สาวน้อย (1)

                หลังจากพระนิรันตระ เดินสำรวจหนองน้ำขนาดใหญ่ในหมู่บ้านและได้เวลากลับ เพราะพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง ตลอดระยะเวลาที่เดินกลับเข้าป่าใกล้ค่ำ กลิ่นเจ้าดอกราชาวดีส่งกลิ่นหอมแรงขึ้นเรื่อยๆแสดงว่ากำลังใกล้ถึงที่พักแล้ว ระหว่างการเดินกลับมายังที่พัก พระนิรันตระครุ่นคิดถึงใบหน้าของ ราชาวดี สาวน้อยที่ไม่ได้มีความแตกต่างจากแพรเมียรักของพระนิรันตระในอดีตแม้แต่น้อย เจ้าลงไปเมืองบาดาลและมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อมาสร้างบุญบารมีต่อราชาวดีเอ๋ย กำลังคิดอะไรเพลินๆพระนิรันตระก็สะดุดกับแผ่นหินและถึงที่พักพอดี

                ราชาวดีนอนไม่หลับในค่ำคืนนี้ แอบยิ้มอยู่คนเดียว เราจะได้เข้าป่าไปชมธรรมชาติ คราวนี้แหละยายคงไม่ห้ามเราเหมือนเมื่อก่อน หลวงตา มาโปรดจริงๆ ขอบคุณมากๆนะค่ะหลวงตา เวลาใกล้รุ่งสางในที่สุดราชาวดีก็เผลอหลับไป

                ภาพ…เด็กชาย-หญิงหัวจุก กำลังวิ่งเล่นตามประสาเด็กๆวัยซุกซนอยู่รอบๆสวนดอกไม้ ผู้เป็นมารดาแต่งกายงดงามสีเขียวมรกตกำลังบรรจงตัดช่อราชาวดี ที่ส่งกลิ่นหอมระรินเมื่อสายลมพัดอ่อนลงตะกร้าหวายใบย่อมใบนั้น ไปๆลูกๆไปกราบนมัสการหลวงพ่อพระสุกกัน สิ้นเสียงเรียกผู้เป็นมารดา เด็กน้อยทั้งสองจับมือกันแน่นวิ่งตามเสียงเรียกของผู้เป็นแม่

                ถึงหน้าองค์พระสุกมองเห็นแจกันเงินแจกันทองตั้งตระหง่านส่งแสงแวบวับ ผู้เป็นมารดากำลังจัดดอกราชาวดีช่องามลงในแจกัน

                สามแม่ลูกก้มลงกราบพร้อมกัน ผู้เป็นมารดานำสวด

“อิมินา สักาเรนะ สุกัง นามะ พุทธรูปัง อภิปูชะยามิ ตะมะหัง สุกะพุทธะรูปัง สิระสา นะมามิ ตัสสานุภาเวนะ นิหาลาโภ โหมิ สุขิโต โหมิ อะโรโค โหมิ สัพพะสัมปัตติ สัทธิโย โหนตุ จะ มะมะ สัพะทา

                เสียงมโหรีดังแว่วมาแต่ไกล ไพเราะจับใจ ดอกจำปาลาวลอยบนอ่างแก้วไหวไปมา แสงเทียนแวววับ หาดทราย ศาลายายปลายน้ำโขง ก้อนหินเรียงรายเป็นเนินสูง แสงตะวันค่อยๆทอดยาว ฉายให้เห็นบ้านเรือนไทยหลังเก่า ในยามรุ่งอรุณ ท่านแม่ๆเสียงเรียกของสองเด็กน้อยพร้อมกันเขย่าตัวราชาวดีเบาๆ ราชาวดีสัมผัสได้ในเวลานั้น แสงตะวันก็ผลันสาดส่องมายังห้องนอนพาดผ่านถึงดวงตา ราชาวดีขยี้ตาซ้ำไปมา เราฝันไปหรือนี่? …ราชาวดี

