ความผูกพัน (1)

                หลังจากกลับออกจากป่า ราชาวดีก็ไม่ได้คุยอะไรกับยายเอมสักเท่าไหร่นัก แม้แต่ตอนอาหารเย็น ทำวัตรเย็นจนถึงการเข้าสมาธิ ยายหลานต่างแยกย้ายกันเข้านอน

                ราชาวดี อดคิดไม่ได้เรื่องเด็กหญิงชายสองคน ทำไมถึงมาเรียกเราว่า “แม่” แล้วทำไมเราถึงรู้สึกคุ้นเคยเหมือนคนรู้จัก ราชาวดีเราต้องหาคำตอบให้ได้ ราชาวดีพลิกตัวไปมาจนหลับด้วยความเพลียไปในที่สุด

                “แม่จ๋าๆเด็กหญิงชายหัวจุก ร้องเรียก ราชาวดีหันรอบตัวไม่มีใครนอกจากตัวเธอเอง แล้วแม่นางจันทร์ฉายผู้งดงามห่มสไบหายไปไหน ปล่อยให้เด็กน้อยสองคนอยู่กันตามลำพังในโบสถ์ ซึ่งเวลานี้มีเพียงหลวงพ่อพระสุกตั้งตระหง่านเป็นประธานเพื่อให้กราบไหว้เท่านั้น แจกันแก้วก็ว่างเปล่าไม่มีดอกราชาวดีเช่นเคย เจ้านางหายไปไหนของเขานะ?” ขณะที่ราชาวดีกำลังกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณนั้น ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยเสียงเรียกของยายเอม… “วดีๆลูกใกล้สว่างแล้ว”

                “จ้ะยาย”

                “ยายตั้งข้าวไว้แล้ว คงใกล้สุกเดี๋ยวยายไปดูข้าวก่อน”

                “เดี๋ยววดีไปเก็บผักบุ้งข้างรั้วมาผัดเองน่ะยาย”

                “ได้ลูก”

                ราชาวดี รีบลุกขึ้นสลัดความคิดต่างๆออก ล้างหน้าล้างตาจนสดชื่น แสงสลัวจากขอบฟ้าค่อยๆกระจ่างขึ้นพอมองเห็น ราชาวดีเดินไปยังริมรั้วเพื่อเก็บยอดผักบุ้งอ่อนมาผัดใส่บาตรเช้าให้หลวงตา

                พระนิรันตระนั่งกรรมฐานตลอดชั่วคืน ภาพที่พระนิรันตระมองเห็นไม่ต่างจากราชาวดีเล่ามาเลยแม้แต่น้อย… “แพรเอ๋ย..ความผูกพันที่เราสัญญากันไว้ว่าจะขอติดตามกันทุกภพชาติกำลังส่งผลด้วย “พลังแห่งรัก” ที่เรามีต่อกัน ลูกๆรอผลบุญที่เราจะต้องส่งให้เขาทั้งสอง เขาพร้อมที่จะมาเกิดในภพชาตินี้เพื่อพบเจอกันอีกครั้ง แต่เราจะไม่ได้พบกันเลยถ้าเราไม่สั่งสมบุญจนเสมอกัน ข้าจะอธิบายอย่างไรดีเล่าแพร? ข้าให้คำมั่นไว้แล้วว่าข้าจะบวชจนสิ้นชีวิต ข้าต้องทำให้ได้ ข้าจะไม่ให้กิเลส นิวรณ์มาปิดกั้นเพื่อสู่หนทางการหลุดพ้นอย่างแน่นอน”

“เศร้ามากแพรเอ๋ย… มนุษย์เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่าจริงๆ ข้าเห็นใบหน้าของราชาวดีครั้งใดข้านึกถึงเจ้ามากมายเหลือเกินแพร ความรักที่เรามีให้กันมันมากมายเหลือคณานับ ความรักมันยังปะปนด้วยความผูกพันระคนความเห็นแก่ตัวอยู่ไม่น้อย ความรักจึงมีเงื่อนไข ข้าได้พยายามมิให้ความรักเกิดขึ้นอีกครั้ง นอกจากความเมตตาซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ปราศจากเงื่อนไข ซึ่งจะมีแต่ความปรารถนาดี ปรารถนาความดีงาม แม้เราจะตั้งความปรารถนาให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเรา และความปรารถนานั้นอาจเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงในปัจจุบันหรือในอนาคต

แต่เราก็ตั้งความปรารถนาให้สิ่งที่ดีเหล่านั้นเป็นความจริงอยู่ดี โดยปราศจากความคาดหวังหรือหมายมั่น แต่ด้วยจิตใจที่ยอมรับทุกสิ่งอย่างเบิกบาน ซึ่งข้ารู้ดีว่ามันทำยากเหลือเกินแพรเอ๋ย แต่ข้าจะทำไปพร้อมๆกับการสอนราชาวดี ข้าไม่สามารถบอกให้ราชาวดีรู้อะไรจนกว่าเขาจะล่วงรู้ด้วยตัวเขาเอง ทุกอย่างมันเป็นปัจจัตตัง ข้าก็เศร้าไม่ต่างกับมนุษย์ปุถุชนทั่วไปหรอก และมันยิ่งเศร้ามาก เพราะข้ามีความรักในครอบครัวของเรามันจึงต้องต่อสู้กับความมีเงื่อนไข มันเจ็บปวดนะแพร หัวใจของข้ามันร้องไห้ทุกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าของสาวน้อย” ราชาวดี ผู้ไร้เดียงสา น้ำใสๆไหลผ่านเป็นทาง พระนิรันตระปล่อยให้มันไหลริน จนเสียงไก่ขันในยามรุ่งสาง

