ดร.พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์

ดร.พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์
ประธานชมรมผู้ประกอบการหนองแขม
“เปิดใจ ไม่ปิดกั้น”

โดดเดี่ยวตั้งแต่เด็ก : ผมเติบโตขึ้นมากับญาติๆ ของทางคุณพ่อซึ่งท่านจากไปด้วยโรคหัวใจตั้งแต่ผมยังไม่เกิด อาศัยอยู่แถวราชบูรณะ เมื่อยังเล็กๆ สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เป็นภูมิแพ้ จนญาติๆ รู้สึกเป็นกังวลกับสุขภาพ ทำให้เล่นกีฬาค่อนข้างเยอะ เล่นจริงจัง ในช่วงวัยเรียน จนถึงเข้ามหาวิทยาลัย เล่นทั้งฟุตบอลและบาสเกตบอล

โตขึ้นจะทำธุรกิจ : ชอบกีฬา แต่ไม่คิดว่าจะเอาดีทางกีฬา รู้ว่าในอนาคตคงมีเวลาให้กับกีฬาน้อยลง ทำให้ช่วงเรียนเล่นกีฬาเต็มที่ เล่นทุกวัน แล้วผมยังอยู่ในครอบครัวคนจีน ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง รู้จักหน้าที่เองว่าต้องทำอะไรบ้าง ทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนไปเล่น

ชีวิตต้องขวนขวายหาเอง : เพราะต้นทุนและโอกาสของเรามีน้อยกว่าคนอื่น ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าไหร่ ถ้าอยากเล่นกีฬา ถ้าอยากเรียน ก็ต้องมีเป้าหมายในการดำรงชีวิต และมองเห็นว่าในอนาคตเมื่อโตขึ้นพอ คงต้องทำงานหนักมากกว่าคนอื่นหากต้องการประสบความสำเร็จ เราต้องพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมาให้ได้

ได้เงินก้อนแรก : ผมชอบทดลอง ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ และได้เข้าร่วมประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ตั้งชื่อว่า เครื่องกำจัดตีนแมว เป็นเครื่องส่งสัญญาณกันขโมยหากมีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ในสมัยนั้นถือว่าล้ำสมัยมาก สำหรับเด็กนักเรียนเงินรางวัลที่ได้มาก็นับว่าเป็นก้อนใหญ่มากพอสมควร

กีฬาช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น : ผมได้เพื่อนมากขึ้น มีสังคม รู้จักความมีน้ำใจ รู้จักให้อภัย ก็เพราะเล่นกีฬา และยังช่วยเสริมสร้างให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ยิ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย สามารถทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เคยมีปัญหาเรื่องสุขภาพมาเป็นอุปสรรค

เรียนบัญชี : เพราะอยากเป็นนักธุรกิจ ถ้าเลือกเรียนสาขาวิชาชีพคงไม่เหมาะ ตอนนั้นเลือกคณะบริหารธุรกิจ สาขาบัญชี ซึ่งถือว่าเป็นวิชาที่ยากที่สุด แล้วก็เรียนจนจบด้วยผลการเรียนที่ค่อนข้างดี วิชาบัญชีสอนให้เราเป็นคนละเอียดรอบครอบ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับแค่เรื่องบัญชีเท่านั้น กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็ฝึกให้รู้จักคอบครอบด้วยเช่นกัน

ทำงานไม่ถึงปี : ผมเริ่มทำงานประจำครั้งแรกในสายบัญชีการเงิน อยู่ในบริษัทผลิตอาหาร ต้องไปประจำที่ต่างจังหวัด งานที่ทำก็ไม่มีปัญหาอะไร เราถนัดอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นก็คือ คนที่นั่งข้างหลังผมคือสมุห์บัญชี ซึ่งเขาทำงานมาก่อนเป็นสิบปี ก็มานึกถามตัวเองว่า อีกสิบปีข้างหน้า เราจะไปนั่งข้างหลังอยู่ท่ามกลางกองเอกสารเยอะๆ แบบนี้เหรอ ถึงแม้ผมจะชอบงานบัญชี แต่ไม่เอาดีกว่า เพราะถ้าอนาคตยังอยู่แบบนี้ แสดงว่าผมมาผิดทางแล้ว

ตัดสินใจค่อนข้างเร็ว : อยู่คนเดียวมาตลอด คิดเอง ตัดสินใจเอง ไม่ต้องปรึกษาใคร ออกมาโดยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปทำอะไร ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า แค่รู้ว่าต้องออกก็ลาออกเลย เก็บของขับรถกลับกรุงเทพฯ อาศัยชอบอ่านหนังสือ คิดว่าจะออกมาโลดโผนโจนทะยานในแวดวงธุรกิจแบบนั้นบ้าง แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอะไร แต่ระหว่างขับรถกลับก็เริ่มคิด วางลำดับชีวิตว่า จะต้องทำอะไรบ้าง อย่างแรกก็คือกลับไปหาแฟนก่อน ซึ่งเขาก็ดีใจเพราะจะได้กลับมาอยู่ใกล้ๆ กัน

