คอลัมน์ในอดีต

ภาพนิมิต

เด็กชาย-หญิง หัวจุก วิ่งเล่นตามประสาเด็กๆวัยซุกซนอยู่รอบๆสวนดอกไม้ที่ผู้เป็นมารดาซึ่งกำลังบรรจงตัดช่อราชาวดี ที่ส่งกลิ่นหอมระรินเมื่อสายลมพัดอ่อนลงตะกร้าหวายใบย่อมใบนั้น
“ไปๆลูกๆไปกราบนมัสการหลวงพ่อพระสุกกัน” สิ้นเสียงเรียกผู้เป็นมารดา เด็กน้อยทั้งสองก็จับมือกันวิ่งตามเสียงเรียกของผู้เป็นมารดาอย่างว่าง่าย

ถึงหน้าองค์หลวงพ่อพระสุก มองเห็นแจกันเงินแจกันทองตั้งตระหง่านส่งแสงแวบวับ ด้วยเมื่อวานเป็นวันพระ บนแจกันทองแจกันเงินจึงมีดอกบัวหลวงปักช่อชูสง่างามอยู่ก่อนแล้ว เจ้านางจันทร์ฉายเปลี่ยนดอกราชาวดีเข้าแทนที่ดอกบัวหลวงที่ปักไว้ก่อนหน้านั้น

อิมินา สักกาเรนะ สุกัง นามะ พุทธะรูปัง อภิปูชะยามิ
ตะมะหัง สุกะพุทธะรูปัง สิระสา นะมามิ
ตัสสานุภาเวนะ นิหาลาโภ โหมิ สุขิโต โหมิ อะโรโค
โหมิ สัพพะสัมปัตติ สัทธิโย โหนตุ จะ มะมะ สัพะทา

เจ้านางฯทรงอยากทำหน้าที่เก็บดอกไม้ถวายหลวงพ่อพระสุกด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง…เสียงมโหรีดังแว่วมาไกลไกล…เหมือนเป็นสิ่งเตือนความทรงจำที่ยังฝังลึกอยู่ในหัวใจของเจ้านาง
….ดอกจำปาลาวลอยบนอ่างแก้วไหวไปมา แสงเทียนแวบวับ หาดทราย ศาลายายปลายน้ำโขง ก้อนหินเรียงรายเป็นเนินสูง…แสงตะวันค่อยๆทอดยาว ฉายให้เห็นบ้านเรือนไทยหลังเก่าหลังนั้น…
“ท่านแม่ๆๆ”สองเด็กน้อยร้องเรียกผู้เป็นมารดาที่อยู่ในภวังค์ ทำให้ผู้เป็นมารดาถึงกับสะดุ้งสุดตัว
ผู้เป็นพี่ชาย…แบมือออกให้ผู้เป็นมารดาดู
“มรกต!”เสียงเจ้านางจันทร์ฉายสูงกว่าปกติ (มรกตของยายมาอยู่ที่นี่ได้ไง? เจ้านางจันทร์ฉายครุ่นคิด)???
“เปียๆ” ภิกษุหนุ่มร้องตะโกน!เหงื่อท่วมกายพระนิรันตระทั้งๆที่ยามรุ่งอากาศหนาวเย็น
“นี่เราฝันไปหรือนี่” ภิกษุหนุ่มกล่าวกับตนเองพลางสะอื้นแผ่วเบา “ชีวิตฆราวาสเป็นชีวิตที่คับแคบ เราจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะบรรลุ ไม่ว่าจะนานสักแค่ไหน นิรันตระเอ๋ย”

เมื่อแสงสว่างเพิ่มให้มองเห็นสิ่งรอบตัวมากขึ้น ภิกษุหนุ่มออกจากกลดเพื่อตรวจดูภูมิประเทศด้านนอก ไกลออกไปทางเหนือมองเห็นภูเขาเป็นทิวอยู่ริบๆ เห็นยอดขาวโพลนคล้ายหิมะสูงโผล่พ้นแนวยอดไม้อย่างเด่นชัด เป็นภาพที่งดงามมากทีเดียว สำหรับพระนิรันตระที่ไม่เคยออกมาทัศนา มีรอยเกวียน แสดงว่ามีผู้คนเกินทางไปมา ภิกษุหนุ่มมองเห็นผลหมากรากไม้อยู่ใกล้ตัว มีรอยเกวียนอย่างนี้ก็คงมีคนนำอาหารมาถวายบ้าง ก็คงไม่อดตาย เราจะปักหลักวิปัสสนากรรมฐานตามปณิธานที่ตั้งไว้

