นฤนาถ โชว์ฟิลด์

นฤนาถ โชว์ฟิลด์
Mrs. Global Ambassador 2018

“ชอบมีพี่น้องอยู่รอบตัว และมีเพื่อนดีๆ ที่เข้าอกเข้าใจกันค่ะ เบิร์ดไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง เพราะไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะจากเราไปวันไหน ถ้าสักวันตื่นขึ้นมา แล้วชีวิตไม่เหลืออะไรเลย เราก็จะไม่ตื่นเต้น ไม่เป็นบ้า รับความเป็นจริงได้ค่ะ”… คุณเบิร์ด (นฤนาถ โชว์ฟิลด์) นางงามดีกรีจากเวทีระดับโลก เปิดประเด็นสนทนาจากตัวตนที่แท้จริง ที่ทั้งเก่ง และแกร่ง ยิ่งกว่านิยาย

คุณเบิร์ด มีแววเป็นแม่ค้า รักในการค้าขาย อยากเป็นนักธุรกิจตั้งแต่เด็ก

“ตอนอายุแค่ 17 เห็นว่าร้านเสริมสวยเป็นธุรกิจที่ดี ก็ไปเปิด ทั้งๆ ที่ทำเองไม่เป็น ต้องไปจ้างคนอื่นมาทำงานให้ แต่ทำไปทำมาก็เริ่มเล่นตัวกัน จนคิดว่า ต้องเรียนรู้เองบ้าง เขาก็ไม่ได้สอน แต่เราอาศัยวิธี ดู และลักจำเอาไปฝึกเอง แล้วไปเรียนเพิ่ม สมัยนั้นก็ไปเรียนกับ อาจารย์แจ๋ว อิ้วอรุณ โรงเรียนเสริมสวยดวงดาว” นี่คือความกล้าหาญชาญชัยในชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก

เมื่อคิดจะเป็นนักธุรกิจ พอถึงจุดอิ่มตัว ก็อยากจะเริ่มกับสิ่งใหม่ที่ใหญ่กว่า ดังนั้นพอโตขึ้นอีกนิด ก็คิดถึงเรื่อง นำเข้าส่งออก โดยศึกษาด้วยตัวเอง อาศัยอ่านหนังสือตามห้องสมุด เรียนรู้วิธีการทำ จนประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ด้วยการส่งออกปลากระป๋อง ไปยัง อาฟริกา โมซัมบิก อัมสเตอร์ดัม

“ทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้น แต่ก็ต้องทำ เพราะก้าวมาแล้ว”

เธอเริ่มเรียนรู้วิธีการนำสินค้าเข้าไปวางขายในห้างฯ การติดต่อกับโรงงานผู้ผลิต เข้าไปติดต่อสถานทูตต่างๆ จนได้เข้าไปร่วมเป็นสมาชิกกับฝ่ายการค้าของต่างประเทศ เมื่อมีต่างชาติเข้ามา ก็ได้เรียนรู้ว่า เขาต้องการอะไร ก็ทำหน้าที่เป็นนายหน้า คอยติดต่อหาสินค้าให้ โดยคุณเบิร์ดทำเรื่องปลากระป๋องโดยเฉพาะ

เมื่อเด็กๆ คุณเบิร์ด ชอบเรียนรู้เรื่องภาษา ครั้งแรกเริ่มไปเรียนภาษาจีนกลาง เพราะคิดว่าต่อไปอาจจะได้ติดต่อกับพ่อค้าจีน เรียนจนถึง ป.4 ของหลักสูตร แต่ในที่สุดก็คิดว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ถ้าเรารู้ ก็มีโอกาสมากกว่า ไปได้ทั่วโลก จึงเลือกเรียนภาษาอังกฤษโดยตรง

“เบิร์ดต้องเลี้ยงดูครอบครัว คุณพ่อเป็นข้าราชการ เงินเดือนไม่เยอะ แต่ท่านมีลูกมาก แล้วเราเหมือนพี่ใหญ่ในบ้าน ทำให้เรื่องการทำมาหากินต้องจริงจัง ทุกคนก็เข้ามาช่วยงานในบริษัท รวมไปถึงหลานๆ ด้วย”

