คนล่าสัตว์

คนล่าสัตว์

มนุษย์เรามีสัญชาตญาณเป็น นักล่า มานับแต่ดึกดำบรรพ์เป็นมนุษย์ถ้ำล่าสัตว์เพื่อเอามาเป็นอาหารดำรงชีวิต

แม้ว่า กาลเวลาผ่านไปหลายหมื่นปี มนุษย์จะเป็นสัตว์โลกที่ฉลาด สั่งสมองค์ความรู้ สร้างอารยธรรม มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ ไปไกลลิบจากพรรพบุรุษ มนุษย์ไม่จำเป็นต้องล่าสัตว์มากินอีกแล้ว มีของสารพัดให้กิน เนื้อสัตว์สารพัดก็อยู่ในวงจรอุตสาหรรมอาหาร

กระนั้น สัญชาตญาณแห่งการ กระหายที่จะล่า ยังมีอยู่ในจิตใต้สำนึก

ใกล้ตัวที่สุด ของเด็กผู้ชายที่เติบโตในชนบท ต้องมียิงนกตกปลา เด็กกรุงไม่มีสิ่งแวดล้อมเช่นนั้น หากจะแสนตื่นเต้นเมื่อได้สัมผัส ได้ประสบการณ์นั้นบ้าง มันเป็นเรื่องปรกติในช่วงหนึ่งของชีวิต

ผมเคยทั้งยิงนก ตกปลา มันให้ความตื่นเต้น สนุก เมื่อได้”เหยื่อ”ที่ตั้งใจล่ามัน ปลานั้นตกได้ ถึงวันนี้ใครชวนผมไปตกกุ้งตกปลา แล้วผมอยากที่จะไป ก็ไปนะ ไม่ได้คิดถึงเรื่องบาปบุญ เพราะ หากได้มา เราก็เอามากินแน่ๆ

ส่วน ยิงนกนั้น เข็ด เลิก ไม่คิดยิงอีก ตอนอายุสิบหก ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่เมืองกาญจน์ มันพาไปยิงนกด้วยปืนลูกกรด .22 ในทุ่ง

เป้าของผมคือ นกกระยางขาวตัวหนึ่ง เล็งแล้วยิงด้วยความคึกคะนอง ตื่นเต้นที่เห็นมันล้มลงไป เพราะเราเล็งแม่น กระดิกไกเข้าเป้า ผมวิ่งไปยังเหยื่อ แต่มันยังไม่ตาย กระสุนเข้าด้านข้าง ปีกกับขามันข้างหนึ่งกระจุย

แรงที่หลงเหลือของมันคือ กระทดกระเสือกตัวหนี เมื่อผมเข้าไปใกล้ สายตาที่มันจ้องดูผม ปากเหลืองๆแหลมๆ อ้ากว้าง ส่งเสียงร้อง พร้อมจิก มันไม่ได้กลัวผมเลย แต่เป็นการแสดงความดุร้ายเกรี้ยวกราด สัญชาตญาณปกป้องชีวิตเฮือกสุดท้ายของมัน ผมขนลุก แต่ก็แข็งใจ เข้าไปจับตัวมันกับขากะร่องกะแร่งของมัน แล้วฟาดกับพื้นเต็มแรง เพื่อให้มันตาย จากคำสอนของพ่อที่เคยบอกว่า อย่าปล่อยสัตว์บาดเจ็บรุนแรง มันเป็นความทรมาน ต้องทำให้มันตายโดยเร็วที่สุด มันได้เลิกเจ็บ

มันตายแล้ว กระจุยเป็นก้อนเนื้อขนขาวเปรอะเลือด แต่ส่วนต้นขามันที่ผมไว้แน่น มันยังอุ่น กล้ามเนื้อสั่นริกๆ คงเป็นอาการสปัสซั่ม มันหลอนเข้าถึงใจผม ขนหัวลุกซู่ มันเป็นการฆ่าที่ไม่สนุกเลย เป็นความหวาดกลัวด้วยซ้ำ