                ราชาวดีลุกขึ้นจากที่นอนนั่งครุ่นคิดถึงภาพฝันที่พึ่งผ่านไปด้วยความสงสัย ทำไมเด็กน้อยสองคนนั้นถึงเรียกเราว่า ท่านแม่ๆ แปลกมาก ไม่เอาน่าฝันก็คือฝัน ลุกขึ้นไปหายายชวนยายไปในป่ากราบหลวงตาดีกว่า ยังไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงเรียกจากยายเอม

“วดีๆ ตื่นรึยังลูกสายแล้วเดี๋ยวไม่ทันถวายอาหารเพลหลวงตาหรอก อยากไปป่าไม่ใช่เหรอ? วันนี้ยายจะพาไป”

                “จ๊ะยาย เดี๋ยววดีจะรีบอาบน้ำแต่งตัวนี่ก็สายโข ยายตักบาตรเช้าแล้วเหรอยาย? วดีแย่จังวันนี้ตื่นสาย”

                “โอ๊ย ยายใส่บาตรพระเช้าไปนานแล้ว เห็นหนูหลับเพลินเลยไม่เรียก”

                “ จ๊ะยาย” หัวใจของราชาวดีพองโตที่จะได้เข้าไปในป่าวันนี้ ขอบคุณนะยาย ขอบคุณหลวงตาที่เป็นสะพานบุญให้วดี

                “วดีเสร็จเรียบร้อยรึยัง? วันนี้เอาเจ้าตูบไปด้วยนะ อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนให้อุ่นใจ”

                “ได้จ๊ะยาย” หันไปลูบหัวเจ้าตูบหมาจรจัดที่วดีเลี้ยงไว้ตั้งแต่ตัวเล็กๆ โดยไม่รู้พ่อแม่ของมันอยู่ที่ไหน? “ไป๊ๆเพื่อนยากไปเที่ยวป่ากัน”

                ยายเอมสังเกตเห็นหลานมีความสุขกว่าทุกๆวันก็รู้สึกยินดีกับหลานรักด้วย พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “วดี…ยายถามตรงๆอยากไปป่ามากขนาดนั้นเลยหรือ นี่ถ้ายายไม่พาไปจะเสียใจมากมั้ย?”

                ราชาวดีไม่ตอบ แต่พยักหน้าแทน โผเข้ากอดยายเอมแบบประจบ “วดีรู้ว่ายายจะต้องพาวดีไป”

                ยายเอมโอบกอดหลานไว้แน่น “ไปๆลูกไปยายพร้อมแล้ว ตูบเดินตามมานะ”

                “ไปเจ้าตูบ เพื่อนยาก”

                ทั้งยายเอม ราชาวดี และเจ้าตูบค่อยพากันเดินไปทางชายป่าไกลออกจากหมู่บ้านมาสักระยะ เหงื่อเริ่มไหล เพราะแสงพระอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้า แต่มีลมพัดผ่านให้พอเย็นสบาย

                “พักหน่อยไหมวดี?”

                “ยายล่ะจ๊ะ เหนื่อยไหมพักดื่มน้ำก่อนก็ได้ วดีจำได้เมื่อตอนเด็กๆวดีได้กลิ่นหอมของดอกราชาวดีโชยมาอ่อนๆคงไม่ไกลแล้วล่ะน่ะยาย”

                “ยายไม่เหนื่อยหรอก แต่ดูเจ้าตูบซิ หยุดกินน้ำข้างลำธารแล้ว งั้นเราล้างหน้าล้างตากันแล้วค่อยไปต่ออีกไม่ไกลแล้ว เราไปให้ทันเพลก็พอ”

“จ๊ะยาย งั้นวดีตักน้ำให้ยายล้างหน้าก่อน”

                “ขอบใจลูก” ยายเอมมองดูหลานสาวที่เป็นสุขในวันนี้ แกก็พลอยชื่นใจหายเหนื่อยไปด้วย นี่วดีหลานรักเจ้าคงผูกพันอะไรบางอย่างที่ยายมิอาจล่วงรู้ได้ นอกจากพระคุณเจ้า

มณีจันทร์ฉาย