ตอนที่ 6 – ความรัก กับ ศาสนา

เช้าตรู่ของวันใหม่ หญิงชราตระเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อใส่บาตรหลวงตาเช่นเคย โดย

มีเจ้าพบเจ้าแพมาช่วยกันเก็บดอกบัวหลวงสีชมพูสดใสมาหอบใหญ่ให้หญิงชราได้ใส่บาตร และปักแจกันถวายพระ เพราะวันนี้เป็นวันพระใหญ่ที่อยู่ในพรรษา

“ยายครับ”

เจ้าพบเอ่ยถามขึ้น

“พบไปไหว้หลวงพ่อพระใสมาเมื่อวาน ยังจำได้ว่ายายเคยเล่าว่าหลวงพ่อพระใสอยู่วัด

หอก่อง แล้วทำไมถึงมาอยู่วัดโพธิ์ชัยล่ะยาย”

ยายพริ้มนิ่งไปอึดใจเหมือนจะทบทวนความจำ

“ฮือ…หลังจากที่หลวงพ่อพระสุกจมลงไปอยู่เมืองบาดาลก็ยังคงเหลือหลวงพ่อพระเสริมกับหลวงพ่อพระใส ซึ่งได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ วัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใสก่อนนั้นอยู่วัดหอก่องแต่พอสมัยรัชกาลที่ ๔ พ่อเหนือหัวสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ขุนวรธานี และเจ้าเหม็นซึ่งเป็นข้าหลวงอัญเชิญหลวงพ่อพระเสริมมาจากวัดโพธิ์ชัยเพื่อประดิษฐานที่กรุงเทพฯ และอัญเชิญหลวงพ่อพระใสจากวัดหอก่องขึ้นประดิษฐานบนเกวียนจะอัญเชิญลงไปกรุงเทพฯด้วยเช่นกัน แต่พอมาถึงหน้าวัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใสก็แสดงปาฏิหาริย์เกวียนหักทำให้อัญเชิญไปกรุงเทพฯพร้อมกับพระเสริมไม่ได้ คนที่สมมุติให้เป็นพราหมณ์ผู้อัญเชิญหลวงพ่อพระใสไปนั้น ไม่สามารถลากเกวียนซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อพระใสให้เคลื่อนต่อไปได้ แม้จะใช้เครื่องฉุดก็สุดความสามารถเช่นเดียวกันหรือจะทำการอ้อนวอนด้วยประการต่างๆก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดเกวียนได้หักลง คราวนี้ได้หาเกวียนใหม่มาประดิษฐานแต่ก็เกิดอัศจรรย์อีกครั้ง เพราะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงปรึกษากันว่า จะอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัยแล้วก็ทำการอ้อนวอน เป็นผลดังใจนึก พอเข้ามาหามเพียงไม่กี่คน หลวงพ่อพระใสก็ถูกยกขึ้นประดิษฐานในอุโบสถวัดโพธิ์ชัยให้เราได้กราบไหว้เคารพสักการบูชาและเป็นเกียรติอันสูงแก่ชาวจังหวัดหนองคายตลอดจนบัดนี้ มีแต่หลวงพ่อพระเสริมที่อัญเชิญลงไปกรุงเทพฯและประดิษฐาน ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารให้ชาวกรุงเทพฯได้กราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล นำความปิติยินดียิ่งนัก เพราะอธิษฐานขอสิ่งใดได้สมใจปรารถนา นะ เสริมส่ง โม เสริมสุข พุท เสริมโชค ธา เสริมลาภ ยะ เสริมทรัพย์ อำนาจ วาสนา บารมี อะหัง วันทามิ สัพพะ โสตถี ภะวันตุเม”

“ส่วนหลวงพ่อพระใสก็ต้องประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย หนองคายเรานี่แหละ มีความ

ศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นที่เคารพศรัทธานับถือกันทั่วทั้งหนองคาย ประเทศไทยและผู้คนประเทศลาว การสักการบูชาของประชาชนที่มีต่อหลวงพ่อพระใสที่ให้ความสำเร็จความร่มเย็นเป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทร ที่ให้พุทธศาสนิกชนไทยได้ยึดเหนี่ยวจิตใจ และอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ ความอัศจรรย์ขององค์หลวงพ่อพระใส จนได้สมญาว่า “หลวงพ่อเกวียนหัก” มาตราบทุกวันนี้ พระบารมียังคุ้มครองขจัดปัดเป่าภัยพิบัติให้แก่ผู้หวังพึ่งบารมีอย่างไม่เสื่อมคลายเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง อีกทั้งทำให้วัดโพธิ์ชัยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้พุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศและพี่น้องชาวต่างชาติได้มาสักการบูชาหลวงพ่อพระใสอย่างไม่ขาดสายโดยเฉพาะประชาชนประเทศลาว”

………เมื่อรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศ์จะเสด็จเสวยราชย์ขึ้นครองนครเวียงจันทน์  พระองค์ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์ของหลวงพ่อพระใสว่า ถ้าการปกครองไพร่ฟ้าของพระองค์จะเป็นไปด้วยความสันติสุขปราศจากศัตรูหมู่ไพรีที่จะมาเบียดเบียนแล้ว ขอให้หลวงพ่อพระใสแสดงเหตุอัศจรรย์ให้ประจักษ์ ครั้นถึงเสวยราชย์เดือนอ้ายได้เกิดอัศจรรย์ขึ้นตามคำอธิษฐาน คือ ฟ้าคึกคะนองร้องลั่น หวั่นไหวแลบแปลบปลาบสายฟ้าฟาดสนั่นสั่นสะเทือน แต่จะได้เป็นอันตรายแก่คนและสัตว์หามิได้ นิมิตอัศจรรย์นั้นปรากฏว่าพระองค์ได้เสวยราชย์ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนได้อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้ากันตลอดรัชสมัยของพระองค์  ในคราวต่อมาองค์หลวงพ่อพระใสก็ได้แสดงความอัศจรรย์อีกหลายครั้ง เช่น เมื่อคราวที่ขุนเชาว์ฯเป็นผู้เชิดชูหลวงพ่อพระใสอยู่นั้นได้สวดคาถาหลวงพ่อพระใส ซ้ำๆกันสามครั้ง

อะระหังพุทโธ โพธิชโย เสยยะคุโณ โพธิสัตโต มหาลาโภ ปิยัง มะมะ ภะวันตุโณ โหตุ สัพพะทาฯ

ขณะที่ทางวัดโพธิ์ชัยมีงานสมโภชหลวงพ่ออยู่ ได้มีท่านผู้หนึ่งซึ่งเดินทางมาจากต่างถิ่นไม่สู้เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระใสมากนัก และอยากทดลองจึงได้พูดว่าถ้าหากหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้บันดาลให้ฟ้าผ่าทันที ทันใดนั้นเองฟ้าก็ผ่าลงมาจริงๆทำให้ผู้คนศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์แต่เดิมปรากฏตามประวัติว่า

หลวงพ่อพระใส หรือ หลวงพ่อเกวียนหัก เป็นพระพุทธรูปปฏิมาที่มีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่เริ่มพิธีเททองหล่อ โดยพระราชธิดากษัตริย์ล้านช้างเป็นเจ้าศรัทธามาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ พิสดารมากมายพอสมควร จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธศาสนิกชนตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงให้ความเคารพบูชาศรัทธาเลื่อมใสกันอย่างมากและหลวงพ่อพระใสเองก็ได้ทรงความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์ท่านอยู่เสมอมาแม้ตราบเท่าทุกวันนี้ พระบารมีของหลวงพ่อพระใสยังคงปกป้องแผ่คุ้มครองขจัดปัดเป่าภัยพิบัติให้แก่ผู้หวังพึ่งอย่างไม่เสื่อมคลาย พร้อมกับตั้งสมญานามหลวงพ่อพระใส จึงเป็นที่มาของคำว่า “พระพุทธรูปปาฏิหาริย์” หรือ “ยิ่งกว่าอัศจรรย์”บ้าง อย่างที่ยายเล่ามานี่แหละลูก”