ในโลกใบนี้ไม่มีใครมีความสุขอย่างเดียวอย่างแท้จริง เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทุกข์คือความโศกเศร้าพิไรรำพัน ทุกข์เพราะพลัดพรากจากคนรักของรัก ทุกข์เพราะประจวบกับคนหรือของที่ไม่ชอบใจ ทุกข์เพราะไม่ได้สมปรารถนา ความสุขอย่างแท้จริงๆนั้นไม่มีในโลกนี้ เมื่อทุกข์น้อยลงคนก็เห็นว่าเป็นสุขแล้ว อันแท้ที่จริงหาใช่สุขไม่ เป็นทุกข์น้อยลงก็เท่านั้นเอง ผู้มีทรัพย์มาก มีเครื่องบำบัดทุกข์มาก ทุกข์ของเขาก็น้อยลง จึงดูว่ามีความสุข อันที่จริงมิใช่สุข เป็นแต่ทุกข์ที่ได้รับการบำบัดให้ระงับเป็นการชั่วคราวเท่านั้นเอง เหมือนรับประทานอาหารเพื่อระงับความหิวได้ชั่วคราว ประเดี๋ยวก็หิวอีก คนในโลกเข้าใจว่าการมีทรัพย์เป็นสุขที่แท้จริง จึงเซาะแสวงหาอย่างไม่หยุดหย่อน ครั้นได้ทรัพย์มากแล้วแทนที่จะมีความสุขกลับได้รับทุกข์มากยิ่งขึ้น มีความเป็นห่วงมีความกังวล อยากได้มากขึ้นดิ้นรนมากขึ้นเพราะไม่รู้จักพอ คนในโลกจึงพากันไล่กวดความสุข แต่ไม่ทันพบความสุขที่แท้จริงเพราะมันวิ่งหนีอยู่เรื่อยๆในที่สุดมัจจุราชก็มาเอาชีวิตไป ถ้าเราอยากพบสุขต้องหยุดวิ่ง ชีวิตของสมณะเป็นชีวิตที่หยุดวิ่ง เป็นชีวิตสงบเยือกเย็นเป็นอิสระ ไม่มีข้อผูกมัดทั้งทางกายทางใจ สุขชนิดนี้เรากำลังแสวงหาและต้องทำให้ได้ เมื่อเห็นว่าชีวิตฆราวาสเป็นชีวิตที่คับแคบเต็มไปด้วยภาระผูกพัน ไร้อิสรภาพ ชีวิตของสมณะ เป็นชีวิตที่กว้างขวางหมดภาระกังวลใจ อิสรเสรีและสงบเย็น สมบัติของเราก็จะให้เป็นทานให้หมด เราต้องทำได้นิรันตระเอ๋ย

บนแท่นหินใต้ต้นไทรใหญ่ พระนิรันตระเริ่มบำเพ็ญเพียรสมณธรรม เพื่อจะดำเนินรอยตามพระบรมศาสดา แน่วแน่ต่อข้อปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้น นั่งสมาธิสำรวมจิตให้มั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ภาพความหลังในอดีตกลับมาให้เห็นปรากฏชัดขึ้นในมโนจิตทันที พระนิรันตระต้องรีบออกจากสมาธินั้นเสีย เพื่อหนีให้พ้นจากนิมิตที่เป็นภาพที่ภิกษุหนุ่มอยากจะลืมเลือน ซึ่งเป็นศัตรูของการปฏิบัติ พระนิรันตระจึงลุกขึ้นเดินไปยังริมฝั่งโขง เห็นระลอกน้ำในแม่น้ำโขงวิ่งเข้ากระทบฝั่งแล้วก็หายไป เปรียบเทียบกับชีวิตคนกับระลอกน้ำเหมือน ความแก่พัดเข้าสู่ฝั่ง คือความตายแล้วก็หายไป เมื่อพระอาทิตย์จวนจะลับแนวไม้ ภิกษุหนุ่มจึงเดินกลับไปที่กลดที่ปักไว้ริมลำธารใต้ต้นไม้ใหญ่ เดินจงกรมแทนจนออกจากสมาธิ ตรวจกิจวัตรประจำวัน และศีลของตน ถ้าเห็นสิ่งไหนยังบกพร่องก็ทำขึ้นมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น จิตใจเริ่มสบายขึ้นมากมาย นี่กระมังคือความสุขใต้ร่มกาสาวพัตรที่พระอริยเจ้าสรรเสริญ