กลับบ้านเรา รักรออยู่

พอ ศบค. ผ่อนปรน ปลดล็อคเฟส3 ให้เปิดบริการนวดตัวได้ ผมพุ่งไปยังร้านนวดขาประจำหน้าโรงพิมพ์เลย ด้วยทนมาตั้งสองเดือนกว่า

ท่านผู้มีมาดวาดวงสวิงอันสวยงาม ย่อมทราบดีว่า การนวดตัว คลายกล้ามเนื้อ ช่างเป็นความสุขของร่างกายเสียนี่กระไร ใช่ไหมครับ

ผม นวดตัวแผนโบราณมาตลอด ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ด้วยอาชีพทำมากว่าสี่ทศวรรษ สมัยหนุ่มนั่งเคาะแป้นพิมพ์ดีด  สมัยแก่มานี้ก็เคาะคีย์บอร์ดคอมฯ  การนั่งงอตัว ก้มคอ ใช้นิ้วกดแป้นคีย์ปั้กๆ วันละหลายชั่วโมง ไม่เคยเปลี่ยนอิริยาบถด้วยเป็นอาชีพ ผมขับรถเอง ยืนบันไดพรุนกิ่งไม้เอง   มันทำให้กล้ามเนื้อ คอบ่าไหล่ สะบัก เกร็งแข็ง เมื่อยร้าว เป็นอาการเรื้อรังประจำ  บางที ปวดเข้าเบ้าตา  หลังแข็ง ลามไปทั้งซีกขวา

ผมบำบัดด้วยการนวด คลายเส้นคลายกล้ามเนื้อมาตลอด

หมอนวดต้องมือหนักถึงหนักมาก ต้องให้ถึงเส้น สองสัปดาห์ต้องนวดครั้งหนึ่ง ไม่งั้นลงจากเตียงก็เป็น มนุษย์หุ่นเหล็กวิเตชา ( ยังมีใครรู้จักมั่ง) แข็งเมื่อยขบไปทั้งตัว

เชื่อไหมครับ ช่วงวิกฤติโควิด ผมใช้ค้อนยางทุบๆ ไล่จากข้อเท้าขึ้นมาถึงสันสะโพก เอี้ยวขึ้นมา กล้ามเนื้อใหญ่แผ่นหลัง ดังปี้กๆ เด้งสู้ยังกับเคาะยางรถยนต์ (พลังสะท้อน เป็นศาสตร์โบราณ จะคลายการเกร็งของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น แต่ต้องพอรู้จุดแนวกล้ามเนื้อบ้าง  แบบอากงให้หลานทุบๆไหล่หลังแก้เมื่อยนั่นแหละ)  เพราะขาดการนวดประจำ

ผมมีหมอนวดประจำตัว  ที่นวดกันจนน่วม รู้ใจ มีแรงเท่าไหร่ใส่เข้าไป เข่า ตีน ศอก มาเลย ผมรับได้หมด ร้องโอดโอย ยังกับซาดิสม์ ก็ยอม

นวดน้ำมันเสร็จ อาบน้ำร้อน ประคบผ้าเช็ดตัวหนาๆ ผ่อนคลาย สบายจริงๆ

เธอบอกว่า..ป๋าเส้นแข็งทั้ง

ตัวอย่างนี้ คงทรมานน่าดู  ทำไมไม่โทรมา หนูไม่ได้กลับบ้าน ก็อยู่ที่ร้าน(ตึกแถว)นี่แหละ

ผมก็ว่า..อ้าว เขาห้ามนวด มันผิดกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตำรวจจับ เจ้าของร้านโดนปรับแสนนึง คนนวดแสนนึง นาเว้ย

เธอก็บอกว่า..หนูไม่ได้เปิดรับลูกค้านะ เป็นช่วยการบำบัดมากกว่า

ลูกค้าประจำทั้งนั้น  มาขอร้องให้นวดให้น่ะ ช่วยหน่อย โคหว่ง โควิด ไม่กลัวแล้ว ถ้าเธอไม่เป็น  ฉันก็ไม่เป็น เพราะไม่ได้ไปไหน  มันไม่ไหวจริงๆ เวลาปวดร้าว มันหงุดหงิด ทำอะไรไม่ได้เลย

