านยายพริ้มโดยขออนุญาตจากหลวงพ่อและแม่ชีที่วัด  ซึ่งท่านผู้ทรงศีลทั้งสองก็เห็นด้วยที่สองหนุ่มสาวซึ่งเปรียบเหมือนลูกหลานสนิทของยายพริ้มจะมาอยู่ดูแลผู้อาวุโสอย่างใกล้ชิด      

พบนำร่างของยายพริ้มมานอนอยู่ที่ชานหน้าบ้านเรือนไทยหลังเก่าแก่กว่าร้อยปี 

ท่ามกลางแสงจันทร์ และดวงดาวที่ระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในคืนวันลอยกระทงนั้น  พบกับแพมองเห็นความชราและรอยเหี่ยวย่นที่ปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าและเรือนร่างของยายพริ้มชัดเจน

 กระทงพญานาคที่ทั้งพบและแพบรรจงประดิษฐ์อย่างสวยงามตามที่ยายเคยสอนไว้

ตั้งแต่ตอนพลบค่ำ เพื่อเตรียมสักการะ ท่านปู่พญานาคราช ท่านย่าพญานาคี และพระแม่คงคา ฯลฯวางรออยู่พร้อมแล้ว  พบ…แพ…ไม่ลืมที่จะนำดอกบัวหลวงสีชมพูสดใส มะลิหอม พร้อมเงิน ๔ ตำลึง ตัดผม ตัดเล็บใส่ลงไปในกระทง ปักธูปเทียนผึ้งแท้ พร้อมสรรพ แต่ดูเหมือนพบกับแพจะรู้ว่ากระทงจะยังคงตั้งให้จันทร์ส่องตลอดค่ำคืนนี้เป็นแน่แท้

พบและแพมีความคิดในใจที่ไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่หญิงชราเคยสอนไว้เสมอว่า ไม่มีใครหลีกพ้นจากความตายไปได้ แต่ด้วยความรักและความผูกพันที่มีต่อหญิงชราทำให้พบ…แพ…มิอาจสะกดกั้นน้ำใสๆในแววตาไว้ได้ เหมือนจะล่วงรู้ว่าอีกไม่นานเขาทั้งสองต้องยอมรับกับความเป็นจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้

“พบ…แพ”เสียงยายพริ้มแหบพร่าอย่างเห็นได้ชัด 

“ขยับเข้ามาใกล้ๆ ยายอีกหน่อยซิลูก เด็กทั้งสองขยับตัวเข้าไปใกล้จนชิด และเอามืออัน

เหี่ยวย่นของหญิงชรามากุมไว้ สายตาของยายพริ้ม เหม่อลอยไปบนฟากฟ้าไกลและถอนหายใจแผ่วเบา 

“พบ…แพ…ลูก ยายคงอยู่กับเจ้าทั้งสองได้ไม่นานถึงเวลาของยายแล้ว ยายขอย้ำให้หนูทั้ง

สองรับรู้ก่อนที่ยายจะจากโลกใบนี้ไป…”

ยายพริ้มหยุดพูดและมีอาการหอบเหนื่อย

“บ้านเมืองของเราเวลานี้กำลังจะเข้าสู่กลียุค มนุษย์ทำไม่ดีมีจิตใจใฝ่ชั่ว โลกจะเกิดภัยพิบัติ จากสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเชื้อโรคจะแพร่กระจายระบาดทุกหย่อมหญ้า แต่มนุษย์ก็ไม่ได้สูญพันธุ์ จะเหลือแต่คนดีมีศีลที่รอดพ้นจากภัยพิบัติ ฟ้าดินจะลงโทษ น้ำจะมาล้างโลก ดังคำโบราณว่าไว้ น้ำจะท่วมฟ้าปลาจะกินดาว”

“มนุษย์เรานี่นะ ขนาดกับพญานาคก็ยังเอาเปรียบเขาเลย รู้ว่าพญานาคมีทรัพย์สมบัติมากมายก็ใช้เล่ห์กลอุบายปิดทางขึ้นลงของพญานาคจนพญานาคสาปแช่งให้เจริญเท่า “ช้างพับหูงูแลบลิ้น” หนูคงเข้าใจน่ะลูกว่ายายหมายถึงอะไร”

