‘โปรอาร์ม’ กับสถานะการณ์ โควิค 19

‘โปรอาร์ม’ กับสถานะการณ์ โควิค 19         
สร้างตัวตนและบทบาทผู้นำที่ดี

สถานะการณสร้างวีรบุรูษ อาจจะดูเวอร์ไป แต่สำหรับหลายคนที่ผ่านเหตุการ์แบบเดียวกับ  ‘โปรอาร์ม’ กิรเดช อภิบาลรัตน์ ‘โปรโม’ โมรียา – ‘โปรเม’ เอรียา จุฑานุกาล และ ‘โปรแจน’ วิชาณี มีชัย พร้อมคณะ (ภรรยาและแคดดี้ของโปรอาร์มกับคุณแม่โปรโม-โปรเม’) รวม 7 คน ที่ต้องฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกันย่อมรู้ดี

ต้นเรื่องคือ ‘โปรอาร์ม’ กิรเดช อภิบาลรัตน์ ‘โปรโม’ โมรียา – ‘โปรเม’ เอรียา จุฑานุกาล และ ‘โปรแจน’ วิชาณี มีชัย พร้อมคณะ (ภรรยาและแคดดี้ของโปรอาร์มกับคุณแม่โปรโม-โปรเม’) รวม 7 คน เดินทางกลับเมืองไทยแล้ว หลังไม่สามารถเดินทางกลับเมื่อวันที่ 5 เม.ย. มาแล้วครั้งหนึ่ง จากการสั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยได้ติดตามประสานกับสถานฑูตไทยที่กรุงวอชิงตัน ดีซี มาตลอด จนได้กำหนดวันเดินทางกลับแล้ว ซึ่งคณะนักกอล์ฟไทยได้รับหนังสืออนุญาตเดินทางกลับจากสถานฑูตไทยและเอกสารตรวจร่างกาย Fit to Fly จากแพทย์ จะเริ่มออกจาก ออร์ลันโด รัฐฟลอริดาไปยังดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน โดยเที่ยวบินพิเศษ ที่ได้รับการอนุเคราะห์ จากคุณสันติ ภิรมย์ภักดี เวลา 18.30 น. วันที่ 17 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย จากนั้นจะโดยสารเครื่องบิน Delta Air จากดีทรอยต์ ซึ่งเป็นเมืองเดียวที่มีเที่ยวบินมายังประเทศไทยได้ในขณะนี้มายังสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ และบินต่อจากอินชอนถึงสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 21.45 น. คืนวันเสาร์ที่ 18 เม.ย. พร้อมคณะนักเรียนไทยทุน AFS ที่กลับสู่มาตุภูมิในเที่ยวบินเดียวกัน

หลังจากกลับถึงประเทศไทยแล้ว คณะของนักกอล์ฟไทยทั้ง 7 คน ได้เตรียมตัวที่จะเข้าสู่กระบวนการกักกันตัว 14 วันตามมาตรการของภาครัฐเช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เดินทางกลับประเทศในช่วงเวลานี้

‘โปรอาร์ม’ กิรเดช อภิบาลรัตน์ เผยหลังผ่านการกักตัว 14 วันว่า”’ช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ ผมอยู่ที่อเมริกาไม่ได้คิดว่าร้ายแรงและไม่มีผลกระทบต่อตัวผมและนักกีฬาคนอื่นเช่น เอรัยา- โมรียา จุฑานุกาลและ วิชาณี มีชัย  ซึ่งอยู่ที่เมืองเดียวกันกับผมคือที่ฟลอริด้า ซึ่งเป็นเมืองร้อน แถวบ้านไม่มีปัญหาเรื่องโควิค 19 ก็มีไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายนัก ต่อมาสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดีเนื่องจากมีการหยุดแข่งและตัวผมเองคิดว่าควรจะกลับบ้านโดยปรึกษา กับพี่เปิ้ลแม่ของโมเมว่าเราควรจะกลับประเทศไทย ช่วงแรกบ้านเราอยู่ห่างกันหนึ่งกิโลต่างคนก็ต่างอยู่บ้านของตัวเองโดยบ้านผมมีสามคนคือตัวผมเองน้องแฟนภรรยาผมและพี่หนึ่งซึ่งเป็นแค้ดดี้ส่วนตัว 