ตำรวจท้องที่ ยังมาเคาะประตูร้านเลย ตอนแรกหนูก็ไม่เปิด ไม่รับ กลัวโดนสุ่มจับ แต่เขาบอกว่า ทั้งเข้าเวร ทั้งทำงานหนักควบกะ ช่วงโควิด หลังยอก หลังแข็งไปหมด ช่วยหน่อยเถอะ

กลัว ก็ถ่ายคลิปไว้ก็ได้ ..ตั้งใจมาเอง ไม่ได้ล่อจับ

กลายเป็นว่า หมอนวดแผนโบราณ(แท้ๆ)  เป็นอาชีพ “บำบัด คลายทุกข์” ให้กับผู้คน ในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19  และยังช่วย ลดความตึงเครียดในครอบครัวด้วยนะครับ

ผัวเมีย เจอหน้ากันทั้งวัน stay at home เบื่อ  ยิ่งปวดเมื่อยตัว ยิ่งทวีความหงุดหงิด อะไรก็ขัดหูขัดตา ปะทุเรื่องทะเลาะ บ้านแตก

มานวดตัวซะด้วยกัน เออ ผ่อนคลายไปได้บ้าง

เขียนเหมือนเรื่องใกล้ตัว แต่ก็อยากให้เห็นว่า  บางที ที่ คนเห็นเป็นเรื่อง ทำผิดกฎหมาย ไม่กลัวการแพร่ระบาดไวรัสโควิด แล้วพิพากษากันโครมๆ  บางเคส บางกรณี ก็เป็น “เหรียญมีสองด้าน”

และอยากจะเป็นเสียงให้กับ กลุ่มผู้ประกอบสัมมมาชีพแขนงนี้ว่า  นวดแผนไทยนั้น เป็นการบำบัดจริงๆ

แต่เรื่องที้อยากจะเล่าคือ new normal ที่ได้ฟังมา

ผมถามเธอว่า ลูกน้องกลับบ้านหมดซิ่ เปิดร้านแล้ว จะกลับมาไหม?

เธอเล่าว่า มีกลับมา กทม. คนเดียว อีกสามคน กลับบ้าน ไปแล้วไปลับ บอกอยู่บ้านแล้ว

สามคนที่อยู่บ้าน  ยังไม่ทิ้งงานนวด  รับจ้างนวดตามบ้าน และเป็น”มือปืน” ไม่ประจำร้าน เรียกมาก็ไปให้ ค่าแรงต่อชั่วโมงน้อยกว่าที่ได้รับในกรุงเทพฯ

แต่มีงานเสริมรายได้ คนนึง ปิ้งไก่ ปิ้งหมูปิ้ง น้ำจิ้มแจ่ว ข้าวเหนียว คนนึง มือตำตั้งแต่อยู่ร้านแล้ว ขายส้มตำ  อีกคน ลงทุนซื้อเตาอบมือสอง ทำขนมปังมีไส้ต่างๆขายเด็กๆ

ทั้งสามคนบอกว่า กลับไปอยู่บ้านสองเดือน รู้สึก ก็อยู่ได้นี่หว่า นอนใต้หลังคาสังกะสี บ้านไม้เก่า ก็ยังหลับสบาย

สำคัญคือมีความสุข ได้อยู่กับลูก ได้อยู่กับแม่ รายได้ก็พอเพียง ใช้จ่าย

ทำไมต้องกลับกรุงเทพฯ ทำงานงกๆ  บางวันเลิกสามสี่ทุ่ม เหนื่อยสายตัวแทบขาด เพื่อให้ได้เงินเจียดส่งไปบ้าน ให้ยายเลี้ยงลูก หมดไปเดือนๆ เดิมๆ

ถ้าไม่ได้กลับบ้านเพราะโควิด  ได้อยู่บ้านนานๆอย่างนี้ ก็คงไม่รู้หรอกว่า..ที่จริงชีวิตเราเลือกได้

ใครว่ากลับบ้านนอก แล้วไม่มีจะกิน

ผมอนุโมทนาสาธุเลย บอกว่า นั่นน่ะเป็นความคิด ที่ถูกต้องแล้ว

คนต่างจังหวัดอาชีพต่างๆ  ที่มาทำงานในกรุงเทพฯเป็นเวลานับสิบๆปี เยอะเลย ที่ไม่กลับกทม.แล้ว