กว่าจะเริ่มตั้งตัวได้ : ผมใช้เวลาถึง 7-8 ปี กว่าจะธุรกิจจะเข้าที่เข้าทาง จนเปิดบริษัทของตัวเองได้ ประกอบกับเริ่มมีครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย เลยต้องใช้เวลาในการดูแลลูก ทำงาน ชีวิตที่จะสนุกแบบในช่วงวัยรุ่นก็หายไป แต่ก็ไม่เคยทิ้งเรื่องกีฬา ยังเล่นฟุตบอลอยู่เสมอเมื่อมีเวลา

ทำมาหลายธุรกิจ : ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ก็ทดลองทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งดูแล้วก็เข้ากับตัวเองดี เพราะดูแลรักษาสุขภาพอยู่แล้ว ก็ลองนำมาทำตลาดดู ลองผิดลองถูกอยู่พัก จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เกินความคาดหมายที่เคยคิดเอาไว้ในยุคนั้น

เจอกับสื่อวิทยุ : ผมวิ่งขายน้ำเห็ดสกัด ก็ศึกษาว่าสินค้าที่คล้ายๆ กันของเจ้าที่ประสบความสำเร็จเขาใช้ช่องทางไหนในการประชาสัมพันธ์ สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย ขับรถไปเปิดวิทยุฟังไป ก็ได้ยินเสียงการโฆษณาในวิทยุ จนเกิดความสนใจ มองเห็นช่องทาง เริ่มศึกษาอย่างจริงจัง และเข้าไปค้นหา เห็นเสาวิทยุที่ไหนเราไปที่นั่น เข้าไปนั่งคุยกับเขา แนะนำสินค้าให้รู้จักว่าคืออะไร มีสรรพคุณแบบไหน

ไม่ง่ายอย่างที่คิด : ปัญหาคือ เราไม่เข้าใจเรื่องวิทยุ ไม่มีความความรู้เลยในเรื่องนี้ ก็ต้องเข้าไปเรียนรู้ เริ่มเสาะหาคนทำรายการวิทยุ เมื่อกลับเข้ามาในเมืองก็พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งคุณภาพและเนื้อหาการนำเสนอ ผมจึงนำข้อดีของวิทยุในเมืองออกไปสู่ท้องถิ่น ทำให้รายการวิทยุ มีความทันสมัย น่าสนใจมากขึ้น แต่ก็ใช้เวลาเป็นปี กว่าจะคลำทิศทางถูก เราได้พันธมิตรที่ดี เป็นทีมงานมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ ทำให้สามารถสื่อสารกันได้ชัดเจน ลุยด้วยกันได้ ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ถนัดอยู่เบื้องหลัง : ผมเคยลองจัดเล่นๆ ทำรายการเองบ้าง แต่เพียงแค่ไม่กี่ครั้งก็พบว่า ไม่ใช่งานที่ผมถนัดเลย งานทางด้านบริหาร วางแผน น่าจะเหมาะกับผมมากกว่า

ไม่มีทางเลือกมาก : หลายงานที่ทำมาก่อนหน้า ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ก่อให้เกิดหนี้สินมากพอสมควร จนเมื่อมาเจอกับบริษัทขายตรงแห่งหนึ่งและได้เข้าไปศึกษา ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการทำงาน และทำให้ทราบว่าเทรนด์สินค้าเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง ก็อยากจะมีสินค้าของตัวเองบ้าง แต่ไม่อยากทำสินค้าเหมือนใคร จนได้มาเจอกับชาวไต้หวันที่นำสินค้าตัวนี้เข้ามาในประเทศไทยแต่ยังไม่สามารถทำตลาดได้ ขณะทุนเราเองก็ยังไม่มี เขาก็ให้โอกาสนำสินค้าไปขายก่อน แข่งกับเวลาของอายุของสินค้าที่ใกล้จะหมด ซึ่งผมก็คิดว่าเราไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ได้กับได้ แต่ต้องลงแรงทุ่มเทให้เต็มที่ หากทำได้ก็จะมีเงินเข้ามาหมุนในระบบ โดยช่วงแรกเปิดบริษัทขายตรง ใช้ชื่อสินค้าว่า Mushroom Drink ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Mushroom Plush จนถึงปัจจุบัน