ส่วนบ้านโมเมนั้นอยู่ห่างจากผมไปประมาณ 1 กิโลเมตร เราไปมาหาสู่กันตลอดมีการไปกินข้าวร่วมกันบ้างเมื่อสถานการณ์ดูแย่ลงตัวผมเองเลยตัดสินใจที่จะชวนน้องน้องกลับบ้าน โดยระเบียบการในสิ้นเดือนมีนาคมนั้นต้องไปที่สถานทูตเพื่อขอใบเดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1 ที่ผมจะเดินทางจากโอเรนโด้ไปดีทรอย ไฟท์ถูกยกเลิกก็ต้องกลับไปขอใบที่สถานทูตใหม่วันที่ 3 เขาขอยกเลิกเที่ยวบินวันที่ 4 แล้ววันที่ 5 ก็ยังไม่ได้ ตอนแรกเรากะจะขับรถกันจากเมืองโอลันโด้ ไปดีทรอย แต่มาคำนวณกันแล้วใช้เวลา 20 ชั่วโมงในการขับรถจึงยกเลิกการเดินทาง. ช่วงนั้นเองผมได้รับโทรศัพท์จากคุณสันติ ภิรมย์ภักดี ที่โทรเข้ามาหาถามว่าอาร์มมีตังไหมถ้ามี ถ้าไม่มีเดี๋ยวเหมาเครื่องบินกลับมาเลยซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ผมน้ำตาตกเพราะดีใจที่นายให้ความสำคัญกับผมและน้องฯ ที่นายสันติ ภิรมย์ภักดีได้ให้การช่วยเหลือแต่สุดท้ายวันที่4-8 สนามบินปิดและสถานทูตปิดอีก 15 วันผมต้องรอเวลาแล้วได้เครื่องขึ้นได้ขึ้นเครื่องเจ็ตส่วนตัวจากโอลันโด้ มายังเมืองดีทรอย เพื่อขึ้นเครื่องพร้อมกับนักเรียนเอเอฟเอสที่กำลังกลับเมืองไทย

ช่วงแรกที่เกิดสถานการณ์ก็เป็นห่วงแต่ยังดีที่ยังมีครอบครัวที่ให้กำลังใจตัวเราเองก็ต้องแสดงความเข้มแข็งให้น้องฯเห็น วันที่บินลงสุวรรณภูมิรู้สึกภูมิใจ โล่งใจเป็นอย่างมาก เพราะอยู่ที่ไหนก็ไม่อุ่นใจเท่าบ้านเรา ตัวน้องน้องไม่ว่าโมเมหรือแจนก็คิดเหมือนกันโดยเราถูกกักตัวที่โรงแรมรามาด้ารัชดาหรือโรงแรมรเจ้าพะยาเก่า โดยส่วนตัวผมเองแล้วก็อยากกักตัวเองอยู่แล้ว เพราะไม่อยากให้ไปติดพ่อแม่และน้อง ถ้าผมติดเชื้อมา

สำหรับสภาพความเป็นอยู่ในโรงแรมที่กักตัวต้องขอบอกว่าดีมากๆมีหลาย ร้อยคนที่อยู่ที่นี่ตัวผมเองต้องอยู่คนเดียวในห้องและทุกคน ถูกกักตัวก็อยู่ห้องละหนึ่งคน ถึงเวลาจะมีข้าวกล่องมาให้มาวางไว้ให้ที่หน้าห้อง ส่วนเรื่องผ้าปูเตียงหรือปอกหมอนเค้าก็จะมาวางไว้ที่หน้าห้องเช่นกันให้เราเปลี่ยนเองต้องทำเองทั้งหมด

ช่วงกักตัวก็มีเรื่องขำขันบ้างเล็กน้อยเช่นข้าวกล่องของผมมีชื่อเป็นนางสาว ก็ตลกไปอีกแบบหนึ่งแต่ก็ไม่ซีเรียสมากเพราะยังสามารถใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกสบายช่วงนี้ ก็โทรคุยกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นน้องแฟนภรรยาน้องโมน้องเมย์พี่เปิ้ลน้องเจนก็คุยกันทางโทรศัพท์ตลอดเพราะเขาห้ามออกจากห้อง

สิ่งแรกที่จะทำหลังจากได้กลับบ้านคือจะเข้าไปกอดพ่อแม่และน้องสาวรักและคิดถึงทุกคนมากและอันดับต่อไปสำคัญคือกินกับข้าวฝีมือแม่ซึ่งอยากกินมานานหลายวันเพราะสถานที่กับตัวเค้าไม่ให้ส่งอะไรเข้าไปให้เลย

สำหรับน้องแฟนภรรยาของผมนั้นช่วยมากในเรื่องเอกสารที่จะเดินทางกลับเมืองไทยและเป็นกำลังใจที่สำคัญของผมในช่วงก่อนกลับเมืองไทย

