ชีวิตริมน้ำ กับ โลมาที่บางปะกง

แม่น้ำบางปะกง เป็นแม่น้ำสายสำคัญในจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา มีต้นกำเนิดจาก แม่น้ำนครนายก และ แม่น้ำปราจีนบุรีไหลมาบรรจบกันบริเวณ ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี มีความยาวประมาณ 231 กิโลเมตร และมีความกว้างในช่วงที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จะมีคว้ากว้างประมาณ 120 เมตร ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดปราจีนบุรี เรียกว่า แม่น้ำปราจีนบุรี ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา เรียกว่า แม่น้ำบางปะกง

เมื่อครั้งยังเด็กเคยได้ชื่อว่าเป็นเด็กที่โตมากับน้ำ บ้านที่พักอาศัยอยู่ติดแม่น้ำบางปะกง ติดชนิดที่ว่าใต้ถุนเป็นขี้เลน ครั้งยังเด็กป้าเล่าให้ฟังว่าทั้งดื้อทั้งซนตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก คลานเล่นไปทั่วบ้านไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่ย ผู้ใหญ่นี้ก็ตามกันไม่ค่อยจะไหว เล่นสนุกทะเล้นไปเรื่อยจนวันนึงก็เป็นเรื่องจนได้ เมื่อจังหวะเล่นเพลินๆเกิดพลาดท่าพลัดตกลงจากบ้านที่ใต้ถุนยกสูง ตรงนั้นเป็นนอกชานที่หันหน้าเข้าแม่น้ำ ตกลงไปดังตุ้บไม่มีเสียงร้องซักแอะ น่าจะเพราะนอนจุกอยู่ ป้าๆที่อยู่บนบ้านรีบตามลงมาอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้มาอุ้มเลยซะทีเดียวหรอก ต้องกระโดดข้ามเสียก่อน ก็เคยถามคนเถ้าคนแก่ว่าทำไมถึงต้องกระโดดข้ามก่อน ท่านว่าแก้เคล็ดเหมือนกับว่าเราทำของตก กระโดดข้ามสิ่งของ ที่ตกมานั้นไม่ใช่คนนะไม่ต้องมาเอาวิญญาณไปอะไรประมาณนั้น ก็ไม่แปลกเค้าจะตกใจกัน เพราะที่ร่วงลงมาน่ะร่วม 2 เมตร กับเด็กเล็กที่ยังไม่ถึง 2 ขวบ

อายุได้สัก 7-8 ขวบ เด็กๆแถวนั้นก็เริ่มจะหัดว่ายน้ำกันแล้ว แต่นั่นก็ต้องอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ มีคนคอยดูแลอยู่ด้วย น้ำในแม่น้ำนั้นน่ากลัว ทั้งลึกและไหนเชี่ยวยิ่งตอนน้ำขึ้น น้ำลง ตอนนั้นก็ได้พ่อนี่แหละคอยสอนให้ เอาไม่ไผ่ปักไว้เป็นหลัก ห่างกันสักประมาณต้นละ 2-3 เมตร จากต้นนึงโผไปอีกต้นนึง พอกล้าก็เริ่มปล่อย หัดเตะขา แกว่งแขน แป๊บเดียวก็เป็น ปิดเทอมทีไรเล่นกันบ้านช่องไม่ค่อยกลับ ข้าวปลาไม่ค่อยกิน ออกจากบ้านแต่เช้า กลับอีกทีก็โน่นเมื่อท้องหิวใส้กิ่ว

อย่างเราโตขึ้นมาอีกหน่อยก็จับกลุ่มกับเพื่อนๆนั่งตกปลากันปลายสะพาน ใช้เส้นเอ็นพันใส่ขวดเล็กๆ ตะกั่วสักก้อน เบ็ดสักตัว แวะตลาดซื้กุ้งสัก 2 บาท ก็ตกได้นานจนเบื่อ เค้าว่ากันว่าช่วงที่ตกได้ดีที่สุดจะเป็นช่วงหัวน้ำขึ้น ก็คือช่วงที่น้ำเพิ่งเริ่มไหลขึ้นนั่นแหละ ปลาจะกินเบ็ดดีนักแหละ ปลาที่ตกกันได้บ่อยๆก็จะเป็นจำพวกปลาแขยง ปลากด ปลาตะกลับก็พอได้บ้าง ขอบอกปลาตะกลับนี่ทอดราดน้ำปลาอร่อยเชียว ส่วนปลาแขยง กับปลากด นี่เค้าจะเอาไปทำแกงส้มก็อร่อยไม่แพ้กัน วันไหนได้เยอะๆก็เอาไปแร่ตากแดดเดียวทอดกินอร่อยไปอีกแบบ