ไม่มีใครกล้าลอง : แรกๆ เอาไปให้ใครดื่มโดนปฏิเสธทุกราย แม้กระทั่งคนในบ้าน แต่ผมก็เด็ดเดี่ยว ต้องพยายามหาข้อดีของสินค้าออกมาให้ได้ คุณสมบัติของเห็ดก็คือการปรับสมดุลให้กับเซลส์เนื้อเยื่อที่ผิดปกติในร่างกาย ผมเริ่มจากการดื่มเอง ก็พบว่าร่างกายดีขึ้น ทำงานหนัก นอนดึก ตื่นเช้า ก็ไม่มีอาการอ่อนเพลีย และประกอบกับคุณแม่ของภรรยา มีอาการริดสีดวงค่อนข้างใหญ่ แต่ไม่อยากผ่าตัด ผมก็นำน้ำเห็ดสกัดตัวนี้ไปให้ดื่ม แล้วได้ผลจนไม่ต้องผ่าตัด ท่านจึงกลายเป็นประชาสัมพันธ์คนสำคัญ ทุกคนในครอบครัวเลยดื่มกันหมดจนมาถึงทุกวันนี้

ใช้สถานีเครือข่ายเป็นร้านค้า : ในยุคนั้นเรามีสถานีเครือข่าย รวมแล้วกว่า 600 แห่งทั่วทุกภูมิภาค เท่ากับว่าเรามีร้านค้าที่เปิดขายตลอดเวลาอยู่ทั่วทั้งประเทศไทย จึงเป็นช่องทางการจำหน่ายที่ใหญ่มากและได้ผลตอบรับที่ดีมากเช่นกัน

เข้าสู่วงการโทรทัศน์ : เราเริ่มจากรายการเพื่อสุขภาพ อโรคาวาไรตี้ เป็นรายการที่เข้าไปสัมภาษณ์ พูดคุยกับคนที่มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งได้รับความนิยมพอสมควรในยุคนั้น และได้ต่อยอดไปรายการอื่นๆ ได้อีก

ทำงานเพื่อสังคม : ผมได้รับเกียรติให้เข้าไปเป็นประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิ 5 ธันวา มหาราช งานแรกก็คือครบรอบ 60 พรรษา ของสมเด็จพระเทพฯ เป็นงานใหญ่ที่สนามหลวง ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิฯ ทั้งหมด ซึ่งตลอดทั้งปีมหามงคล ผมได้ทำงานใหญ่ 4 ครั้ง รวมถึงงานเฉลิมพระชนม์พรรษาของ ในหลวง ร.9 ครบรอบ 88 พรรษา นับเป็นเกียรติอันสูงสุดในชีวิตของผม ที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเป็นมหามงคล

ไม่เคยทิ้งเรื่องการศึกษา : ถึงแม้จะมีงาน มีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำเยอะมาก แต่ผมก็ยังอยากจะเรียนอยู่ตลอดเวลา ตั้งใจจะเรียนให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ และจะเรียนเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับลูกเพื่อให้เขาเห็นว่า พ่อมาถึงขนาดนี้ได้ ลูกก็ต้องตั้งใจเรียนให้เต็มที่เช่นกัน ทั้งทำงาน ทั้งเรียน ต้องแบ่งเวลา โชคดีที่เข้าใจอะไรได้ง่ายๆ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียน พอจบปริญญาโท ก็วางแผนเรียนต่อระดับปริญญาเอกไว้เลย

สุขภาพสำคัญที่สุด : คุณจะทำอะไรไม่ได้เลย หากสุขภาพไม่เอื้ออำนวย แต่ผมไม่แบ่งเวลาให้กับการออกกำลังกาย แต่ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่จะออกกำลังกายทันที ห้องฟิตเนสจึงอยู่ติดกับห้องประชุม ผมมีประชุมบ่อย จะขึ้นมาก่อนเวลานัดหมาย เล่นได้แค่ไหนก็แค่นั้น เดินผ่านก็แวะเข้าไปเล่น แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่นาน แต่จะเล่นหนักๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ

หลักการบริหารธุรกิจ : อยู่ที่ความเข้าใจ ถ้าศึกษาให้ถ่องแท้ จะพบว่าในแต่ละธุรกิจ หรือแต่ละสาขา จะมีผู้รู้จริง ผู้ประสบความสำเร็จ อยู่แล้ว เราจะต้องศึกษา และนำแบบอย่าง ข้อคิดการทำงาน กลยุทธ์ดีๆ มาประยุกต์ใช้กับของเรา ถึงจะไม่ได้ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป

เปิดใจ ไม่ปิดกั้น : ผมไม่เคยละทิ้งโอกาสที่ผ่านเข้ามาหา ลองทำให้หมด ดีกว่าไม่ได้ลอง เพราะสุดท้ายแล้วตัวเราจะเป็นผู้ตัดสินว่า มีประโยชน์กับตัวเราเองหรือไม่ครับ