สิรีรัตน์ คอวนิช

สิรีรัตน์ คอวนิช
ผู้อำนวยการ ธุรกิจบัตรเครดิต
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

“ทุกวันนี้ทำงานสนุกมากค่ะ, KTC เป็นองค์กรที่ให้เราบริหารจัดการเวลาด้วยตัวเอง ทำให้มีเวลาเป็นส่วนตัว และเวลาทำงานเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น จับต้องได้จริงๆ ค่ะ” คุณบี (สิรีรัตน์ คอวนิช) ผู้บริหารคนเก่ง เริ่มบทสนทนาด้วยความกระฉับกระเฉง ตามสไตล์สาวนักกีฬา

“เมื่อก่อนทำงานโฆษณา เกิดจากโจทย์ของคนอื่น ลูกค้าเป็นผู้กำหนด เรามาตีโจทย์ แล้วทำออกมา เล่าเรื่องที่เขาต้องการ แต่มาที่นี่ องค์กรกำหนดมาว่าอัตราการเติบโตควรจะเป็นเท่าไหร่ ที่เหลือเราต้องจัดการเองทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผน จัดทำกลยุทธ การคิดกิจกรรมต่างๆ สิทธิประโยชน์ ที่ทำกับลูกค้า นั่นคือสิ่งที่เราได้หาข้อมูล ได้เรียนรู้ และลงมือทำ อาจจะไม่ได้สำเร็จทุกโครงการ แต่เราก็ได้เรียนรู้ ได้สัมผัส ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวไปพร้อมๆ กัน ความโชคดีคือ เกือบค่อนของงานเป็นเรื่องที่เราสนใจ อีกส่วนคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เรียนไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา”

“เสี่ยงเหมือนกันค่ะที่เปลี่ยนสายงาน เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการตลาด แต่มั่นใจว่าเราคิดได้ ชอบคิด ชอบเห็นความเป็นไปของโลก เอเจนซี่สอนงานบางอย่างที่ดีไว้ เป็นการปูพื้นฐานให้หัดสนใจทุกเรื่องตลอดเวลา คือ ต้องเปิดหู เปิดตา คอยจับตาดูตลาด ดูคู่แข่ง คาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น และนำข้อมูลเหล่านี้ไปเสมอกับลูกค้า กลายเป็นคุณสมบัติติดตัว พอมาทำการตลาด ทำให้ไม่เคยเพิกเฉยกับสิ่งที่ผ่านหน้าเราเลย ทุกอย่างคือความน่าสนใจไปหมด สิ่งที่เราไม่มีคือ ในแง่ของการตลาดโดยตรง ตัวเลขต่างๆ ผลกำไรขาดทุน ก็ได้มาเรียนรู้ที่นี่ ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี ผลัดกันสอน แลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องที่ตัวเองถนัด ทำให้ปรับตัวไม่นาน และยังสามารถจัดการกับชีวิตและการทำงานให้เหมาะสม จนสามารถมีเวลาเป็นของตัวเอง ซึ่งเราไม่เคยมีโอกาสแบบนี้มาก่อน”

“เป็นคนไฮเปอร์ตั้งแต่เด็ก ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ อยากทำโน่นทำนี่ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ แต่ก็ไม่ชอบโดนบังคับ ก่อนหน้านี้ เป็นคนไม่ออกกำลังกายเลย เพราะไม่มีเวลาให้ตัวเอง ตอนทำงานโฆษณา พอฝ่ายครีเอทีฟทำงานเสร็จ ส่งงานต่อให้คนอื่นทำงานไป เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับเขาก็ได้ แต่ก็ขออยู่ต่อ วันหยุดถ้าเขาเข้ามาทำงานกัน เราก็ต้องไปด้วย ไปดู ไปถาม สนใจความเป็นไปของโลก เลิกงานดึกก็ยังไม่กลับบ้าน แวะกินข้าวปาร์ตี้กับเพื่อน เคยมีคนบอกว่า ถ้าคบกับเรา ฟิต 100% ไม่พอ เพราะพลังเราเหลือเฟือ” เธอเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“แต่พอมาอยู่ที่นี่ ห้าโมงเย็นเลิกงานปุ๊บ คนอื่นกลับบ้านกันหมด เรายืนงงเลย ได้เห็นพระอาทิตย์กำลังจะตก เพราะไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน รู้สึกว่าตัวเองว่าง จนต้องไปสมัครฟิตเนส เพื่อจะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ จะรีบกลับรถก็ติด กลับไปนอนดูทีวีก็คงไม่ใช่ ไปเดินห้างก็เปลือง”

