สูงสุดยอด..คืนสู่สามัญ

วิจัยกันว่า การคุกคามของไวรัสโควิด-19 จะหมดอันตรายในเวลา2ปี คือมันจะหายไปเองซะงั้น หรือ มนุษย์สามารถผลิตวัคซีนป้องกัน สร้างภูมิต้านทาน ถึงมันจะเข้ามาในร่างกาย ก็จะถูกเม็ดเลือดขาวทำลายหมด

กระนั้นก็ตาม มนุษย์ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่า ในอนาคต ยังคงจะมี เชื้อไวรัสตัวอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่าโควิด-19 ผุดขึ้นมาอีกหรือไม่ ด้วยสาเหตุมนุษย์คุกคามธรรมชาติเกินไป

มีการวิจัย ประมาณหมอเดาโน่นนี่นั่นเยอะ บ้างก็ว่า ใต้พื้นผิวโลกทั้งขั้วโลกน้ำแข็งหรือป่าดงดิบเส้นศูนย์สูตร ยังมีมีเชื้อไวรัสอื่นๆที่ “ฟรีซ”ตัวเองอยู่มากมาย เมื่อมนุษย์ทำโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ป่าดงดิบถูกทำลาย

มันก็จะผุดขึ้นมา อาศัยพาหะต่างๆระบาดกระจายสู่สิ่งมีชีวิตและมนุษย์

ก็เป็นเรื่องของอนาคต ดิ้นรนต่อสู้ ยับยั้งกันไป เพราะมนุษย์ก็มีวัฏจักรสู้กับโรคระบาดมาหลายร้อยปีแล้ว

มนุษย์เราเป็นสัตว์โลกที่มีอารยะ นับแต่โบราณกาล มีนักคิด นักปรัชญามากมายในยุคต่างๆ ให้ข้อคำนึง  มีศาสนา ศาสดา สั่งสอนเพื่อให้เกิดความเชื่อ  ยึดถือในสิ่งนั้นๆเป็น สรณะแห่งชีวิต ถ่ายทอดกันมา เป็น ศรัทธา ความรู้แจ้ง

หรือกระทั่งเป็น ศรัทธาแห่งการเป็นปรปักษ์ นำไปสู่สงครามศาสนา

แต่บทเรียนจากธรรมชาติ ไม่มีการสอน แต่ให้บทเรียนเลย เพื่อสร้าง “สามัญสำนึก” ให้กับมนุษย์ จะอยู่อย่างไร ใช้วิถีชีวิตอย่างไรต่อไปในโลกนี้ ที่ หนีทุกข์ภัยแบบเดิมๆได้

ใครจะคิดล่ะครับว่า สายการบินทั้งโลกเจ๊งระนาว เพียงเพราะมนุษย์เลิกบินไม่ถึงครึ่งปี  ธุรกิจโรงแรม5ดาวยันรีสอร์ทฝาไม้อัด กลายเป็นโรง

โลกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จนถึงอุตสาหกรรมในครัวเรือนsme เจ๊งระนาว ดังราวไฟลามทุ่ง

มีคนตกงานทุกระดับชนชั้น ceoบริษัทยันผู้ใช้แรงงาน

อะไรที่เคยเชื่อถือว่ามั่นคง มานับแต่ยุคอุตสาหกรรมหลายร้อยปีก่อน จบสิ้นเพียงต้นปี2020นี้เอง

นิวเคลียสแรกของสังคม ก็คือ ตัวตนบุคคลนั้นๆ เราท่านทั้งหลาย ที่ต่างได้รับผลกระทบจาก การมาจัดระเบียบของไวรัสโควิด-19 หนักสาหัสบ้าง มากบ้างน้อยบ่าง ตามแต่สถานะสังคม อาชีพของแต่ละคน

อันทำให้เกิด สามัญสำนึก ที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ความเชื่อ ทัศนคติเดิมๆ ในการก้าวเดินของชีวิต หลังวิกฤติโครวิด-19 อย่างน้อยก็2ปี นับจากนี้..นั่นคือ new normal ละ

new normal คือ ความตระหนักได้ต่อการปรับตัว เปลี่ยนแปลงของมนุษย์ ของสังคม ของทัศนคติ ในวิถีโลกยุคใหม่ จากการมา จัดระเบียบสังคมมนุษย์ ของ ไวรัสโควิด-19

ที่สุด ปรัชญาคำสอนของพระพุทธเจ้าคือแก่นแท้จริงๆนะครับ..ความไม่เที่ยง อนิจจัง

คุณล่ะครับ new normal ของคุณเองจะเป็นอย่างไร เคยคิดไหม?