หญิงชราหยุดนิ่งครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อว่า

“เออ..ลูก  หลวงพ่อพระสุก ยังมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาอีกนะ ว่าหลังจากหลวงพ่อพระสุกผู้เป็นพี่เสียสละดำดิ่งลงไปสู่เมืองบาดาลนั้น เล่าขานกันถึงความศรัทธาของท่านปู่พญานาคราช ท่านย่าพญานาคี และรวมทั้งเหล่าพญานาคผู้มีความเคารพและศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากอาณาจักรล้านช้างโดยมีพระราชธิดาทรงสร้างพระพุทธรูป ๓ องค์ คือ พระสุก พระใส พระเสริม ความทราบถึงท่านปู่พญานาคราชจึงแปลงกายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเฉพาะเจาะจงขอรับพระสุกไปสักการบูชาเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้าในเมืองบาดาลดังที่ยายเคยบอกแล้ว ท่านปู่พญานาค ท่านย่าพญานาคีและเหล่าพญานาคเป็นผู้อยู่ในศีลแปดโดยเคร่งครัดมาก ไม่ทำร้ายผู้ใด ยกเว้นพญานาคที่เกเรทำร้ายมนุษย์อยู่ในชั้นต่ำ ซึ่งมีหลายต่อหลายครั้งที่หลายคนพยายามจะอัญเชิญหลวงพ่อพระสุกขึ้นมาจากเมืองบาดาล เพื่อนำขึ้นมาที่เมืองมนุษย์ให้ทุกคนได้กราบไหว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ และก็ไม่มีใครสามารถนำองค์หลวงพ่อพระสุกขึ้นมาได้จนในที่สุด พระอาจารย์สีทัตย์ สุวรรณมาโจ จึงได้คิดสร้าง หลวงพ่อพระสุกองค์จำลองซึ่งมีพระพักตร์เหมือนหลวงพ่อพระสุกองค์จริงที่อยู่ในเมืองบาดาล และประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีคุณเมือง หนองคายเรานี่เองลูก เพื่อให้ประชาชนในเมืองหนองคาย ชาวไทยชาวลาวที่ศรัทธาได้มีไว้สักการะกราบไหว้บูชา”

อิมินา สักกาเรนะ สุกัง นามะ พุทธะรูปัง อภิปูชะยามิ

ตะมะหัง สุกะพุทธะรูปัง สิระสา นะมามิ

ตัสสานุภาเวนะ นิหาลาโภ โหมิ สุขิโต โหมิ อะโรโค

โหมิ สัพพะสัมปัตติ สัทธิโย โหนตุ จะ มะมะ สัพะทา

“หลวงพ่อพระสุกซึ่งพระราชธิดาองค์โตของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ชื่อสุก เป็นคนสร้างและนำชื่อของตนเองมาตั้งถวายเป็นพุทธบูชา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อโลหะสัมฤทธิ์ศิลปะล้านช้าง  หน้าตักกว้าง ๙๑ เซนติเมตร สูง ๑๑๔ เซนติเมตร ฐานกว้าง ๙๔.๕ เซนติเมตร หลังจาก พระอาจารย์สีทัตย์สุวรรณมาโจสร้างหลวงพ่อพระสุกองค์จำลองสำเร็จ และประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีคุณเมือง ซึ่งแต่เดิมชื่อวัดป่าขาว และท่านขุนพิพัฒน์โรคาเป็นผู้เริ่มสร้างอุโบสถ และสร้างเจดีย์ธาตุ ซึ่งต่อมา พระอาจารย์สีทัตย์ สุวรรณมาโจ นี่แหละ ได้เปลี่ยนชื่อวัดให้คล้ายกับชื่อของโยมอุปถัมภ์วัด คือ นางคูณ ทวีพาณิชย์ และยังมีศาลาหลวงพ่อพระสุกเป็นแหล่งพักพิงให้กับสาธุชนที่หลั่งไหลมาทำบุญในเทศกาลต่างๆไม่ว่าช่วงวันสงกรานต์หรือมาชมบุญบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา หรือช่วงเทศกาลอื่นๆก็สามารถพักนอนได้ ศาลากว้างขวาง ซึ่งทางวัดก็ไม่คิดค่าใช้จ่าย แล้วแต่ใครจะทำบุญตามศรัทธา