“ครั้งแรกเริ่มจากการไปเดินในฟิตเนส แค่ห้านาทีก็จะตายแล้ว แต่พอขยับขึ้นมาเป็น สิบห้านาที ชั่วโมง ชั่วโมงครึ่ง จากคนไม่ชอบร้อน ไม่ชอบเหงื่อออก พอได้เริ่มทำแล้วเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ พอเล่นได้อย่างหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกว่า ทำไมเราทำได้ ทั้งๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ พอทำได้เป้าแรก ก็อยากจะลองเป้าต่อไปที่ท้าทายตัวเองในขั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ไปเข้าคลาส ต่อยมวย บอดี้คอมแบท เพราะมีคนช่วยผลักดันให้เราทำให้ในขั้นที่สูงกว่า ไม่เหมือนกับวิ่งอยู่คนเดียว พอครบเวลาก็เก็บของกลับบ้าน ทำให้รู้สึกว่าการเรียนเป็นคลาสสนุก ทำไมเวลาหมดเร็วจัง มีคลาสอย่างอื่นต่ออีกรึเปล่า เล่นเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ จนรู้สึกว่า เราออกกำลังกายมากเกินไปมั้ย”

เมื่อคุณบีไปถามเจ้าของฟิตเนส เขาก็ถามกลับว่า “เรารู้สึกยังไง มันมากไปมั้ย เหนื่อย อ่อนเพลีย ทำไม่ไหว รึเปล่า” ซึ่งเธอก็ตอบว่า “ไม่เลย รู้สึกสนุก แฮ้ปปี้” เขาก็เลยตอบมาว่า

“ตราบใดที่ยังรู้สึกว่าสนุก มันก็ไม่มีอะไรมากเกินไป ถ้ายังไหว ก็ไปต่อได้” ประโยคนี้ทำให้คุณบี กลายเป็น “สายคลั่ง สายโหด” ถ้าคลาสไหนไม่ได้เหนื่อยสุดๆ จะรู้สึกว่าไม่พอ ออกกำลังได้ไม่ถึง ยิ่งออกกำลังกายไปเรื่อยๆ ความแข็งแรงของร่างกายก็ยิ่งเพิ่มมากตามไปด้วย จนเธอเริ่มชอบในความสำเร็จที่ได้ขยับความท้าทายในขั้นที่สูงขึ้นมาทีละนิดๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องสุขภาพและรูปร่างทีดีขึ้น “ถือว่าเป็นของแถมค่ะ”

คุณบี ก้าวไปอีกขั้น เมื่อเพื่อนในฟิตเนสชวนให้ไปงานวิ่ง ครั้งแรกเธอกังวล เพราะที่ผ่านมาเล่นแบบสบายๆ เหนื่อยก็พัก พอลองไปวิ่งบนเครื่องได้ 4 กิโลฯ เพื่อนก็บอกว่า แบบนี้สบายมาก ให้ลง 10 กิโลฯ ได้เลย สนามแรกวิ่งบ้างเดินบ้างสลับกันไป แต่ช่วงท้ายๆ เดินยังแทบไม่ไหว ร่างกายไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทนถึงขนาดนี้ แต่ก็ทำได้ “ครั้งต่อไปต้องดีกว่านี้” และหลังจากนั้น “ไปงานวิ่งกันแทบทุกอาทิตย์เลยค่ะ”

เธอจึงฟิตร่างกายหนักขึ้น เข้าฟิตเนสแทบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ เช้าไปงานวิ่ง เย็นปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเข้าคลาสฟิตเนส ในกลุ่มก็จะมีการท้าทายกัน จากวิ่ง 10 กิโลฯ ก็ต้องเป็น 21 กิโลฯ “พอแข็งแรง รู้สึกว่าจะทำอะไรก็ได้ ยิ่งเมื่อเทียบกับคนอื่นที่เป็นรุ่นน้องๆ แล้วทำได้พอๆ กัน เรายิ่งภาคภูมิใจ เป็นแรงผลักดัน ที่ช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน”

จนเพื่อนคนหนึ่งชวนไปแข่งไตรกีฬา… “เราก็สงสัย ปั่นจักรยานในฟิตเนสเป็นประจำ วิ่งในสวนอยู่แล้ว เหลือว่ายน้ำอย่างเดียวน่าจะทำได้” แต่ครั้งแรกแค่ 20 เมตร ก็ทำท่าจะไปไม่ถึงแล้ว เป็นเพราะไม่ได้ว่ายมานาน ยังไม่คุ้นเคย แต่พอฝึกบ่อยขึ้นก็ทำได้ดีขึ้น แค่ยังทำทุกอย่างต่อเนื่องไม่ได้ จนต้องไปฝึกเพื่อเตรียมตัวไปเล่นไตรกีฬาโดยเฉพาะ ถึงเริ่มเข้าใจในการใช้กล้ามเนื้อกับกิจกรรมที่ต่างกัน จนได้เริ่มลงแข่งไตรฯ ครั้งแรก

“เสื้อดำ เล็บดำ ไปหมดเลยค่ะ มัวแต่ตะกุยอยู่ข้างๆ ขอบสระ” ไม่กล้าว่ายตัดตรงกลาง เพราะน้ำลึกหลายร้อยเมตร ในใจคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่ จะรอดมั้ยๆ” เลยต้องว่ายไกลกว่าคนอื่น แต่ก็เอากันจนรอดทั้งกลุ่ม ขึ้นมาเกือบไม่ทันเวลาที่กำหนด แล้วก็ไปปั่น ตามด้วยวิ่ง เป็นการจบไตรฯ ครั้งแรกที่ทุลักทุเลมาก แต่พอจบขึ้นมา ก็ถามเพื่อนๆ เลยว่า “คราวหน้าไปรายการไหน? เมื่อไหร่ดี?” จากนั้นก็มีการซ้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ไปวิ่งเสร็จก็ปั่นต่อ เพื่อให้กล้ามเนื้อชิน