ช่างฟิตซ่อมช่วงล่างรถยนต์คนหนึ่งที่ผมรู้จัก เป็นคนโคราช  ทำงานอู่ในกรุงเทพฯมานาน มีฝีมือ พอผ่อนคลายโควิด เถ้าแก่เรียกตัวกลับ..ไม่กลับแล้ว บอกเปิดอู่เล็กๆ ทำเองที่บ้าน ซ่อมช่วงล่างรถกระบะยันสามล้อถีบ  อยู่บ้านแค่แค่สองเดือน มีลูกค้าเวียนมาทุกวัน

เปิดหน้าบ้านทำ   กลายเป็นงานจ๊อบ แล้วใช้เวลาศึกษาหาความรู้เกษตรสมัยใหม่ ไปทำสวน ทำไร่

อาชีพรับจ้างในกรุงเทพฯ กำลังหมดไปเรื่อยๆ เพราะการหดตัวของธุรกิจทุกแขนง ด้วยเศรษฐกิจถดถอย งานไม่มีเพียงพอ ต่อการกลับมาทำงานใหม่ในกรุงเทพฯของคนต่างจังหวัดอีกแล้ว

กลับมาหางานไม่ได้ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน คุณภาพชีวิตก็เลวลง

ผมว่า คนต่างจังหวัด ที่กลับบ้านเกิดไปสองเดือนกว่า แล้วมีงานทำ มีรายได้พอเพียง มีความสุขกับการอยู่บ้านตัวเอง อยู่กับครอบครัว ไม่กลับแล้วกทม. คือ กลุ่มคนที่โชคดี อันจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่นั่นแหละครับ กลุ่มคนเหล่านี้ มีทักษะ มีฝีมือ อันสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้ ไม่ใช่ทั้งหมดจะทำได้

มีอีกเยอะ ที่กลับบ้านเกิดแล้ว ไม่เห็นอะไร นอกจากความแห้งแล้ง ความจน อยู่บ้านนอกมันลำบาก จะอดตาย ต้องดิ้นรนเข้ามาหางานที่กรุงเทพฯ จะได้มีเงิน ส่งไปเลี้ยงลูกเลี้ยงแม่

เพราะทั้งชีวิตที่ผ่านมา คิดไม่เป็น ทำไม่เป็น ไม่มีทักษะ ด้วยไม่เคยเรียนรู้ให้เป็นทักษะของตัวเอง

คนเหล่านี้ต่างหาก ที่เป็น  “ภาระของรัฐบาล” ที่จะต้องช่วยปรับสภาพ  ด้วยการเสริมสร้างทักษะ เพื่อประกอบวิชาชีพช่วยเหลือตัวเองในถิ่นเกิด 

หลังวิกฤติโควิด  ไม่ต้องเข้ามาหางานในกรุงเทพฯแล้ว มันยากลำบาก มีงานมีรายได้เพียงพอ ใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของตัวเองอย่างมีคุณภาพดีกว่าเยอะ

สิบคน อาจจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้ 4 ที่เรียนรู้ได้ สร้างทักษะได้

ไม่ผ่าน ด้วย พื้นฐานไม่ได้จริงๆ 4 คน

กับพวก “บัวใต้น้ำ” อีก2คน ไม่เอาสักอย่าง เกียจคร้าน งานหนักไม่เอา งานเบาไม่สู้  ขอเป็นคนจนขอเงินช่วยเหลือรัฐบาลอย่างเดียว

เอาแต่แบมือ  รัฐบาลเอาเงินมาแจกเดี๋ยวนี้  เงินกูอยูไหน

รัฐบาลเลิกได้แล้ว นโยบาย เอะอะก็แจกเงิน เพราะมันไม่ได้สามัญสำนึกใดๆ เพี่อสร้างคุณภาพชีวิต

อย่าแจกเงินให้ฟรีๆอีกเลยครับ

งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ..ม้อตโตนี้ ใช้มาตั้งแต่สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ หกสิบปีมาแล้ว ยังได้อยู่นา

จ้าง ไปลอกคูคลอง ถกผักตบ ทำความสะอาดหัวลำโพง ฯลฯ  เอาเหงื่อแลกเงินบ้างเถอะ

ยังมีค่า ศักดิ์ศรี ช่วยชาติ

ไม่ต้องพล่าม กูจน กู จน จะอดตายอยู่แล้ว

เกิดมาเป็นคนไทย..ไม่มีวันอดตายหรอก ยกเว้น คนหัวใจง่อย เท่านั้น

ยอดทอง