อมยิ้มริมกรีน

อดีตที่่ผ่านพ้น..อย่าให้ครอบงำ

อดีตที่่ผ่านพ้น..อย่าให้ครอบงำ

กว่าท่านผู้อ่านจะอ่านคอลัมน์นี้ โปรเม เอรียา จุฑานุกาล คงขึ้นเป็นนักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งบของโลกอย่างเป็นทางการแล้ว

หลังจากก่อนหน้านี้ สื่อทุกสื่อในบ้านเรา ประโคมข่าว โปรเม เอรียา จุฑานุกาล สร้างประวัติศาสตร์โลก ล่วงหน้าไปเสี้ยวส่วนเส้นยาแดง ด้วยค่าสัมประสิทธิ์รายได้ ยังขาด 0.01 ที่จะแซงหน้าลิเดีย โค เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นความผิดพลาดของ LPGA เจ้าของสถาบันเองที่ออกข่าวก่อนหน้าแ ล้วขอโทษในเวลาต่อมา

แต่ที่อยากจะเขียนถึง โปรเม เอรียา ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการแข่งขันกอล์ฟของเธอ และพี่สาว โปรเม โมรียา จุฑานุกาล ที่กำลังดีวันดีคืน ที่ทั้งคู่กำลังไปได้สวยในวิถีทางของเธอ

แต่เป็นเรื่่องโยงใย ดรามาติกอยู่สักหน่อย

คือช่วงที่ โปรเม กระหึ่มขึ้นมือหนึ่งโลกนั้น มีรายการกีฬาของสื่อทีวีช่องหนึ่ง ไปทำสกู๊ป เรื่องของโปรเม ให้มีสาระน่าดูมากขึ้น กว่าข่าวกีฬาทีวีช่องอื่น ที่มีแต่รายงานผล ไม่มีมิติเชิงลิก

บก.ข่าวกีฬาสถานีนั้น คงมองว่า ไม่มีใครที่จะเหมาะสมที่จะไปสกู๊ปข่าว มากไปกว่าบุพการี ยามเมื่อลูกประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ สร้างความฝันให้เป็นจริงได้
ซ้ำยังเป็นเส้นทางของลูกที่ “ป้ันมากับมือ” นับแต่ก้าวแรก

แม้จะเป็น การนำเรื่องในอดีต กลับมาทบทวนการใหม่ ก็ล้วนเข้มข้น มีความดรามา ด้วยเส้นทางของโปรเม คือ มีพ่อ ที่ “สร้างเส้นทาง”นี้ให้กับลูกได้เดิน ตั้งแต่ก้าวแรกเตาะแตะ บนถนนสายนี้

วงการกอล์ฟย่อมรู้ว่า ผู้เป็นพ่อของ สองพี่น้อง โมรียา เอรียา จุฑานุกาล เป็นพ่อผู้ทุ่มเท เสียสละเพื่อลูกเพียงใด

มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ ประหยัดทุกอย่าง ไม่ถึงอดมือกินมื้อ แต่ก็เขียมทุกบาท ไปสนามกอล์ฟ ไม่เคยกินข้าวที่คลับเฮาส์ หากกินข้าวแกงโรงอาหารที่ขายให้แค็ดดี้ เพราะถูก เพื่อเอาเงินที่มีอยู่มาใช้ปูหนทางของลูก สู่การเป็นนักกอล์ฟอาชีพ

แต่ละก้าว ล้วนคือ ความทุ่มเทหยาดเหงื่อของพ่อที่เป็นหัวเรือ และแม่ที่เป็นทีมงานที่ดีที่สุด คือเรื่องราวที่เล่าขานกันมาโดยตลอด

รายการในวันนั้น บก.ข่าว ที่ส่งทีมไปทำสกู๊ปผู้เป็นพ่อ คงนึกภาพ รีมายด์ฟิลลิ่งในวันวาน จนถึงวันแห่งความสำเร็จ ช่างดรามา หอมหวานและงดงาม แต่ปรากฏว่า มันคนละเรื่อง คนละมุม ไปโดยสิ้นเชิง (นักข่าวคนไปทำสกู๊ป คงงงๆในใจเหมือนกัน)

ไม่มีการกล่าวถึงความสำเร็จของลูก ไม่มีความเบิกบานดีใจจากผู้เป็นพ่อ

ที่เริ่มต้นด้วยวลี..เรื่องดีๆไม่ต้องพูดถึงหรอก ก็เห็นๆรู้ๆกันอยู่ พูดแต่เรื่องไม่ดี ดีกว่า

ฟังดูแหม่งๆ ไหมล่ะ ตั้งแต่วลีแรกแล้ว

เรื่องไม่ดี.. เขาก็ไม่ใช่จะว่า ตำหนิติเตียนลูกอะไรนะครับ

ออกไปในทำนองว่า… เดี๋ยวนี้รวยแล้ว มีเงินแล้ว เดี๋ยวก็เหลิง แทนที่จะชื่นใจไปกับลูกที่ทำเงินกว่าร้อยห้าสิบล้านบาทแล้ว รายได้ขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกแล้ว
อาจจะมองเจตนาดีว่า คือการสั่งสอนกันมาตามสไตล์ที่เคยสอนมาแต่เด็ก ที่พ่ออาจเฮี๊ยบ ใช้แต่คำสั่ง แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกสื่อสาธาณะ ออกโทรทัศน์ เหมือน ประชดประชัน มองในแง่ลบ แทนที่จะเห็นความสำเร็จของลูกเป็นแง่บวก