ผมมีเรื่องเล่าเทียบเคียง ทั้งนิทานปรัชญา ทั้งเรื่องจริง

นักธุรกิจคนหนึ่ง ขับเรือเร็ว ไปเที่ยวตามเกาะแก่ง พบชายชาวประมง นั่งตกปลาอยู่ริมโขด จึงไปคุยด้วย

ชายชาวประมง ตกปลาครึ่งวันได้ปลาสามตัว นักธุรกิจเอ่ย..เสียเวลาชีวิตแท้ๆ เอาเวลาไปทำงานทำการ มีเงินมีทอง ชีวิตน่าจะดีกว่านี้

ชายชาวประมง จึงถาม..ชีวิตคุณทำอะไร ที่เรียกว่าความสำเร็จ?

นักธุรกิจร่ายยาว..ผมทำงานตั้งแต่หนุ่ม ใช้เวลาสามสิบปีไต่เต้าจากหัวหน้าส่วน จนขึ้นมาเป็นรองประธานบริษัท มีเงิน มีทุกอย่าง ถึงได้มีเวลาทำอย่างนี้ไง

ทำอย่างนี้ คือ ทำอย่างไร?..ชาวประมงถามซื่อบื้อ

ก็ได้มีเวลาพักผ่อน มีเรือเร็วขับ เล่นน้ำทะเล ตกปลา เป็นความสุข  นักธุรกิจตอบ

ชาวประมง เย่อปลาตัวที่ 4ได้..พรางบอกนักธุรกิจว่า..ผมก็ทำสิ่งที่คุณทำตอนนี้ มาตั้งยี่สิบปีแล้ว ตกปลา มีความสุข

หลายปีก่อน เป็นเรื่องจริงกับตัวเอง คือ ผมมีคอนโดฯที่หัวหิน วันหนึ่งขณะที่ผมนั่งปะกระเบื้องโมเสกผนังระเบียงที่มองออกไปเป็นทะเล มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ขออนุญาตเข้ามาดูห้องผม ด้วยเขาจะซื้อห้องติดกัน

ผมก็ปะกระเบื้องโมเสกทีละชิ้นๆของผมๆไปเรื่อยๆ ขณะที่เขาชวนคุยเรื่องต่างๆ

ที่สุด เขาก็ถามผมว่า..ผมไม่ทำงานหรือ ถึงมานั่งปะกระเบื้องชิ้นเล็กๆอย่างนี้ ให้เสียเวลา ใช้ช่างปูนก็ได้

ก็ตอบไปว่า..ผมอาชีพเขียนหนังสือ ขอส่งงานโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศได้ในบางช่วง จึงมีเวลาส่วนตัวมาปะโมเสก

สวยดีนะครับ..ถ้าผมซื้อห้องข้างๆ ผมขอจ้างคุณอามาปะระเบียงอย่างนี้ให้ผมได้ไหม..เขาเอ่ย ผมก็ได้แต่หัวเราะหึๆ ไม่ได้ว่าอะไร

คือ เขาไม่เข้าใจ “อะไรคือความสุข” ไงครับ

ผมมีความสุข ตั้งแต่มองผนังว่างเปล่าแล้วมีจินตนาการว่า จะปะโมเสกอย่างไร เปิดเน็ต ดูภาพโมเสกกรีก/ไบเซนไทน์ วิธีปะDIY กระทั่งไปเลือกซื้อแผ่นโมเสกแก้วสวยๆสารพัด มาแกะออกเป็นชิ้นๆ เพื่อปะประกอบใหม่ให้เป็นรูปที่เราหวังให้เป็น