ช่วงที่พักอาศัยนั้นจะอยู่ห่างจากปากอ่าวประมาณ 3-4 กิโลเมตร โดยธรรมชาติแล้วจะถือว่าเป็นเขตน้ำกร่อยคือจะเค็มก็ไม่เค็ม จะจืดก็ไม่จืด แต่จะมีก็ช่วงหน้าหนาวนี่ เป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย น้ำทะเลจะหนุนสูง จนแถวบ้านนี่กลายเป็นน้ำเค็มไปเลยทีเดียว แต่เด็กอย่างเราก็ชอบ เพราะน้ำจะขึ้นสูง และใสมาก ชาวบ้านแถวน้ำก็จะพากันออกมาเล่นน้ำ เด็กๆก็เล่นไล่จับกับไปมาเสียงดัง วัยรุ่นหน่อยก็จะเล่นห่วงยางวงใหญ่ๆนั่งกันหลายๆคนโล้กันไปมาน่าสนุก คนเถ้าคนแก่ก็ไม่เว้นใส่ผ้าถุงกระโจมอกกันมาตีโป่งลอยตุ๊บป่องๆ ดูเด็กๆเล่นน้ำกันเพลินๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกปีน้ำจะเยอะใสน่าเล่นนะครับ แต่ต้องเป็นปีที่น้ำใหญ่จริงๆ น้ำทะเลหนุนสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใส ช่วงนี้แหละต้องดูให้ดีเลยเล่นน้ำไปก็จะคอยมองหา “ม้าน้ำ” ที่ลอยเข้ามากับน้ำทะเล คอยต้อนคอยแกล้งกันสนุก เพราะม้าน้ำนั้นว่ายน้ำช้ามากๆ จับใส่ขวดไว้อวดกัน พินิจพิเคราะห์ดูหน้าตากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ปล่อยลงน้ำไป แล้วก็คอยมองเจ้าม้าน้ำค่อยๆดำหายไปเพราะตกใจกลัวถูกจับใส่ขวดอีก

ยายชวดเล่าว่าสมัยก่อนตั้งแต่แกรุ่นๆ ช่วงน้ำทะเลหนุนอย่างนี้แหละ เคยมีปลาโลมาว่ายตามน้ำเข้ามาถึงหน้าบ้านเรา มาวนเวียนอยู่แถวๆสะพานปลาที่เราเล่นน้ำกันนี่แหละไม่ยอมไปไหน จนชาวบ้านกลัวกันว่าเดี๋ยวถึงช่วงน้ำลงน้ำจืดจะไหลลงมาแทนที่หากยังไม่ไปเสียกลัวว่าจะช็อกน้ำตายเอา เลยพากันเอาเรือหลายลำ ช่วยกันขับเป็นหน้ากระดานเพื่อต้อนฝูงโลมาออกทะเลอีกครั้ง

จนเมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เริ่มมีมากขึ้น และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือการนั่งเรือดูปลาโลมา และเดินเล่นบนเกาะนกด้วยเส้นทางศึกษาธรรมชาติ โดยเทศบาลตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีทั้งชาวบ้านที่นำเรือมาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในการพานักท่องเที่ยวไปชมยังจุดต่างๆโดยขึ้นเรือได้ที่ท่าเทียบเรือของตำบลท่าข้ามโดยตรง นอกจากนั้นยังมีรีสอร์ทของเอกชนที่มีทั้งที่พักแสนสบาย และเรือลำใหญ่ให้ได้เลือกตามความเหมาะสมของกลุ่มนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว

การนั่งเรือเที่ยวชมปลาโลมาที่ปากอ่าวแม่น้ำบางปะกง บริเวณตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จะมีในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ของทุกปี โดยประมาณนะครับบางครั้งยังไม่ทันออกจากท่าเรือก็มีโลมา มาดำผุดดำว่าให้ได้เห็นกันถึงที่ ในขณะที่บางครั้งนั่งเรือออกไปร่วมชั่วโมง เห็นว่ายน้ำอยู่ไกลลิบแค่ 4-5 ตัวเท่านั้น หลายท่านคงสงสัยว่านี่จะสิ้นเดือนมกราคมอยู่แล้วคงหมดหน้าท่องเที่ยวแล้ว มาบอกทำไมเอาป่านนี้