เรื่องอย่างนี้ หากจะสอนกัน ก็สอนกัน”ส่วนตัว” สอนกันภายใน มิใช่หรือ

พูดก็พูดเถอะ ไม่ว่าเรื่่องราวส่วนตัวจะเป็นประการใด แต่ลูกมาไกลถึง จุดแห่งความสำเร็จ ถึงจุดความฝันเป็นจริง อันเป็นประวัติศาสตร์ ต่อหน้าสาธารณะผู้เป็นพ่อ ต้องทำได้อย่างเดียว คือ..ชื่นชมลูกตัวเอง

ผมเชื่อว่า ผู้ชมทางบ้านที่ชมรายการในวันนั้น คงอึ้งกับ วลีที่ส่อปฏิกริยาของผู้เป็นพ่อ ด้วยไม่รู้ ตื้นลึกหนาบาง อีกพาร์ทหนึ่ง

พาร์ทในอดีตก็พาร์ทหนึ่ง พาร์ทปัจจุบันก็พาร์ทหนึ่ง และไปสู่พาร์ทในอนาคต ที่พี่น้องทั้งคู่ต้องสู้ต่อไปบนถนนกอล์ฟอาชีพโลกก็อีกพาร์ทหนึ่ง

พาร์ทในอดีตนั้นจบไปแล้ว จบไปพร้อมกับเรื่องราวเมื่อสามสี่ปีก่อน อันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต แต่ผลของมัน ทำให้ชีวิตเปลี่ยน

หากยังจำได้ เมื่อสามปีก่อน โปรเม เอรียา ฟอร์มการเล่นตกต่ำ ข่าวว่า อาการเจ็บที่ไหล่ จากการล้มกระแทกมีผลต่อวงสวิงของเเธอ

แต่ลึกๆ เธอมีปัญหาทาง mentally สภาพจิตใจ ซึ่ง จุดบกพร่องตรงนี้ ใครก็รู้ว่า เป็นปัญหาใหญ่ของนักกอล์ฟอาชีพ ถ้าแก้ไขไปไม่ได้ ก็ไม่มีทางจะก้าวผ่านสันดอน ไปสู่เป้าหมายได้ จบเลย

คร้ั้งนั้นเธอเพียงเด็กหญิงอายุ 18 ชีวิตมีแต่พ่อและแม่เป็นสรณะ ยามรู้สึกสูญเสีย มันจึงสาหัสยากเย็น

ยังโชคดีที่เธอได้รับการฟูมฟักจาก “คนกลุ่มหนึ่ง” ที่รัก เมตตา เธอ หวังเห็นเธอสู่ความสำเร็จ พยายามทุกอย่าง ที่จะทำให้เธอหลุดเปลาะร้าวในใจตรงนี้ ไม่ว่าพาไปเข้าวัด ที่มีชื่อเสียงในการสอนทำสมาธิ จัดทีมงานมือโปรในเรื่องจิตวิทยากีฬา มาค่อยๆ ดึงปัญหาออกจากจิตใจ ให้เธอมีวุฒิภาวะแข็งแกร่ง

จากจุดตรงนั้น “คนอื่น”ต่างหาก ที่อุ้มเธอ ให้ลุกขึ้นมา แล้วก็สร้างความสำเร็จ อย่างที่ผู้เป็นพ่อบอกว่า..เรื่องดีๆ ก็รู้กันอยู่.. นั่นแหละ คีย์เวิร์ดส์สำคัญ ที่ทำให้โปรเม สามารถลุกก้าวเดิน จากวันนั้นจวบถึงวันนี้ก็คือ

..เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็กหญิงอีกต่อไป ชีวิตเป็นของเธอ ความสำเร็จเป็นของเธอ อดีตแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว ปัจจุบันต่างหากคือโลกของเธอ ก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องมองข้างหลัง เมื่อมีเงินจากความสำเร็จ ก็จงใช้จ่ายทดแทน คุณค่าที่ได้จากอดีต หากเธออยากทำ ก็เลือกได้..

ที่ผมเขียนถึงเรื่องนี้ ก็มิใช่ละละลาบละล้วงเรื่่องราวของใคร ด้วยมันเป็นเรื่องส่วนตัว และวิถีชีวิตของใครก็ของใคร

เพียงแต่ ภาพหน้าจอในวันนั้น มันติด มันเคือง เราก็เป็นพ่อคน จะอย่างไร ถ้าลูก (ยังไงก็ลูก) ได้ดูรายการวันนั้น (จะเป็นเทปใครส่งให้)..คงน้ำตาตก

เขียนเพราะ สงสารเด็ก

เขียนเพื่อให้ ท่านที่ชมรายการวันนั้น ได้เข้าใจ อากัปกิริยาของผู้เป็นพ่อ ให้เข้าใจว่า..ทำไม?

และต้องเข้าใจด้วยว่า เรื่องของชีวิตคนเรา ดั่งราวพรหมลิขิต บุญทำกรรมแต่ง ของใครก็ของใคร ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก

ความทุกข์นั้น ไม่โดนกับตัว ย่อมไม่รู้ว่า มันเจ็บปวดเพียงไร ใครเล่า อยากเดินทางชีวิต..ที่ทุกข์เจ็บปวด

จึงอย่าพิพากษาใคร เหมือนสันดานโลกโซเชียลยุคนี้ชอบทำกันนัก

ยอดชาย ขันธะชวนะ