ทำธุรกิจ จนมายุคฟองสบู่แตก ช่วงนั้นทุกอย่างแย่หมด เริ่มมองเห็นคนคิดสั้น เมื่อธุรกิจล้มเหลว “ถ้าเราล้มคนเดียว ครอบครัวจะไปไม่รอด เพราะเราเป็นผู้นำ เราควรจะออกนอก ตัดสินใจไปอเมริกา โดยไม่ปรึกษาใครเลย ไปดื้อๆ ปิดบริษัทไปเลย ไม่สนใจ ไม่แคร์แล้ว ถึงเราจะยังไม่มีหนี้ แต่อยู่ต่อก็มีแต่พัง เห็นคนอื่นพังไปก่อนหน้าเยอะแล้ว”

“ตัดสินใจไปอเมริกาดีกว่า”

“คิดแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำอะไร อยู่ที่บ้านเราอาจจะคิดว่ามีความรู้เพียงพอแล้ว แต่เมื่อย้ายไปอเมริกา ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมด ต้องไปเรียนหนังสือ ต้องไปเรียนภาษาที่ใช้ในชีวิตจริง ตอนนั้นมีหุ้นส่วนธุรกิจด้านปลากระป๋องกันอยู่ ครั้งแรกไปอยู่ที่ โอไฮโอ ไปเริ่มจากตรงนั้น แต่โชคร้ายที่ทำได้ไม่นานหุ้นส่วนก็เสียชีวิต ต้องปิดบริษัท ต้องดิ้นรนเองเพื่อความอยู่รอด”

ระหว่างนั้นคุณเบิร์ดเรียนหนังสือตลอด “เพราะต้องการรู้ให้เร็วที่สุด ไม่ต้องการเสียเปรียบใคร ถ้าเราไม่ทันคนอื่น เราจะกลายเป็นเบี้ยล่างทันที”

เมื่อไม่มีหุ้นส่วน ต้องเริ่มใช้ชีวิตแบบดิ้นรนด้วยตัวเอง ที่ นอร์ทแคโรไรน่า… “ขายของข้างถนนก็ทำมาแล้วค่ะ” เธอนำสินค้าจากประเทศไทยไปขาย แต่คนที่นั่นไม่ค่อยนิยม ยังมีการแบ่งสีผิว เป็นคนค่อนข้างหัวโบราณ ไม่ค่อยชอบคนเอเชีย ทำให้คิดว่า ต้องเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่นแล้ว

คุณเบิร์ดย้ายไปทางใต้ เริ่มด้วยขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวที่ฟลอริด้า จากขายอยู่ริมทะเล พอกิจการดีขึ้น เริ่มมีทุนก็ขยับมาเปิดร้านของตัวเอง

“ทุกธุรกิจเมื่อถึงเวลาย่อมมีความอยู่ตัว เริ่มรู้สึกว่าถึงทางตัน เราเป็นนักธุรกิจต้องเปลี่ยนไปทำตัวอื่น”

พอเริ่มมีทุนมากพอ เธอก็เริ่มลงทุนกับเพชรพลอย เริ่มจากน้อยๆ ก่อน ถูกโกงบ้าง เบี้ยวบ้าง เป็นบทเรียนให้รู้ว่า ต่อไปทำอย่างไรถึงจะไม่โดน จากตลาดเล็กๆ ก็ขยับขึ้นมาตลาดใหญ่

“ต้องรู้ลึก รู้จริง ถ้าจะทำอะไร ต้องเตรียมตัว เรียนรู้ก่อน ถ้าไม่รู้อะไรเลย ในธุรกิจเล็กๆ ก็อาจจะทำได้เพราะใช้ทุนน้อย เจ็บตัวไม่มาก แต่ธุรกิจเพชร พลาดไม่ได้เลยค่ะ เลยไปเรียนเรื่องเพชรที่เซ้าท์อาฟริกา ไปอยู่เป็นปี เรียนเกี่ยวกับแร่หิน อัญมณีต่างๆ ทั้งหมด เรียนทั้งการดูเพชรให้เป็น คัดเกรดได้ และออกแบบเครื่องประดับ”

“ชอบเพชรมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่มีปัญญา เห็นพวกเศรษฐีใส่กัน ก็เป็นความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีบ้าง มองว่าเขาต้องรวย เพราะคนที่จะซื้อเพชร เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว ต่างจากการซื้อทองซึ่งคนทั่วๆ ไปก็มักจะซื้อกันได้ เราเป็นลูกค้ามาก่อน ชอบซื้อ ชอบสะสม ไปดูเขาค้าขายกัน จนในที่สุดก็มาเป็นแม่ค้าเอง”

“เราคนไทย ชอบไว้ใจคนง่าย เป็นคนซื่อ ยอมให้เครดิตกับคนที่เราคิดว่าน่าจะไว้วางใจได้ แต่ในที่สุดก็หายไปหมดเลย ทั้งคนทั้งของ นับว่าเป็นบทเรียน ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ โดนไปเยอะแล้วค่ะ”

“เป็นนักธุรกิจอยู่ตรงนี้ สำคัญที่สุดคือต้องซื่อสัตย์ และจริงใจกับลูกค้า คำไหนคำนั้น

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยด้วยกัน จะมีค้าส่งกับเวียดนามบ้าง ซึ่งชาวเอเชียมักจะมีรสนิยมในเรื่องเพชร ว่าเป็นเครื่องหมายความประสบสำเร็จในชีวิต ลูกค้าส่วนใหญ่ จะเป็นลูกค้าประจำ รู้ว่าคนไหนมีรสนิยมแบบไหน มีกำลังซื้อแค่ไหน เราก็เลือกที่เหมาะสมไปเสนอ เรามีลูกค้าทุกระดับเลย ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟ พ่อครัว แม่บ้าน ไปถึงระดับฮอลลีวูด ตลาดของแอลเอใหญ่มาก แต่ปัญหาคือ คนเอเชียมักจะไปซื้อของกับคนชาติเดียวกันเอง ทำให้เราต้องไปเปิดตลาดออนไลน์ ค้าขายกับคนที่รู้จักมีเครดิตกัน”

นอกจากจิวเวอร์รี่แล้ว คุณเบิร์ดยังมองธุรกิจอื่นในโอกาสต่อไปอีกด้วย “น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่ที่อาศัย เพราะที่แอลเอ ตลาดยังเปิดกว้าง เพราะคนอยู่กันเยอะ หรือการทำอพาร์ตเม้นต์ก็ดี ตอนนี้ก็ยังคงศึกษาตลาดอยู่”

“การจะค้าขายสินค้าที่มีมูลค่าสูงๆ ต้องไว้ใจกันได้ทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ยิ่งเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก มีภาพข่าวออกไปตามสื่อต่างๆ ทำให้ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพราะเขารู้จักว่าเราเป็นใคร การได้รับตำแหน่งนางงาม จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ตัวเองไปด้วยในตัว”

คุณเบิร์ดเล่าถึงการก้าวเข้ามาสู่แวดวงนางงามว่า… “เจ้าของบริษัทจัดการประกวด เขาไปพบเรา ก็ชวนให้เข้ามาประกวด คิดว่าเราควรจะทำ เพราะเราเป็นนักธุรกิจ ที่แอลเอยังไม่มีใครรู้จัก ตัดสินใจเร็วค่ะ นอนคิดละเอียดๆ แค่คืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็ตอบตกลง ธุรกิจนี้ตลาดมันใหญ่มาก ถ้าไม่เอาตัวเข้าไปให้คนรู้จัก เราก็จะขายของไม่ได้ ขอให้ได้ไปอยู่บนเวที ทำให้มีคนรู้จัก พอได้รับตำแหน่ง ก็ถือว่าโชคดี การประกวดนี้คือ Mrs. Asia U.S.A.”

