คำสอนตรงจากท่านเจ้าคุณพิพิธ ตอน 2

คำสอนตรงจากท่านเจ้าคุณพิพิธ ตอน 2

ความเดิมตอนที่แล้วคือ เมื่ออาทิตย์ก่อนต้องออกไปจัดรายการวิทยุสดทาง ส.ทร. FM 106 วิทยุครอบครัวข่าว ความจริงก็เป็นเรื่องของ “กอล์ฟ” หรือกีฬาวงสวิงที่ทาง โปรเผ่าสิงห์ เป็นตัวเอก บางครั้งบางคราวเกิดมีปัญหาขึ้นมาเราก็ต้องลุยไปแบบสุดๆ ต้องเข้ารายการตอนตี 5 ครึ่ง พอเข้าห้องส่งก็ร่ายยาวตามหัวข้อที่เตรียมมา แต่ก็จะเปิดสายคุยกับผู้ฟังอยู่บ้าง.. บางโอกาส… เช่นเดียวกันก่อนปิดเบรคแรก ครูไก่ก็จั่วหัวเรื่องของ “เยาวชน” คนไทยเอาไว้ ทั้งชื่นชม และติติงกันพอสมควร

พอเข้าเบรคที่สอง สายของท่านเจ้าคุณก็เข้ามา เป็นเรื่อง “จริง” ที่ต้องมานั่งคิดว่าท่านเจ้าคุณท่านว่าไว้น่าสนใจอย่างไร

เรื่องของความ “ฟุ้งเฟ้อ” ท่านวิจารณ์เหมือนประหนึ่งท่านอยากจะจับเด็กพวกนั้นมาหวดเสียคนละทีสองที ท่านว่าเรื่องความฟุ้งเฟ้อไม่มีใครเกินโรงเรียนดังๆ ของประเทศ ก็พี่แกเล่นมาส่งเด็กคนรถคัน แล้วแบบนี้มันจะเหลืออะไรกันอีกเล่า ไม่ต้องพูดถึงรถติดขัดในเมืองใหญ่ๆ หรอก แค่คิดดูคร่าวๆ ว่าช่วงเช้าช่วงเย็นของวันปกติมีรถมาส่งเด็กเท่าไหร่ แค่ใช้ส่งคันละนาทีมันก็จบแล้ว ท่านว่าอย่างนั้น… เออก็เห็นจะจริง นี่ยังไม่รวมความสูญเสียพลังงาน เวลา หรือบรรดาจราจร ที่ต้องมาอำนวยความสะดวกกันแทบจะทุกหัวมุมถนน

อีกเรื่องก็เป็นความอึดอัดที่ “ร.ร.นานาชาติ” ทั้งหลาย สอน “ไม่ได้ความเอาเสียเลย” ทั้งคำพูดคำจาที่ฟังแล้วอยากจะบอกว่า “น่ารำคาญ” โดยแท้ แล้วเรื่อง “สัมมาคารวะ” ไม่ต้องพูดกันอีกต่อไป ท่านยังได้อยากจะฝากบรรดา “ครู” ของโรงเรียนเหล่านั้น ควรสอดส่องแทรกความเป็นคนไทยที่มี “วัฒนธรรม” อันงดงามเข้าไปด้วย ผมก็เลยเสริมเข้าไปอีกว่า บรรดาครูที่จะมาสอนในเมืองไทย ก่อนจะได้ใบทำงาน ควรมีการอบรมและทดสอบตามความสมควร และข้อนี้ต้องยกให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นแม่ไงานไป

แต่เรื่องที่ท่านกล่าวได้แทบจะไม่ต้องคิดคือ “ความอดทนของเด็กไทย” ท่านว่าความอดทนของเด็กไทยนั้นมีเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับชีวิตที่จะต้องดำเนินไป เด็กๆ ของเราเอาแต่สวยงาม สะดวกสบาย ชอบทำแต่เรื่องง่ายๆ พ่อแม่ให้ท้ายลูกๆ มากเกินไป ไม่สนใจการเรียน แล้วก็เอาแต่ใจตัวเอง ยิ่งเป็นลูกพวกคนมีกะตังค์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเด็กเหล่านี้จะถูกเพาะบ่มความไม่ได้เรื่องจากครอบครัว เมื่อเขาเหล่านั้นโตขึ้นก็จะมีงานคอยรองรับจากทุนเดิมของครอบครัวอีกเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้เหมารวมไปเสียทั้งหมด ท่านกล่าวเช่นนั้น แต่โดยรวมแล้วมันแย่เสียเป็นส่วนมาก

นอกจากนั้น ท่านยังได้มีเมตตาสอนครูไก่ให้เลือกที่จะฝึกเด็กที่รักในวิถีของกีฬาชนิดนั้นจริงๆ ไม่ใช่สอนแบบเหวี่ยงแหไปเรื่อย ซึ่งกระผมเองก็ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ เพราะเด็กคนไหนไม่รักที่จะเรียน ครูไก่ก็จะเชิญให้ออกไปนอกสนาม ห้ามเข้ามาอยู่รวมกับเด็กคนอื่น แล้วก็ไม่สนใจด้วยว่าผู้ปกครองจะนั่งอยู่แถวนั้นหรือเปล่า แล้วที่ท่านทำให้ครูไก่ “อึ้ง” สุดๆ ก็นี่ครับ “ท่านเจ้าคุณท่านทราบเรื่องของวงการกีฬาไทย” แบบทะลุปรุโปร่งเสียด้วย

นี่แหล่ะครับ การได้สนทนากับ “นักปราชญ์” ที่อยู่ในรูปของ “พระสงฆ์” ทำให้ครูไก่มีข้อคิดอะไรๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่ปฏิบัติอยู่แล้ว หรือบางเรื่องก็หลงลืมไปบ้าง แต่ความสุขย่อมบังเกิดขึ้นแก่ครูไก่เข้าแล้ว และคิดว่าวันหนึ่งคงต้องไปกราบพระคุณท่านที่วัดสักครั้ง เพื่อไขข้อข้องใจอีกสองสามประเด็นให้กระจ่างเสียที… ถ้าครูไก่มีบุญที่ยังคงอยู่กับตัวบ้าง เชื่อว่าอาจได้รับความเมตตาจาก “พระคุณท่าน” อีกสักครา… กราบนมัสการ”