สมชัย สุทธิกุลพานิช

สมชัย สุทธิกุลพานิช
ประธานคณะที่ปรึกษา
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่
Thai Beverage Public Company Limited
“รู้เท่าทันตัวเอง เตรียมตัวให้พร้อมที่สุด”

ทำงานตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน : ผมจัดรายการเพลงสากลทางวิทยุที่ พล.ม.1 ตั้งแต่อยู่ ม.5-ม.6 โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล วันละครึ่งชั่วโมง จันทร์ – ศุกร์ เริ่มงานได้ก็เพราะพวกเรามักจะไปรวมตัวกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวปากซอยวัดบ้านญวน ของคุณหลุยส์ โทณวนิก ไปฟังเพลง กินกาแฟ แล้วได้ไปรู้จักกับดีเจดังๆ สมัยนั้น ผมก็เคยไปเที่ยวสถานีวิทยุบ่อยๆ เลยถามว่ามีเวลาว่างมั้ยถ้าจะไปจัดรายการ เขาก็บอกว่าไปได้เลย หาสปอนเซอร์ได้ก็เข้าไปทำรายการได้
จัดวิทยุได้สักพักก็เลื่อนขั้น : ผมเอาวงสตริงออกช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นครั้งแรก สมัยนั้นเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มาก หลังจากนั้นทุกคนก็เอาวงดนตรีออกทีวีกันเต็มไปหมด ผมก็เลยถอย

เล่นดนตรีไม่เป็นสักอย่าง : ผมชอบฟัง รู้แนวดนตรี แต่ไม่เคยจำ ฟังตั้งแต่ประเภทหนักๆ แบบร็อค จนถึงไลท์มิวสิค ง่ายๆ สบายๆ ยุคนั้น Pat Boone กำลังดัง

ไปเรียนต่ออเมริกา : เพื่อนๆ ไปเรียนเมืองนอกกันเยอะ เราก็ขอคุณพ่อไปบ้าง แต่ท่านไม่ให้ไป แต่วันดีคืนดีพอสอบ ม.8 เสร็จ พ่อถามว่าจะไปไหม ตอบว่าไปทันที ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน ขอให้ไปไว้ก่อน ทั้งที่ ผลสอบของโรงเรียนยังไม่ออก ก.พ. ส่งไปเรียนภาษาอังกฤษที่วอชิงตัน, ดี.ซี. พอเรียนได้สักสองเดือนผลสอบ ม.8 ก็ออก ปรากฏว่าไม่ผ่านตกไปไม่กี่คะแนน ต้องไปเรียนซัมเมอร์สกูลที่นอร์ทแคโรไลน่า โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าทำคะแนนได้เกรด C ขึ้นไป จะไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ ซึ่งหลักสูตรที่เขาสอน ผมเคยเรียนมาแล้วที่เซ็นต์คาเบรียล คะแนนเลยออกมาดีมาก บางวิชาอย่างพีชคณิตทำได้ 100 คะแนนเต็ม แล้วผมก็เข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยมาร์แชล เมืองฮันติงตัน รัฐเวสต์เวอจิเนีย สาขา การเงิน การธนาคาร การตลาด

มีความท้าทาย ทำให้ต้องสู้ : คนของเขาเองก็มองต่างชาติในมุมที่ไม่ได้ชื่นชมอะไร เราเองจึงอยากเอาชนะเขาบ้าง และยังคิดว่า ถ้ามาที่นี่แล้วเรียนไม่สำเร็จ เราคงตายแน่

ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม : คือการเป็นนักทำกิจกรรม ดังนั้นไม่ว่าโรงเรียนจะทำอะไรเราทำด้วยหมด เขาทำได้เราก็ต้องทำได้ ส่วนใหญ่รวมตัวกันเป็นชมรมทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม สิ่งหนึ่งที่เป็นผลงานของผมก็คือ นำฟุตบอลเข้าไปเผยแพร่ นำไปใส่ไว้ในกิจกรรม เพราะเมืองเขาไม่นิยมเล่นฟุตบอลแบบของเราที่เรียกว่าซอคเกอร์ ผมก็กลายเป็นผู้รู้ไปสอนให้เขารู้จัก

สิ่งสำคัญที่ได้รับจากการใช้ชีวิตต่างแดน : ได้เห็นวิวัฒนาการ ได้เห็นความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน เปรียบเทียบกับของเรา แล้วโอกาสที่ได้ทำงานที่เราชอบ แล้วเขายอมรับในความสามารถที่ทำ คนอเมริกันให้ความสำคัญในเรื่องการยอมรับ คุณจะเป็นใครก็แล้วแต่ ถ้ามีความสามารถ เขาก็จะให้เกียรติ ให้การต้อนรับ ผมสมัครลงรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนนักศึกษาตอนปี 4 คนอเมริกันไม่ติด แต่เราติด ได้อยู่ในสภานักเรียน ได้รับหน้าที่เป็นจ่าศาลในการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์