“การจะทำอะไรสักอย่าง ต้องมีความมั่นใจสูง เมื่อเราลงทุนไปแล้ว ทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ และเวลาที่เสียไป เราจึงต้องทำให้ได้ เป้าหมายที่วางไว้ คือการทำธุรกิจ ดังนั้นเราต้องยิงให้ตรงเป้าจริงๆ ถ้าได้ตำแหน่ง อย่างน้อย จะเดินเข้าไปขายของที่ไหน ต้องขายได้ แต่เมื่อก่อน ยิ่งเป็นผู้ขายหน้าใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก มันยากเหลือเกิน หลังได้รับตำแหน่ง แค่ชั่วข้ามคืน ก็มีคนรู้จักเรามากขึ้นทันที”

“บุคลิกภาพมีส่วนเป็นอย่างมาก ถึงแม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องสวย ต้องดูดี เราเป็นคนไทย ต้องรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของผู้หญิงไทย จะให้เอาความไม่พร้อม ไม่สวย ไปโชว์คนอื่น ไม่ได้เด็ดขาด เป็นนักธุรกิจเจอคนมาเยอะ พอขึ้นเวทีก็ไม่ตื่นเต้น มีความมั่นใจสูงมาก มองไปที่กรรมการอย่างเดียว ส่งรอยยิ้ม ส่งแววตาไปให้ ไม่มองคนดูเลย คิดว่าเราส่งกระแสจิตไปด้วยนะ ในที่สุดก็ได้ตำแหน่ง รู้สึกมั่นใจตั้งแต่วันไปสมัคร ยังไงก็จะมุ่งมั่นคว้าตำแหน่งให้ได้ น้ำหนักเคยเยอะมาก ก็ปรับตัวลดลงได้ไวมาก แต่ไม่อดอาหาร ลดอย่างถูกวิธี จนถึงวันประกวด ทุกอย่างพอดีหมด เรียกว่าเป็นทั้งความตั้งใจและโชคชะตา ต้องมีมานะ อดทน พยายามให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้”

สำหรับกิจกรรมหลังได้รับตำแหน่งนั้น “ตั้งแต่เริ่มประกวด ก็มีเข้ามาติดต่อให้ไปช่วยงานต่างๆ เรารักคนไทยด้วยกันอยู่แล้ว พร้อมที่จะช่วยถ้ามีโอกาส ส่วนมากขอความช่วยเหลือมาก็ไม่มีปฏิเสธ ได้ไปออกงาน ร้องเพลงให้เนอร์สซิ่งโฮม ออกงานการกุศล ที่นั่นเขาทำกันจริงๆ อย่างวัน วาเลนไทน์ ไปเยี่ยมทหารผ่านศึกที่นอนป่วย เขาลืมตามาเจอนางงามอยู่ตรงหน้า อุทานเลยว่า นี่ฉันฝันไปรึเปล่า เขาดีใจมาก คิดไม่ถึงว่าเราจะไปเยี่ยม หรือบางครั้ง ไปแจกของ ไปเสิร์ฟอาหารให้ผู้ยากไร้ที่ริมถนน ซึ่งการทำกิจกรรมการกุศลเหล่านี้ ทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี และยังเสริมบารมี ให้เราโชคดีอีกด้วย”

และในชีวิตส่วนตัวนั้น… “เป็นคนทานง่าย อยู่ง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่การทานอาหารต้องรู้จักระวัง ไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ทานแป้ง มากจนเกินไป ทานผลไม้ ดื่มน้ำเยอะๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำจิตใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันให้มากนัก ขนาดเคยโดนยกกระเป๋าเพชรไปทั้งหมด ก็ไม่ตกใจ ถือว่าอยากได้ก็ให้เอาไป เพราะถ้าไปเครียดเดี๋ยวเป็นบ้าพอดี อะไรที่หายไปจากเรา ต้องไม่อาลัยอาวรณ์ เหมือนบ้านที่พังไปหมดแล้ว เราจะต้องเดินเข้าไปสร้างใหม่ จะไม่มัวเสียใจไม่มีประโยชน์ เราไปหาที่สร้างใหม่ เอาให้ดีกว่า ใหญ่กว่าเดิมอีก”

และเมื่อถามถึงความสุขในชีวิตในสไตล์คุณเบิร์ด… “ความสุขที่แท้จริงของเบิร์ดคือการได้อยู่แวดล้อมไปด้วยญาติพี่น้อง และคบแต่เพื่อนๆ ที่น่ารัก เพราะทำให้เรามีความสุข การมีเพื่อนซีเรียส ก็จะทำให้เราซีเรียสตามไปด้วย”

“มีเพื่อนดี ไม่ต้องเยอะก็พอแล้ว แต่ถ้ามีเพื่อนไม่ดี ขออยู่คนเดียวในโลกดีกว่าค่ะ”