                ราชาวดี จัดโต๊ะตั้งข้าวปลาอาหาร พร้อมใส่บาตรหลวงตาในเช้าวันใหม่… “ยายจ๋า หลวงตามาทางโน้นแล้ว”

                “เดี๋ยวยายเอาน้ำไปกรวดหน้าบ้านเลย หลวงตาจะได้เดินไปบิณฑบาตเช้าริมบึงฝั่งกระโน้นได้ไกลหน่อยวดี”

                “จ้ะยาย”

                พระนิรันตระเดินอุ้มบาตรมาถึงหน้าบ้านยายหลานด้วยท่าทางนั่งสงบและดูอิดโรยกว่าทุกครั้ง

                ยายเอม ราชาวดี… “นิมนต์เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า กราบหลวงตาเจ้าค่ะ”

                พระนิรันตระ… “เจริญพรโยม”

                สองยายหลานใส่บาตร กรวดน้ำ

                “พระจตุโลก พระยมกทั้ง 4 ส่งน้ำอุทิศนี้ เข้าไปในลังกาทวีป ในห้องพระสมาธิ เป็นที่ประชุมการใหญ่ของแม่พระธรณี ขอให้แม่พระธรณีจงมาเป็นทิพยาน เป็นผู้ว่าการในโลกอุดร ขอให้แม่พระธรณีจงนำเอากุศลผลบุญของข้าพเจ้าที่ได้กระทำในครั้งนี้ นำส่งให้แก่ข้าพเจ้า ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด นิพพานปัจจโยโหตุ”

                “นิมนต์หลวงตาฉันเพลด้วยนะเจ้าค่ะ”

                พระนิรันตระ พยักหน้ารับคำแล้วรีบเดินไปบิณฑบาตต่อด้วยตั้งใจจะไปบิณฑบาตริมบึงฝั่งกระโน้น

                สองยายหลานยืนมองจนพระนิรันตระลับสายตา

                “วดีเพลนี้หนูจะทำอะไรถวายหลวงตา”

                “น้ำพริกปลาทู ผักต้ม ขนมหวานวันนี้เป็นผลไม้แทน มะขามเทศที่กำลังสุกดีกว่านะยาย เห็นหลวงตาฉันจนหมดวันก่อน น้ำพริกปลาทู ผักต้ม ไข่เจียวร้อนๆก็พอนะยาย”

                “ได้ๆลูก”

                เวลาที่ไปบิณฑบาตแล้วกลับมาฉันเช้าที่บ้านของยายหลาน ล่วงเลยเวลานานพอสมควร จนราชาวดีเอ่ยขึ้นกับยายเอม

                “หลวงตายังไม่กลับมาฉันเช้า สงสัยจะมีโยมนิมนต์น่ะยาย”

                “น่าจะอย่างนั้นเพราะฝั่งกระโน้นก็ไกลโขอยู่ เราเตรียมอาหารเพลไว้ให้เรียบร้อยก็แล้วกัน”

                “จ้ะยาย”

                เวลาคล้อยจนเพลก็ไม่เห็นวี่แววของพระนิรันตระ สำรับอาหารตั้งเตรียมพร้อม ราชาวดีชะเง้อมองครั้งแล้วครั้งเล่า จนยายเอมเอ่ยขึ้น

                “วดี!ยายชักสังหรณ์ใจซะแล้ว ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพระคุณเจ้ารึเปล่า เราตามไปดูริมบึงฝั่งกระโน้นจะดีกว่า พระคุณเจ้าไม่เคยผิดเวลาอย่างนี้”

                “ได้ๆจ้ะยาย” ในใจรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที หลวงตาอย่าเป็นอะไรนะเจ้าค่ะ น้ำตาคลอจนยายเอมสังเกตเห็น

                “ไม่เป็นไรหรอกน่า โยมคงนิมนต์ไว้” ทั้งๆที่ใจยายเอมก็รู้สึกเช่นเดียวกับราชาวดี

                สองยายหลานรีบก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว โดยสองยายหลานไม่ได้พูดกันอีกเลย

                “ยายๆนั่นบ้านป้าแจ่ม มีคนยืนกันอยู่หลายคนเขามีอะไรกัน”

                “นั่นซิ รีบไปดูกัน”

                ราชาวดี ส่งเสียงร้องดัง จนทุกคนหันมาทางราชาวดี

                “หลวงตาๆ”

มณีจันทร์ฉาย