นับแต่นั้น ผมก็ไม่เคยยิงนกอีกเลย

แต่ผมก็ชอบการล่าสัตว์ด้วยการอ่านนะ อ่านเรื่องแปลของ จิม คอร์เบ็ตต์ พรานนักล่าที่โด่งดังที่สุดในโลก อ่านเรื่องป่าของ นพ.สุญส่ง เลขะกุล (สองท่านนี้ ล่าสัตว์ป่ามากมายในวัยหนุ่ม แต่ภายหลังก็ไถ่บาป มาเป็นนักอนุรักษ์ชีวิตสัตว์ป่า) ครูมาลัย ชูพินิจ (น้อย อินทนนท์ ผู้เขียนนิยายล่องไพร่อันอุโฆษ) ยันไปจนถึง เพี้ยน ชุ่มชะมวง นักตกปลา ผู้ใช้ชีวิต เอาท์ ดอร์ ไลฟ์ ที่ต้องตามอ่านในนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง เมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน ที่ผมติดงอมแงม

อาจจะมีสัญชาตญาณแห่งการเป็นนักล่าในตัวบ้าง แต่เสพความสุขส่วนนั้นจากการอ่านและสร้างจินตนาการทดแทน ซึ่งคงไม่ต่างกับเราท่านส่วนใหญ่

ชาวบ้านชนบทโดยเฉพาะคนอิสาน ก็ยังคงออกล่าในชีวิตประจำวัน วางกับดักสัตว์ ยิงนก วางเป็ดปลา ขุดรูหาหนูนา ยัน แย้ บึ้ง เพื่อเอามากิน นั่นเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของนักล่า ที่เอามากินเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน ไม่ต่างกับปู่ พ่อ ที่ถ่ายทอดกันมา

เขยิบขึ้นมาหน่อย ก็คือ กลุ่มคนที่เสพติดการล่า มีความสุขกับการใช้ความสามารถของตัวเอง ล่าสัตว์ มีทั้งพวกยิงนกด้วยปืนลม ปืนลูกกรด ไปจนถึงปืนลูกปลาย สอยนกเป็นฝูง ถ้าไปยิงนก ยิงสัตว์ที่ไม่เป็นสัตว์คุ้มครอง ยิงหนูนา กระรอกสวน นกเอี้ยงฯลฯ ก็ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไปเอาชีวิตเขาเพื่อสนุก ชาวพุทธว่าเป็นบาป

ผมเคยเห็นภาพในโซเชียล เน็ตเวิร์ก นกเขาเป็นสิบๆตัว เป็นซากกองสุม พร้อมแคปชั่นคนโพสต์ ที่ภาคภูมิใจในผลงานตัวเองมาก บอกว่า ..ทดสอบสายตา ยังดียังแม่นอยู่ ..ดูแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ (แต่หมอนั่นก็โดนประชาพิพากษา ด่าเละ แช่งชักเป็นเวรกรรม เวลาตัวเองจะไป จะทรมานตาย )

ทีนี้ มาถึงการล่าสัตว์ใหญ่ ในเขตุป่าสงวน ที่เป็นข่าวใหญ่โตต่อเนื่อง สะเทือนสังคมในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ,ห้วยขาแข้ง, ป่าแก่งกระจาน,ป่าเขาใหญ่ เป็นแหล่งล่าสัตว์ใหญ่ของพรานป่า พรานศักดินา พรานข้าราชการชั้นผู้น้อยชั้นผู้ใหญ่ ที่ชอบถือปืนเข้าป่ามานักต่อนักทุกยุคทุกสมัยแล้วครับ ทั้งที่เป็นข่าว ทั้งที่ไม่เป็นข่าว

เป็นข่าวใหญ่ก็ทุกยุค นายทหารระดับสูงลิบ เอาฮ.ขึ้นไปไล่ยิงช้างยิงกะทิงก็มี นายตำรวจใหญ่ นักยิงปืนทีมชาติ พาดาราหญิงไปตั้งแคมป์ ล่าสัตว์ เป็นที่เอิกเริก ถูกจับได้ขาหนังคาเขา

ชีวิตสัตว์ป่าราคาถูก กฎหมายก็ลงโทษถูกๆ ไม่มีเจ้าทุกข์ ญาติเจ้าทุกข์ ตายไปก็ตายไป เพราะก่อนหน้านี้ก็ตายเยอะไป คนฆ่าซะสูญพันธุ์ไปก็มี (เนื้อสมัน) จะอะไรหนักหนา คนใหญ่คนโตโดนจับ ก็หาชาวบ้านพรานป่าคนนำทางมารับแทน ตำรวจทำสำนวนหลวมๆ ก็จบแล้ว ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ป่าก็ยังอยู่ สัตว์ป่าไม่ถูกคนฆ่า เดี๋ยวมันก็ตายในป่าอยู่ดี