“มนุษย์เราเวลานี้ถูกกิเลสครอบงำอย่างแรงกล้า จนทำให้ปัญญาหยาบและไม่ตั้งอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม เอาผลประโยชน์เป็นใหญ่ ช่วงของกลียุคเป็นช่วงของคนบนโลกถูกอกุศลกรรมครอบงำจิตใจ คนชั่วจะออกมาฆ่าฟันประหัตประหารกันด้วยวาจาแทนอาวุธกันเอง มนุษย์เกิดความขัดแย้งมีความแตกต่างไปคนละแนวทางเปรียบเหมือนมนุษย์ที่พิการทั้งทางร่างกายและพิกลทางจิตใจ ภัยพิบัติก็จะรุนแรงมากขึ้นและจะส่งผลให้อายุของมนุษย์สั้นลงไปเรื่อยๆ”

“คนที่ประกอบแต่อกุศลกรรมก็จะเป็นคนกลุ่มน้อย เข่นฆ่ากันด้วยวาจา คนดีก็จะเกิดความสลดใจ ทำไมมนุษย์ต้องทำร้ายกันเองขนาดนี้ก็จะพากันหลบหนี เมื่อคนชั่วล้มตายจนเกือบหมดสิ้น คนดีถึงจะกลับออกมา แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้นภัยพิบัติซึ่งเกิดจากธรรมชาติและมนุษย์เป็นผู้ทำลายก็จะกลับมาทำลายมนุษย์บ้าง ยายพูดถึงตรงนี้คงจะเข้าใจกันนะ พบ…แพ…ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น”

 ยายพริ้มพูดแผ่วเบา พบกับแพยังคงกุมมือหญิงชราไว้แน่น  แพแอบปาดน้ำตาที่เอ่อ

ไหลออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว

 “ยายจ๋าเหนื่อยแล้วเดี๋ยวหนูเอาน้ำมาให้ยายดื่มก่อน” 

หญิงชราส่ายหน้าไปมา แล้วพูดต่อ

 “ไม่มีประโยชน์อันใดกับยายแล้วลูกจำยายให้ดีๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล

ในธรรมคำสอน บทสวดมนต์องค์แทนพระพุทธเจ้าทั้ง ๘ องค์ จำไว้นะลูก”

  “พบ…แพ นอนลงข้างๆยายนี่ลูก แขนทั้งสองของยายจะอยู่กับหนูทั้งสองจนลมหายใจสุดท้าย…เราเคยนอนดูดวงดาวเมื่อวันออกพรรษา หลังจากดูบั้งไฟพญานาคเมื่อหลายปีก่อน ยังจำได้ไหมลูก?”

“จำได้ครับยาย”

“จำได้ค่ะยาย”

น้ำเสียงของพบ…แพเจือด้วยเสียงสะอื้น

“อีกไม่นานเมื่อทุกอย่างผ่านพ้น คนดีมีบุญอย่างพวกหนูจะได้อยู่ในยุคพระศรีอาริย์ หมั่น

สร้างกรรมดีนะลูก”

พระอาทิตย์ส่องแสงในยามรุ่งอรุณ พระอาทิตย์พระจันทร์เป็นดวงเดียวกันแล้ว 

“ดูนั่น…มังกรคู่คาบแก้วสีทองเหลืองอร่ามหางเกี่ยวก้อยร้อยรัดแน่นอยู่บนดวงจันทร์ดวง

อาทิตย์”

สายฝนโบกขรพรรษโปรยปรายพลิ้ว รุ้งทอทาบเจ็ดสี เช้าตรู่วันนี้จึงมีแต่น้ำตาของความปิติที่เกิดเป็นหลานยาย ยายสอนเสมอว่าเมื่อถึงกาลเวลาไม่มีใครหนีพ้นความตาย เกิดขึ้นตั้งอยู่และเสื่อมสลายไปในที่สุด

มณีจันทร์ฉาย