การอุบัติใหม่ของชาติ

นับแต่มีโรคอุบัติใหม่ราวครึ่งปีเข้าไปแล้ว ชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไปในทางสร้างสรรมากขึ้น คนเราเริ่มเคารพในบุคคลอื่นมากขึ้นกว่าเดิม อะไรที่เป็นความร่วมมือของสังคมในอันที่จะส่งผลดีต่อชีวิตโดยรวมดูท่าว่าจะได้รับการร่วมไม้ร่วมมือมากขึ้น ทั้งๆที่เมื่อก่อนสะกิดอะไรกันไม่ได้เลยกันทีเดียว เหมือนเรื่องแค่สลึงโมโหเป็นล้านพาลพาเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต แต่ชั่วโมงนี้อะไรก็ได้ นั่นเพราะสังคมเขาไม่ยอมกันแล้ว อะไรที่ดีอะไรที่ถูกทุกคนจะยอมรับกันโดยดีและไม่มีเงื่อนไข นั่นคงเป็นเพราะทุกคนได้ลิ้มรสชาติของความลำบากยากเข็ญกันแบบเต็มๆเข้าให้แล้ว ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ตบท้ายด้วยไม่มีจะกินมันเจ็บปวดมากมายนัก หากเรายังดื้อดึงกันอีกรับรองไม่ต้องถึงมือหมอหรือโรงพยาบาล มันจะไปอยู่ที่ “สัปเหร่อ”ซะเป็นส่วนใหญ่รับรองได้เลย จะด้วยอะไรก็ช่างผู้คนคงไม่ยอมกันแล้วกับพวกดื้อดึงที่จะไม่รู้รักษากฎระเบียบที่วางกันไว้

ขอย้อนกลับมาทางด้านกีฬาที่เราอยากจะกลับมาให้เร็ววัน หากทำได้จะจัดเสียวันนี้หรือวันพรุ่งก็ว่าได้ แต่อย่างไรเสียต้องไม่ลืมว่าการระบาดครั้งใหญ่ของ “ไทยเรา”มันมาจากกีฬาแล้วดูท่าว่าข้อมูลในเชิงลึกยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมา แล้วดูท่าว่ามันจะถูกลืมไปแล้วเช่นกัน เอาละตอนนี้เรามีประสบการณ์อันเลวร้ายมาแล้วเมื่อไม่นาน “มนุษย์กีฬา”กำลังจะกลับมาอีกรอบ ผมเชื่อว่าหากเกิดอะไรขึ้นอีกรอบวงการกีฬาจะไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการป้องกันที่ว่าทั้งระยะห่างทางสังคม นโยบายในการจัดการแข่งขันดูแล้วคงยากที่จะตกเป็นจำเลยอีกรอบ

ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า “วงการกีฬาบ้านเรานอกจากมวยไทยแล้วจะมีอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้บ้าง”ไล่เรียงไปตั้งแต่กีฬาที่เป็นความฮิตติดเพดานที่อิงกับกระแสของ “ยุโรป”ล้วนๆนั่นคือ “ฟุตบอล”ผู้คนโดยรวมของประเทศได้อะไรกันบ้างกับเม็ดเงินในการลงทุนที่มากมายก่ายกอง หมดเนื้อหมดตัวกันไปตามๆกัน สุดท้ายจอดสนิทติดทนนานกันแทบจะทุกราย หากเราลองมาคิดวิเคราะห์กันดูนะครับผมเองก็ไม่ได้จบหรือได้เรียนอะไรมามากมายนัก ในฐานะของคนกีฬาแล้วเรากำลังทำผิดต่อผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ครับ เราส่งเสริมให้ผู้คนได้เล่นกีฬา มีกองทุนอะไรต่อมิอะไรมากมายก่ายกองแต่สุดท้ายเราไม่สามารถตอบโจทย์อะไรกันได้มากมายนัก

ผมเองมีโอกาสได้ไปออกรอบเล่นกอล์ฟกับอดีตผู้เล่นเทนนิสที่ดีที่สุดเท่าที่เมืองไทยมีคนหนึ่งในยุคของเขา ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง และความสามารถฉลาดรอบรู้ เอาเป็นว่าเก่งรอบตัวก็แล้วกัน ยังมองกีฬาบ้านเราแบบเหนื่อยๆเหมือนกัน เราเคยมีนักเทนนิสที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยมีนั่นคือเข้าอันดับท็อป 10 ของโลก ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆก็ตามที ช่วงเวลานั้น “เทนนิสคือลมหายใจของคนไทย”สุดท้ายก็สิ้นสุดลงด้วยความจริงที่ว่าเจ้ากีฬาชนิดนี้ “มันไม่สามารถทำมาหากินได้จริง” หากเมื่อเทียบกับการทุ่มเททั้งกายทั้งใจและเงินที่ลงทุนกันไป นี่แหละเราเป็นเหมือนศูนย์กลางของเอเชีย มีความพร้อมเกือบจะทุกอย่างแต่เหลืออย่างเดียวนั่นคือความกล้าหาญที่จะทำกันหรือเปล่า “กีฬาที่อุบัติใหม่ของเอเชีย”มันควรจะมีได้แล้วนะครับ ช่วยๆ กันคิดหน่อยนะผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบทุกท่าน

ครูไก่