วิถีมันเป็นดังนี้แล

ผมเชื่อว่า แม้จะเกิดกระแสต่อต้านใหญ่โตยามเกิดเรื่อง แต่พอเรื่องเงียบ ต่อไป ก็จะมีอีก คนที่เล็ดรอด ท้าทายกฎหมาย ถือปืนเข้าไปล่าสัตว์ในป่าสงวน ด้วยการใช้อภิสิทธิ์ จะด้วยอำนาจตัวตนหรืออำนาจเงินก็แล้วแต่ เป็น “ค่าตีตั๋ว” เพราะมันตื่นเต้นเร้าใจ อะดรีนารีนพลุ่มพล่าน คนแบบนี้ยังมีอีกเยอะ

นั่นก็เพราะ เราไม่ได้แก้ที่สามัญสำนึก,จิตสำนึก และถูกปลูกฝังเป็นอารยธรรมซีกโลกตะวันออกในระดับมหภาค (ไม่ใช่แต่ไทยเรา)

คนไทยเราชอบเป็นพรรคเป็นพวกกัน คบกันไว้ เอื้อประโยชน์อะไรได้ก็ช่วยๆกัน เผื่อคราวหลังคราวหน้า ทำบุญคุณต่อกัน เผื่อจะได้ชดใช้บ้าง เราจึงมีภาษิต..น้ำพึ่งเรื่อ เสือพึ่งป่า..เราถูกปลูกฝังสามัญสำนึกเช่นนั้นมา นับแต่เด็ก

เราให้ความสำคัญกับ “ความเป็นพวกเดียวกัน” ต้องเอื้อต่อกัน จนบางที เห็นกฎกติกาของสังคม ของหน้าที่เป็นเรื่องเล็ก มองผ่านได้ ละเมิดได้ ..เอาพวกไว้ก่อน
วลีและข้อปฏิบัติ ..เพื่อนนาย.. คนของนาย ..พวกเดียวกัน ..ศิษย์เก่าเดียวกัน..ขอความสะดวกหน่อยนะ..จึงเป็น กุญแจ นำไปสู่การละเมิด กฎเกณฑ์แห่งธารณสมบัติ ความหย่อนยานในระเบียบราชการ ช่วยเหลือกันพิเศษในอำนาจของตัว..กลายเป็นเรื่องเอื้อน้ำใจ คนเอาเพื่อน ดีงามต่อกันด้วยซ้ำ

คนไทยถูกปลูกฝังเช่นนั้น ซึ่งผิดกับ อารยธรรมโลกตะวันตก ที่ถูกปลูกฝังให้เกิดสามัญสำนึกในเรื่องความเคารพในกฎหมายกติกาชุมชมร่วมกัน ออกจากประตูบ้าน ทุกคนตั้งแต่นายแบงค์ ข้าราชการ ยัน คนขับรถเมล์ ก็มีฐานะเท่ากันหมด จะซื้อฮอทด็อกต้องเข้าแถว มันเป็นเรื่องปรกติสามัญ กฎหมายเขาจึงศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนมีสามัญสำนึก ในความเคารพในกติกาสาธารณสมบัติสูงด้วยต้องรักษาร่วมกัน

นี่คือความแตกต่างของ สามัญสำนึกในอารยธรรมตะวันออก ตะวันตก ซึ่งมีการทดสอบทางสถิติ มีข้อมูลอ้างอิง ที่เป็นวิทยาศาสตร์ด้วย..จึงจะโทษใครไปใย
อีกประการหนึ่ง ที่มีอิทธิพลอย่างมากคือ คนเอเชีย (รวมคนไทยด้วย) นับถือเงินเป็นใหญ่ คนมีเงินคือคนมีอำนาจ ดังภาษิตจีน “มีเงิน จ้างผีโม่แป้งได้”

เจ็บจี้ดไหมครับ..แต่มันจริง ตัวอย่างก็เห็นๆเยอะแยะ

สิ่งที่ตามมาก็คือ คนรวย (ยังพอทำเนา) ลูกคนรวย (นี่หนักเลย) จึงยึดมั่นในสถานะของตัวเองว่า..กูรวย กูมีเงินฟาดกบาล ทุ่มเข้าไป เทเข้าไป เงินซื้อทุกอย่างได้ เดี๋ยวก็มีคน มีบริวารพากูไปเองแหละ..