ไม่เคยขอเงินพิเศษจากทางบ้าน : ผมเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ในมหาวิทยาลัยก็มีสถานีวิทยุ ในเมืองก็มีสถานีวิทยุ ผมเข้าไปคุย เข้าไปทำงาน จนได้จัดรายการวิทยุที่อเมริกา ไปทำงานที่สถานีวิทยุที่นั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว บางช่วงก็ให้ผมจัดรายการเพลงออนแอร์สดๆ เลย ได้พูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป เล่าเรื่องประเทศไทยบ้าง พอเขามีเวลาว่างก็ให้ใช้ห้องอัดได้ เราก็อัดรายการเพลง จัดรายการวิทยุ แล้วส่งเทปกลับมาประเทศไทย เพราะสมัยนั้นเพลงของเขาจะทันสมัยกว่าบ้านเรา

ทำงานกับสถานีโทรทัศน์ : ผมไปถึงสถานีตั้งแต่ตีห้า มีเราคนเดียวที่ไปเช้า เริ่มจากทำหน้าที่ภารโรง เก็บกวาดห้องส่ง ทำความสะอาดกล้อง พอสายอีกนิดผู้กำกับมา สั่งให้ช่วยจัดฉาก จัดไฟ เราก็ได้เรียนรู้วิธี ในห้องส่งใช้กล้อง 3 ตัว ช่างกล้องไม่มาก็ให้เราไปคุมกล้องอีก เขาก็บอกว่าง่ายๆ สองตัวแรกตั้งนิ่งๆ อีกตัวคอยเคลื่อนไหว สบายมาก ลากสายไปลากสายมา สุดท้ายให้กำกับรายการด้วย บางครั้งจะมีหนังจากญี่ปุ่นเข้าฉาย เห็นว่าหน้าตาเราเป็นเอเชีย ก็ให้ไปแต่งตัวเป็นญี่ปุ่นไปโฆษณาอีก กลายเป็นว่าผมคนเดียวดูแลทั้งห้อง และยังให้ออกกองถ่ายทอดก็ต้องไปทำ

คนที่นั่นจำได้ : คงเป็นเพราะหน้าตาไม่เหมือนคนอื่นเลย ตอนนั้นน่าจะเป็นนักเรียนต่างชาติเพียงคนเดียว แล้ว ก็เข้าไปร่วมด้วยทุกเรื่อง กิจกรรมอะไรในมหาวิทยาลัยที่เขาจัด เพื่อนอเมริกันชักชวนกันไปเราก็ไม่เคยปฏิเสธ เพราะนักกิจกรรมส่วนใหญ่เมื่อออกไปทำงานแล้ว จะทำงานได้คล่องแคล่วกว่ากลุ่มที่ไม่เคยทำมาในสมัยเรียน

ฝึกงานก่อนกลับบ้าน : จริงๆ ว่าจะเข้าไปเรียนต่อที่นิวยอร์ค แต่ไม่ได้เรียนเลยไปฝึกงานกับสถานี NBC เขาก็รู้ว่าเราเป็นใคร เคยทำงานด้านทีวีมา แต่เข้าทำงานไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่สมาชิกสหภาพของเขา และยังไม่มีใบอนุญาตให้ทำงาน อยู่ในสถานภาพนักเรียน แต่เขาก็ให้สิทธิพิเศษ ให้เป็นผู้สังเกตการณ์การทำงานได้ทั้งหมด ศึกษาวิธีการรายงานข่าว ตามทีมงานไปทำงาน ตัดต่อ เข้าไปมีส่วนทั้งหมด แต่ไม่ให้จับต้อง แม้แต่สายเคเบิ้ลยังจับไม่ได้ เพราะเขามีสหภาพสายเคเบิ้ลอยู่ หากเราไปสร้างความเสียหายโดยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง จะต้องจ่ายชดเชยเป็นมูลค่าสูงๆ ซึ่งเราคงไม่มีปัญญาจ่ายเอง ขณะที่เมื่อก่อนเราเคยอยู่ในสถานีท้องถิ่น ต้องลุยทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง

ประสบการณ์สำคัญที่สุด : เพราะเมื่อทำงานการตลาดเราจะเห็นภาพหมดว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เอเจนซี่ที่เสนองานเข้ามาจะหลอกล่อผมไม่ได้ เพราะเรารู้ขั้นตอนการทำงาน จากที่เคยลงมือปฏิบัติมาก่อน ผมเรียนวิชาหลักทาง การเงิน การธนาคาร การตลาด แต่กับกิจกรรมที่ทำดูแล้วเหมือนจะไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่เรียน คือไปอยู่กับงานวิทยุโทรทัศน์ค่อนข้างเยอะ แต่สุดท้ายแล้วงานที่ทำกับสิ่งที่เรียนก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ ว่านั่นคือ ส่วนหนึ่งของการตลาด

การตลาด : คือ การรู้จักใช้สื่อต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ เราสามารถใช้ ดนตรี กีฬา มา เป็นเครื่องมือทางการตลาดได้ อย่างเช่น กอล์ฟ คืออีกช่องทางหนึ่งที่เราจะใช้ประชาสัมพันธ์สินค้าให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะ การออกสินค้า ต้องรู้ก่อนว่า จะทำสินค้าอะไร เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้ากลุ่มไหน