ช่วงที่อยู่โรงแรมก็มีคุณหมอเข้ามาตรวจโควิคที่มาจากอเมริกาช่วงแรกมีติดอยู่หกคนและอีกสามวันจาก 140 คนมีติดอีกหนึ่งคนและคาดว่าคงจะไม่มีอีกแล้ว

กลับมาถึงเมืองไทยแล้วเห็นได้ชัดว่าเมืองไทยดีเอากว่าอเมริกาเยอะเพราะถ้าเราป่วยที่เมริกาเราไม่มีประกันก็จะไม่ได้รับการรักษาไม่เหมือนเมืองไทยที่รักษาทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยเองหรือต่างชาติผมคิดไม่ผิดที่ชวนทุกคนกลับเมืองไทย

สำหรับแผนของผมต่อไปก็คงกลับบ้านรักษาตัวก่อนค่อยซ้อมไม่สามารถคาดเดาว่าจะได้กลับไปแข่งขันอีกเมื่อไหร่แต่ที่สำคัญบทเรียนที่ผมได้รับในครั้งนี้คือมีคนหลายคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้ผมและน้องน้องได้กลับเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นคุณสันติภิรมย์ภักดีดีท่านโทที่อเมริกาและพี่โจพี่ทำงานอยู่ที่บุญรอดคอยติดต่อประสานงานให้ผมตลอดตั้งแต่เช้ายันเย็นต้องขอขอบคุณมากๆฝ

การเกิดสถานการณ์โควิค 19 ในครั้งนี้ทำให้ผมมีการตัดสินใจที่ดีมากขึ้น รู้จักวางแผน เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รักตัวเองมากขึ้นเพราะอายุก็ขึ้นเลขสามแล้วในสายงานก็ไม่น่าจะห่วงคงจะมีน้องน้องรุ่นต่อไปที่จะไปโหลดเล่นในพีจีเอ

ส่วนเรื่องครอบครัวนั้นอยากมีทายาทแต่คงต้องรอให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้และผมโชคดีที่มีภรรยาที่เข้าใจสิ่งที่ผมคิดและทำมาตลอดต้องขอขอบคุณครอบครัวจริงๆ

สำหรับในเมืองไทยผมคิดว่าทุกคนจะผ่านไปได้มีคนช่วยดูแลซึ่งกันและกันมากขึ้นและบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ที่เสียสละมากช่วงที่ผมอยู่ในโรงแรมผมด้วยทำบุญหน้ากากของผม 50 ชิ้นไม่ได้บอกว่าต้องชิ้นละเท่าไหร่แต่อยากให้ทุกคนมีจิตใจเป็นผู้ให้เหมือนที่ผมได้รับและเป็นบันไดขั้นแรกที่จะทำให้สังคมไทยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเหมือนเดิม

สุดท้ายนี้หลังจากที่ผมผ่านการเก็บตัว 14 วันกลับไปผมอยากจะทำอาหารที่ดีและอร่อยมาให้กับบุคลากรทางการแพทย์เพราะผมคิดว่าถ้าพวกเขาที่ทำงานมาเหนื่อยเหนื่อยได้กินของที่ดีและอร่อยก็จะมีกำลังใจในการทำงานต่อไปขอบคุณครับ

ทางด้านคุณ นฤมล ติวัฒนาสุข แม่ของโมรียา-เอรียา จุฑานุกาล ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบ้านที่มีด้วยกัน 4 ชีวิต เผยรายละเอียดหลังจากที่กักตัว 14 วันเพื่อตรวจหาเชื้อโควิค 19 ว่า”ช่วงก่อนกลับเมืองไทยที่บ้านมีอยู่ด้วยกันสี่คนคือตัวพี่เองน้องโมน้องเมย์และน้องแจน คิดล่วงหน้าว่าจะกลับเมืองไทย แต่พี่อาร์มมาชวนก่อนเราเลยคิดกันว่าจะกลับดีไหมเพราะน้องเหมียว ปภังกรกำลังเดินทางกลับช่วงแรกก็อยู่ที่บ้านเรียกว่าไม่มีสถานการณ์เลวร้ายอะไรทั้งสิ้นบ้านเราอยู่เป็นส่วนตัว แล้วพี่อามกับเปิ้ลคิดกันว่าเราจะกลับบ้านกันดีกว่าเพราะอยู่ที่อเมกานี้เจลล้างมือและหน้ากากไม่มีขายต้องสั่งให้เพื่อนจัดหาจากแคลิฟอร์เนียส่งมาให้ ช่วงแรกเป็นช่วงที่เราติดต่อกับสนามบินและเอเย่นต์เพื่อหาตั๋วเครื่องบินจากโอแลนโด้ไปดีทรอยต์เราแทบจะไม่ได้นอนเลยทั้งสามวันเพราะต้องรออีเมลว่าตั๋วคอนเฟิร์มหรือไม่ ซึ่งตอนนั้นทุกคนช่วยกันทั้งบ้าน เวลามีเมล์เข้ามาน้องเมย์ก็จะโอนให้พี่โมกับแจนเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็ครายละเอียดแต่ก็ไม่มีตั๋วที่จะบินไปเลย