คืออยากจะบอกเอาไว้ก่อนกันลืม ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับกระแสน้ำ และอาหาร เมื่อไหร่ที่อากาศเย็นลงเหล่าปลาเล็กปลาน้อยที่เป็นอาหารของปลาดุก ก็จะหลบกระแสน้ำจากทะเลเปิดเข้ามาในเขตปากอ่าวแม่น้ำ ทำให้ปลาดุกทะเลที่เป็นอาหารของโลมา ตามเข้ามาด้วย แน่นอนครับโลมาที่มีปลาดุกทะเลเป็นอาหารโปรดก็ต้องตามเข้ามาอย่างขาดเสียไม่ได้ ดำผุดดำว่ายให้ชาวบ้าน ชาวประมง ได้เห็นถึงความน่ารักของโลมาจนพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติไปในที่สุด

โลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยถูกจัดให้อยู่สายพันธุ์เดียวกับวาฬ ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำ โดยจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง สูงสุดอาจมีถึง 50 ตัว ในบริเวนที่มีปลาดุกชุกชุม พันธุ์ที่พบมากคือ โลมาอิรวดี (หัวบาตรหลังมีครีบ) โลมาหลังโหนก โลมาปากขวด รวมทั้งโลมาเผือกที่มีความสวยงาม ซึ่งจากการวิจัยพบว่าโลมาเป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก โดยจริงแล้วอาจฉลาดกว่าลิงชิมแปนซีด้วยซ้ำ อาจเพราะขนาดของสมองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากมนุษย์

อาหารที่โปรดปรานของโลมาก็คือปลาดุกทะเล ซึ่งปลาดุกทะเลนั้นจะไม่เหมือนกับปลาดุกน้ำจืดที่เราเห็นมาย่างขายตามร้านส้มตำ โดยปลาดุกทะเลนั้นจะมีเงี่ยงแหลมๆ 3 เงี่ยง บน-ซ้าย-ขวาไว้คอยป้องกันตัว ขณะที่ปลาดุกน้ำจืดจะมีเพียง 2 เงี่ยง ซ้าย-ขวา เท่านั้น จากเรื่องนี้อาจทำให้สงสัยกันว่าแล้วโลมากินปลาดุกได้อย่างไรโดยไม่ได้รับอันตรายจากเงี่ยงทั้ง 3

จากบทความในเฟสบุ๊ค “สมิง ล่านายพราน” ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับโลมกับปลาดุกทะเล คู่กัดแห่งลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งในทุกฤดูหนาวกระแสน้ำเค็มที่หนุนเข้ามาจะชักนำปลาโลมาเข้ามาหาเหยือในเขตปากแม่น้ำบางปะกง โดยโลมาจะใช้ปากดุนในโคลน เพื่อให้ปลาดุกออกมาจากที่ซ่อน แล้วจะไล่งับกิน โลมาฉลาดพอ ที่จะกัดกินแค่ครึ่งตัวส่วนหาง จะได้ไม่โดนเงี่ยงอันแหลมคมของปลาดุกทำให้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนริมน้ำบางปะกง จะเตรียมเรือ พร้อมสวิง ไปช้อนปลาดุกทะเล ที่เหลือครึ่งตัว ลอยพะงาบๆหายใจรวยรินอยู่ที่ผิวน้ำ รอให้ชาวบ้านไปช้อนมาทำกับข้าวสุดแสนอร่อย ทั้งปลาดุกผัดฉ่า แกงส้ม แกงป่า แล้วแต่จะคัดสรร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันคือการแบ่งปันตามธรรมชาติ คนหากิน สัตว์หากิน อย่าละเมิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

นอกจากเที่ยวชมโลมาแล้วยังมีเกาะนก เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งเนื่องจากเป็นเกาะ อยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง มีพื้นที่ 125ไร่ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้กลางแจ้ง เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ บนเกาะจะได้พบเห็นพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่างๆรวมทั้งนกนานาชนิด ที่อาศัยอยู่ มากกว่า 50 สายพันธุ์ โดยสามารถเที่ยวชมได้ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (สะพานไม้) ความยาวกว่า 1,500 เมตร โดยตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายต่างๆรวมทั้งยังมีศาลาพักนักท่องเที่ยว หอดูนกและหอชมวิวความสูง 34 ฟุต ที่สามารถมองเห็นนกนานาชนิดและทิวทัศน์บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เทศบาลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร. 038-573-411-2