Just Say Know

เมื่อโลกเอียง ก็ถึงเวลาของลมหนาว

เมื่อโลกเอียง ก็ถึงเวลาของลมหนาว

เชื่อหรือไม่ว่า กว่าที่ลมหนาวจะพัดมาให้ใครหลายต่อหลายคนชื่นใจในแต่ละปี ก็ต้องรอให้แนววงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงไปเสียก่อน แค่ลมหนาวเนี่ยะนะ?

จริงๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศขึ้นอยู่กับทฤษฎีทางดาราศาสตร์ อยู่บนพื้นฐานของแนวความคิดที่ว่า การเปลี่ยนแปลงแนววงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ มีผลต่อภูมิอากาศ เนื่องจาก การกระจายของพลังงานรังสีดวงอาทิตย์ที่ตกลงมายังผิวโลกตามเส้นละติจูดต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จะทำให้ภูมิอากาศในฤดูกาลต่างๆ บนพื้นผิวโลกเปลี่ยนแปลงด้วยอย่างเป็นลูกโซ่ และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางดาราศาสตร์ก็ส่งผลต่อเขตอิทธิพลของมรสุม อย่างประเทศไทยด้วย

ในฤดูหนาวของบ้านเรานั้น จะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ จะมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงบนซีกโลกเหนือ แถบประเทศมองโกเลียและจีน จึงพัดพาเอามวลอากาศเย็น และแห้งจากแหล่งกำเนิดเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งทั่วไป โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้จะมีฝนชุก ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เกิดจากการที่ การเอียงของแกนโลกจากเส้นตั้งฉากกับระนาบการหมุนของโลกรอบดวงอาทิตย์นั้นเปลี่ยนแปลงไป ในช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ แกนโลกจะเอียงเอาซีกโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ ดังนั้นซีกโลกเหนือจะได้รับแสงอาทิตย์แบบเฉียง ทำให้ได้รับพลังงานน้อยกว่าซีกโลกใต้

บริเวณมหาสมุทรใต้เส้นศูนย์สูตร ได้รับแสงแดดมาก ทำให้อากาศเหนือพื้นน้ำมีอุณหภมิสูง อากาศลอยตัวขึ้น เกิดเป็นพื้นที่ความกดอากาศต่ำ ขณะที่บริเวณพื้นดินทวีปเหนือเส้นศูนย์สูตร ได้รับแสงแดดน้อยกว่า ทำให้อากาศเย็นและหดตัวลง เกิดเป็นพื้นที่ความกดอากาศสูง แล้วลมก็จะพัดจากพื้นที่ความกดอากาศสูง สู่พื้นที่ความกดอากาศต่ำ เกิดเป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ภาคเหนือและภาคอีสานหนาวเย็น และเมื่อลมเย็นพัดมาปะทะกับความชื้น ที่เกิดจากอากาศร้อนเหนือผิวน้ำทะเลของอ่าวไทย ก็จะทำให้เกิดฝนตกชุกที่ภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ตั้งหน้ารับลมนี้แบบเต็มๆ

นอกจากการเอียงของแกนโลกแล้ว การเปลี่ยนแปลงแนววงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ก็มีผลต่อสภาพภูมิอากาศบนพื้นโลกเช่นกัน ระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ที่ไกลที่สุดในวันที่ 4 กรกฎาคม ซีกโลกเหนืออยู่ในระหว่างฤดูร้อน และระยะทางที่ใกล้ที่สุด ในวันที่ 3 มกราคม ซีกโลกเหนืออยู่ในระหว่างฤดูหนาว แม้ระยะห่างจะแตกต่างกันไม่มาก ประมาณ 3 ล้านไมล์ แต่นั้นก็ทำให้โลกได้รับพลังงานรังสีดวงอาทิตย์ในเดือนมกราคม มากกว่าในเดือนกรกฎาคม ประมาณ 6% ทีเดียว

และถ้าหากใครสนใจเรื่อง ทฤษฎีทางดาราศาสตร์กับสภาพอากาศของโลก ต้องรู้ว่ายังมีทฤษฎีเรื่องการแกว่งตัวของแกนโลก ที่จะทำให้เกิดฤดูที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ร้อนก็ร้อนมากขึ้น หนาวก็หนาวมากขึ้นอีกด้วย ดูเหมือนจะไกลตัวไปหน่อยเพราะอีกหลายพันปีข้างหน้า ทุกวันนี้ร้อนขึ้นอย่างเดียว หนาวหดหายทุกปี ว่าแล้วเมื่อโลกเอียง ก็รีบหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่กันสักหน่อย ไม่รู้จะได้ใส่กันสักกี่วัน