เป็นความสุขตั้งแต่ปะชิ้นแรก ทำไปเรื่อยๆทีละชิ้นๆ  จนอีกหนึ่งเดือนต่อมา ยืนดูด้วยความภาคภูมิใจเมื่อปะชิ้นสุดท้าย ปิดจ๊อบ 

เหล่านี้ล้วนคือความสุข คงตีค่าเป็นเงินไม่ได้ ด้วยไม่มีหน่วยความพึงใจให้เห็นเป็นรูปธรรม

ชายหนุ่มคนนั้น ไม่มีปัญญาจะจ้างผมไปปะโมเสกผนังให้เขาหรอก แต่ถ้าเขาอยากทำอย่างผม..ก็จะสอนให้ฟรี

ปรัชญา (ของจริง) ก็เหมือนกับชาวประมง(เรื่องเล่า) นั่นแหละครับ

ช่วงวิกฤติโควิด-19 ลูกสาวเพื่อนผมคนหนึ่ง 2คนพี่น้อง ใช้เวลาว่างช่วง ออฟฟิศปิด stay at home คั้นน้ำส้มสด100% ใส่ขวดขายdelivery  โดยไปซื้อส้มจากตลาดไท มาทำที่บ้านแบบ home made  ปรากฏว่า ขายดิบขายดี เพราะลูกค้าพอใจ ฐานลูกค้าประจำมากขึ้น order สั่งเพิ่มเรื่อยๆ นอกจากส้ม ยังพัฒนาหลากออกไปเป็น น้ำสัปปะรด/ฝรั่ง/แอ๊ปเปิล

เมื่อไม่กี่วันมานี้ เพื่อผมมาส่งน้ำส้มลูกสาวให้ที่บ้าน บอกว่า  ลูกสาวคนหนึ่งออฟฟิศเปิดแล้ว อีกคนเรียกปริญญาโทนิดา พอมีเวลาทำต่อ เพราะเสียดาย เริ่มมาดีๆ

เลยเป็นงานหนัก เพราะต้องทำคนเดียวทั้งกระบวนการ สงสัยต้องเพิ่มอุปกรณ์การคั้นสด กับแรงงานคนช่วย เพื่อให้ซัพพลายมีพอกับดีมานด์

ผมจึงบอกเพื่อนไปว่า ใช้ปรัชญาญี่ปุ่นดีไหม.. ร้านราเมง/ข้าวแกงกะหรี่ร้านเล็กๆ แต่มีชื่อเยอะเลย ทำจำกัดชามต่อวัน ยี่สิบ สามสิบชาม ห้าสิบชาม แค่นั้น ไม่ขยายเพิ่ม ต่อให้มีลูกค้าเรียกร้องก็ตาม..อยากกินก็ต่อคิวพรุ่งนี้

เพราะเขาถือปรัชญา ทำได้เท่าที่เรามีความสุขในการทำ มูลค่าอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่เม็ดเงินพารวย

ลูกมันจะได้ไม่ปวดมือ ไม่ต้องเหนื่อย หลังขดหลังแข็ง คั้นน้ำผลไม้ตั้งแต่หกโมงเช้ายันสองทุ่ม เพราะวันรุ่งขึ้นมีออเดอร์ตั้ง200ขวด  

จ้างแรงงานเพิ่ม ก็เท่ากับหารแบ่งรายได้หมดแหละ

นี่ถ้าเป็นเวลาปีสองปีก่อน ต้องบอกว่า ลูกสาวเพื่อนเก่งนะ รู้จักทำมาหากิน มีช่องทาง กำลังก้าวไปสู่ระบบ sme อุตสาหกรรมขนาดย่อมในครัวเรือน พ่อก็แค่ค้ำ กู้เงินแบงค์รายย่อยขยายงานได้แน่ๆ

แต่เพราะ ไวรัสโควิด-19 มันกวาด sme เรียบ ให้เห็น.อนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน

จึงเป็น มันสอน..ไม่ใช่ผมสอน

ทัศนคติแบบ new normal คืออย่างไร?

วลีนิยายกำลังภายใน “ สูงสุดยอด คือสู่สามัญ” ใช้ได้ดีกว่าครั้งใดๆครับ

ยอดทอง