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระสุกจำลองที่วัดศรีคุณเมืองเล่าขานเป็นตำนานสืบต่อกันมาเช่น เมื่อไหร่ที่อัญเชิญหลวงพ่อพระสุกจำลอง ออกมาจากพระอุโบสถไปตากแดดไม่เกินสามวันจะทำให้เกิดพายุ ฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะฝนจะตกเป็นอัศจรรย์ก็จะนำความชุ่มชื่นมาสู่พื้นที่นั้น และจะไม่แห้งแล้งไม่ขาดน้ำ เพราะหลวงพ่อพระสุกองค์จริงซึ่งลงไปอยู่กับน้ำ คือเมืองบาดาล ซึ่งมีแต่ความร่มเย็น

และที่วัดศรีคุณเมืองเวลาจัดงานบุญทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นหน้าแล้งหรือหน้าฝนหรือหน้าหนาว ฝนก็จะตกลงมาทุกครั้ง เหมือนประทานพรให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ถ้าใครมีทุกข์ร้อนมาขอพรอธิษฐานก็จะได้สมปรารถนา และเล่าสืบต่อมาอีกเหมือนกันว่า พระยาปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคาย ได้เคยไปอธิษฐานขอบุตรให้กับลูกหลานที่แต่งงานกันมาถึง ๑๒ ปีแล้วไม่มีบุตรกับหลวงพ่อพระสุกและทั้งสองก็ได้บุตรสมปรารถนาเช่นกัน

หลวงพ่อพระสุกจำลอง จึงกำเนิดเกิดขึ้นในเมืองมนุษย์โดยพระพักตร์และเต็มองค์ทั้งหมดจะเหมือนกับหลวงพ่อพระสุกองค์จริงที่จมลงไปในเมืองบาดาลบริเวณตรงบ้านเวินแท่น ซึ่งต่อมาเรียกว่า เวินสุก อยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากลำน้ำงึมไหลลงมาแม่น้ำโขง จึงเป็นแม่น้ำสองสี ทำให้หลวงพ่อพระสุกอยู่ทั้งสองมิติสองภพซ้อนกันอยู่ คือ ภพมนุษย์กับภพบาดาล หากผู้ใดนับถือก็เสมือนหนึ่งเป็นพลังยกกำลังสอง ให้ตั้งจิตอธิษฐานขอทั้งสองภพพร้อมกันเลยทีเดียว สายใยเชื่อมโยงกันดังเช่นสายรุ้งที่โยงกันระหว่างภพสวรรค์กับภพมนุษย์ฉันใดก็ฉันนั้น

สายใยรักของหลวงพ่อพระสุกผู้เป็นพี่ที่เสียสละครั้งยิ่งใหญ่จึงทำให้เกิดสายใยรักขึ้นทั้งสองภพเชื่อมโยงกันทั้งวันและเวลา ระหว่างภพมนุษย์กับภพบาดาล ผูกพันหล่อหลอมเป็นดวงเดียว ยืดโยงเหนียวแน่นเหมือนจิตวิญญาณ เป็นสัจจาธิษฐานร่วมกัน แม้กายอยู่คนละภพ แต่หล่อหลอมให้เป็นจิตดวงเดียวกันได้ จึงทำให้เกิดความสำคัญ คงความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก จิตที่เกี่ยวกันเหนียวแน่นข้ามภพข้ามชาติ จึงเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ เมื่อสองภพรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะอยู่ภพมนุษย์หรือภพบาดาลก็สามารถสื่อสารต่อกันได้ดังโทรจิต ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระสุกจึงพิสูจน์ให้ประชาชนชาวหนองคาย ชาวไทย-ลาวที่เคารพและศรัทธา อธิษฐานขอสิ่งที่ปรารถนาได้ตลอดกาล หลวงพ่อพระสุกจึงศักดิ์สิทธิ์เป็นนิจนิรันดร”

มณีจันทร์ฉาย