ลูกคนรวยจึง ยึดมั่นกับการมีอภิสิทธิ์พิเศษของอำนาจเงินตราของตน ขาดสามัญสำนึกแห่งความรู้สึกผิด ต่อการทำผิด ขาดจิตสำนึกแห่งการรับผิด

เลือกวิธีหนียันเต ไม่มีเสียละที่จะยืดอก ขอโทษแผ่นดิน ขอโทษสังคม ยอมรับโทษที่ตัวเองกระทำ

กรณีของ มหาเศรษฐีล้นฟ้า ซีอีโอ บริษัทอิตัลไทย ร่ำรวยเป็นแสนล้าน กลายมาเป็นจำเลยกฎหมาย ซากเสือดำที่ถูกยิงกลางป่าสงวน ทำให้เขาตกเป็นจำเลยสังคม สาหัสกรรจ์ รุนแรงยิ่งกว่า บทลงโทษทางกฎหมายเสียอีก และจะเป็นมลทินไปตลอดกาล

แม้ว่าชีวิตมุมอื่นจะเป็นคนดีมีเกียรติ แต่เพราะยิงเสือดำกลางป่าสงวน จึงถูกประชาพิพากษาว่า เลว ยันขั้วทันที

รวยล้นฟ้าถึงปานนี้ มีความรู้ก็มากมาย ย่อมทราบว่า ฝรั่งรวยๆ ที่มีความต้องการสัมผัส การล่า เขาจ่ายเงินซื้อตั๋วล่าสัตว์กันได้ เลือกได้สัตว์ประเภทอะไร ปืนอาวุธสังหาร เป็นฤดกาล เป็น ฮันติ้ง เกม เลือกได้ จะเอาสัตว์ใหญ่เบิ้ม อย่าง สิงโต หมีโคดิแอ็ค ยังเลือกได้เลย มันอยู่ในระบบนิเวศก์ที่เขาจัดไว้ ล่าอย่างถูกกฎหมาย

ทำไมไม่ทำ เงินทองก็มีมากมาย ทำไมไม่ซื้อ ไม่มีใครว่า ดันเลือกที่จะทำผิดกฎหมาย แล้วตกเป็นจำเลยสังคมถึงปานนี้

อีกประการ เรื่องนี้ยังสอนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะรวยล้นฟ้าปานใด ความซวยมหันต์ บังเกิดได้เสมอ

ก็ไปยิงเลือดำเข้าไงครับ ถึงเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นอีเก้ง สัตว์พื้นๆ เรื่องคงไม่บานทะโรคขนาดนี้

กลางคืน เห็นแค่ลูกตาแววๆสู้แสงไฟเป็นคู่ สีขาวก็เป็นกวาง สีแดงก็เป็นสัตว์กินเนื้อ ไม่รู้หรอกว่า ตัวอะไร

ยิงสุ่มมันไปตรงนั้นแหละ ล่อไป5 นัด ถึงได้รู้ว่าเป็น เลือดำ สัตว์หายาก ตัวขวัญใจประชาชนเสียด้วย

ถึงได้แล่หนังอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งคือ ทำลายหลักฐานเบื้องต้น

แต่ที่ เอาเนื้อขาไปต้มกิน ทำให้คนด่ายับเยิน..มึงบ้าหรือ ไม่มีอะไรให้แดก ถึงต้องกินเสือดำ

เนื้อเสือดำ ไม่น่าอร่อย นึกถึงเนื้อแมวซิ่ครับ คงไม่ต่าง เต็มไปด้วยพังผืด เหนียวปานหนังยาง

ที่ต้องเอาไปทำอาหารกินทันที เพราะ เป็นกฎเหล็กของพรานล่าสัตว์ป่า คือ ฆ่าเขามา ต้องกินเขาเป็นอาหาร มากน้อยก็ต้องกิน ถือเป็นบุญคุณที่เขาให้ร่างมาเป็นอาหาร จะได้ไม่พยาบาทต่อกัน

แต่ก็นั่นแหละครับ อภิมหาเศรษฐีมีเงินเป็นแสนๆล้านบาท มานั่งเคี้ยวเนื้อเสือดำต้มยำเหนียวหนับกลางป่า..แล้วโดนพนักงานป่าไม้ธรรมดาๆจับ มันน่าสมเพชต่อกรรมนี้ไหมล่ะ

วิถีกรรมนี้ ก็มาจาก “จุดอ่อน”พื้นฐานสามัญสำนึกอารยธรรมแบบไทยๆ ที่ผมเขียนนั่นแหละครับ

ทั้งปม เอื้อประโยชน์ต่อกัน น้ำพึ่งเรือ เสือพึงป่า ทั้งปม มีเงิน จ้างผีโม่แป้งได้

ว่าไป มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้านะ

ยอดชาย ขันธะชวนะ