ช่วงแรกเราคิดว่าจะขับรถจากอุโอแลนโด้ไปดีทรอย์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง แต่เพื่อนที่ดีทรอยต์บอกบอกว่าอันตรายมากนะเพราะตำรวจทางหลวงไม่มีแล้วและเส้นทางที่จะกลับมามีแต่รถ 10 ล้อ รถบรรทุกวิ่งทั้งนั้นเลยตัดสินใจ หยุดไว้ก่อนเ ป็นช่วงเดียวกับที่คุณสันติ  ภิรมย์ภักดี โทรหาพี่อาร์มเรื่องเครื่องจากโอแลนโด้ไปดีทรอย นายเป็นคนที่ใจดีมากนอกจากพวกเราทั้งเจ็ดคนแล้ว นายยังให้ถามถึงคนอื่นด้วยไม่ว่าจะเป็นน้องเหมียวปภังกรและแจ๊ส อติวิญญ์ แต่ทั้งสองคนบอกว่าจะอยู่ต่อเลยมีแต่พวกเราเจ็ดคนที่เดินทาง

ความรู้สึกหลังขึ้นเครื่องจากโอแลนโด้ไปดีทรอยต์ถามว่ามั่นคงไหมยังไม่รู้สึกมั่นคงเท่าไหร่เพราะไม่รู้ว่าจะมีตั๋วไปเกาหลีหรือไม่และ ต้องลุ้นตลอดเวลาว่าจะได้ตั๋วจากเกาหลีไปเมืองไทยหรือไม่    เรียกว่าลุ้นตลอดเวลาหลังจากมาถึงเกาหลีก็เพิ่งทราบว่ามีไฟว์ที่จะเดินทางเข้าเมืองไทยเพราะมีคนไทยที่เดินทางมาพร้อมกันประมาณ 140 คนซึ่งน่าจะมีนักเรียนAFS และคนไทยคนอื่นจากรัฐต่างๆเดินทางมาพร้อมกัน

หลังจากที่เครื่องลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ  รู้สึกโล่งใจ ดีใจ อุ่นใจเพราะได้กลับบ้านแล้วและเขาได้นำตัวมากักตัวที่โรงแรมรามาด้า ถามว่าอึดอัดไหมไม่อึดอัดเลยเพราะว่าอยู่เมืองไทยแล้วบ้านเราแล้วมีที่พักที่ดีอาหารที่ดีดีกว่าประเทศอื่นๆมากมาย หลังจาก 14 วันผ่านไปออกไปคงหาส้มตำกินให้สะใจส่วนเรื่องอื่นยังไม่มีแผน

สุดท้ายขอพูดถึงพี่อาร์ม ว่าพี่อาร์มมีความเป็นผู้นำ เพราะเหมือนกับว่าทุกอย่างลงไปอยู่ที่เขา คนเดียว แต่พี่อาร์มเป็นคนที่รับความเห็นของทุกคนแต่ก็ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจในบางเรื่อง หลังจากเหตุการณ์นี้เห็นได้ว่าพี่อาร์ม มีสติ มีความคิดที่เป็นผู้นำมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและสำหรับ3 สาวก็ได้บทเรียนคือการมีสติเพราะก่อนที่จะกลับมาน้องเมย์เคยพูดว่าเราต้องทำให้เต็มที่เพื่อที่จะได้กลับบ้านแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่รู้สึกเสียใจเพราะทำเต็มที่แล้ว

บทสรุปตาการพูดคุยกับ’โปรอาร์ม’ กิรเดช อภิบาลรัตน์ และคุณ นฤมล ติวัฒนาสุข แม่ของโมรียา-เอรียา จุฑานุกาล ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของผู้ที่ต้องดิ้นรนและตัดสินใจ ให้ทันกับเหตุการ์ และที่สำคัญ ได้เห็นน้ำใจที่คนไทยให้แก่กัน อย่างที่เคยเป้นมาในอดีต