คุณบี ยังบอกถึงนิสัยในการออกกำลังกายของเธอว่า “เวลาเล่นไม่ค่อยประมาณตนค่ะ เริ่มเล่นกีฬาช้า ตอนอายุเยอะแล้ว แต่ใจร้อน กล้ามเนื้อไม่ได้ถูกฝึกมาให้แข็งแรงตั้งแต่เด็กๆ จนได้รับอาการบาดเจ็บเพราะฝึกหนัก เล่นหนักเกินไป ตอนเจ็บก็ไม่หยุด เพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องเล็ก ตั้งเป้าจะไปวิ่งมาราธอน กลัวจะฝึกไม่ทัน วิ่งจนหมอนรองหัวเข่าฉีกก็ไม่หยุด มีอาการอักเสบ บวม เป็นๆ หายๆ จนมาพบว่ามีกระดูกแตกอยู่ข้างในเข่า ต้องผ่า แล้วอาการก็เยอะกว่าที่คิดไว้มาก ทำให้ต้องรักษาอยู่นาน”

ระหว่างรอเข่าหาย เธอก็ไม่ได้หยุดออกกำลังกาย เพียงแค่ไม่ได้วิ่ง “ใช้ไม้ค้ำเดินเข้าฟิตเนสทุกวัน พยายามเล่นส่วนอื่นๆ เพื่อรักษาความแข็งแรงไว้” เพราะ “สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือการปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอ ไม่ชอบความไม่สดชื่น หรือการรอเฉยๆ หมอบอกไม่ให้เดิน ก็รู้สึกทนไม่ได้แล้ว”

“คิดว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าอยากทำ แต่ถ้าไม่อยากทำ ยังไงก็ทำไม่ได้ คนที่บอกว่า วิ่งไม่ได้ วิ่งไม่ไหว นั่นแสดงว่า เขาไม่ได้อยากทำมันจริงๆ แค่นั้นเอง การทำงานก็เช่นกัน เมื่อก่อนอยู่ในสายศิลป์ พอย้ายมาทำงานในเรื่องที่ไม่เคยรู้เรื่อง ไม่มีพื้นฐานมาก่อน ก็ต้องมาทำความเข้าใจ ค่อยๆ อ่านไป ไม่รู้อะไรก็ถาม คุยกับคนที่เขารู้เรื่อง จนเราเห็นภาพทะลุปรุโปร่ง เข้าใจมัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราอยากทำมันหรือเปล่า กีฬาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน อยากวิ่งก็วิ่งได้ อยากไตรฯ ก็ไตรฯ ได้”

“คนที่บอกว่าไม่มีเวลา แสดงว่าไม่ให้ความสำคัญกับมัน เราไปปาร์ตี้กับเพื่อนได้ ข้าวยังต้องกินทุกวัน แล้วทำไมจะออกกำลังกายทุกวันไม่ได้ เราแค่ไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้จัดเวลาให้ การดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย เป็นเรื่องที่ใช้คนอื่นไปทำให้ไม่ได้ด้วย ต่อให้มีเงินแค่ไหนก็ต้องทำเอง คนที่เริ่มจะสูงวัยแล้วแต่ยังดูกระฉับกระเฉง เป็นคนออกกำลังกายทั้งนั้น ใครไม่ทำก็จะกลายเป็นผู้สูงวัยไป”

และก่อนจบบทสนทนา คุณบี ยังได้บอกเคล็ดลับที่ช่วยทำให้ชีวิตเธอมีความสุขอยู่เสมอ

“มองโลกในแง่บวก ให้กำลังใจตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้วค่ะ ถึงแม้จะเครียดมากแค่ไหนก็นอนหลับ และการออกกำลังกายยังทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น อย่างเวลาวิ่งคนเดียว จะไม่ฟังเพลงอะไรเลย ปล่อยให้อะไรต่างๆ ที่ลอยผ่านเข้ามาในหัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน แม้กระทั่งเรื่องไร้สาระ แล้วก็คิดไป วิ่งไปเรื่อยๆ เผลอแป๊ปเดียวก็ถึงจุดหมายแล้ว”

“การมีสุขภาพที่ดี ถือว่าเป็นความสุขที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะตัวเองเคยเจ็บมาแล้ว ถึงแม้ว่าจุดเริ่มจะเป็นแค่ที่หัวเข่า แต่สิ่งนั้นบอกได้เลยว่า ถ้าเราไม่แข็งแรง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน มันส่งผลต่อเนื่องไปทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน จนถึงหน้าที่การงานดังนั้นเราจึงต้องดูแลตัวเอง เมื่อสุขภาพกายดี สุขภาพจิตที่ดีก็จะตามมา แต่ทั้งนี้ ต้องรู้จักความพอดี อย่ากดดันตัวเองค่ะ”