ต้องตอบคำถามพวกนี้ให้ได้หมดเสียก่อน : จะขายอย่างไร ขายกับใคร ขายเมื่อไหร่ ขายที่ไหน ถึงจะทำงานได้ชัดเจน เมื่อรู้สินค้า รู้เป้าหมาย รู้วิธีที่จะเดินไป พอเริ่มเข้าเป้าหมาย ผู้คนเริ่มพูดถึง รู้ว่าการตลาดของเราได้ผล มันเป็นความสนุก ไม่ใช่ความเครียด

แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลย : รอให้คนอื่นมาบอก มาแนะนำ แล้วสิ่งที่คาดหวังไม่เกิดขึ้น นั่นแหล่ะคือความเครียด

ในโลกปัจจุบัน สินค้าจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของสินค้านั้นว่าเป็นอย่างไร เปรียบสินค้าตัวหนึ่งเหมือนคนๆ หนึ่ง นิสัย ความชอบ ย่อมไม่เหมือนกัน เมื่อได้สินค้ามาแล้ว จึงต้องนำมาคิดว่า จะขายใคร กลุ่มไหน ขายยังไง ราคาระดับไหน แล้วจะย้อนให้เห็นถึงตัวตนของสินค้าชนิดนั้น และที่สำคัญ การตลาดไม่มีขอบเขต

อย่างเกี่ยงงาน : คุณทำไปเถอะ สุดท้ายแล้วงานจะวิ่งหาคุณเอง อะไรที่คนอื่นเขาทำไม่ได้ เขาก็จะเรียกหา คุณต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ เพราะเขาจะไม่ไว้ใจคนอื่น ไม่เคยเห็นฝีมือกัน

เสียดายที่สมัยเรียนไม่ได้สนใจเรื่องกอล์ฟ เลยไม่ได้เริ่มต้นเรียน ต้องกลับมาฝึกกับแค้ดดี้ ผมเริ่มเล่นก็เพราะอยู่ดีๆ ก็อยากเล่นกอล์ฟขึ้นมาเฉยๆ วันดีคืนดีก็มีคนมาชวน ตอนนั้นยังเล่นไม่เป็นเลย ไปซื้อไม้มาแล้วซ้อมจนพอเล่นกับเขาได้ ดูวงสวิงจากตำราบ้าง วีดีโอบ้าง ดูแล้วก็ทำตาม ทำไม่ได้ก็ให้โปรสอน แต่ในที่สุดแล้วจะเล่นดีไม่ดี ก็เป็นเรื่องของตัวเราเอง ไม่ต้องไปโทษคนอื่น

การดูแลสุขภาพกาย : นอกจากพยายามเล่นกอล์ฟให้บ่อยแล้ว อย่างอื่นก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย อาหารการกินก็แค่กินอาหารสามัญชนปกติ เราไม่ได้กินอาหารพิเศษอะไร

การดูแลสุขภาพใจ : เมื่อเตรียมงานมาดี ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ทีมงานพร้อม ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องเป็นห่วง วางแผนงานให้อยู่ในกรอบที่น่าจะทำได้ สามารถจะไปให้ถึงได้ ถ้าไปไม่ถึงก็ต้องมีเหตุผลว่า ทำไมไปไม่ถึง แล้วระหว่างทาง ถ้าคิดว่าจะไปไม่ถึง ก็ต้องปรับวิธีการทำงานเพื่อไปให้ถึง หรือมีข้อจำกัดให้ปรับต้องลดเป้าหมายตามเหตุตามผลก็ต้องทำ กลับบ้านก็ไม่เคยเอาเรื่องงานไปคิดต่อ

เคล็ดลับสุขภาพดี : ยิ่งไม่อยากทำอะไร ยิ่งไม่อยากออกไหน จะยิ่งดูสุขภาพไม่ดี ถ้าสุขภาพดี สมองยังคิดไปได้เรื่อยๆ

อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข : เมื่อมองภาพถ่ายเพื่อนๆ ร่วมรุ่นเดียวกัน ที่ยังมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์กันไหว พวกที่ยังยืนได้อย่างสง่าผ่าเผย เป็นพวกที่เล่นกอล์ฟทั้งนั้น การกีฬาทุกชนิด ทำให้ร่างกายได้ขยับ ได้เคลื่อนไหวแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นหมด สุขภาพแข็งแรง ชีวิตก็มีความสุข

เราต้องรู้เท่าทันตัวเราเองก่อนเสมอในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การใช้ชีวิต หรือกระทั่งการเล่นกีฬา เพราะหากรู้เท่าทันตัวเองแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร ก็คาดการณ์ถึงผลลัพธ์ล่วงหน้าได้ ถึงแม้จะไม่ได้ดั่งใจทุกอย่าง แต่ถ้าหากเราทำตัวให้พร้อมที่สุด เมื่อเกิดปัญหาก็จะไม่ทุกข์จนเกินไป และหาหนทางแก้ไขได้อยู่เสมอครับ