Johan Fourie

Johan Fourie
Manager GOLFLYER
“ทำในสิ่งที่รัก ทำในสิ่งที่ชอบ อย่ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้”

ผมเกิดในฟาร์มที่ จังหวัดฟรีสเตท ซึ่งถือว่าเป็นเขตชนบท ตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศอาฟริกาใต้ ติดกับประเทศเลโซโท ภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขา คล้ายกับจังหวัดเชียงใหม่ของประเทศไทย หน้าร้อนก็ร้อนจัด หน้าหนาวก็หนาวจัดถึงขนาดมีหิมะตก แต่เราก็มีความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์สวยงามมาก

พอโตขึ้นมาอีกนิด ตามกฎหมายของประเทศ ผมต้องรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร 2 ปี พอหมดภาระหน้าที่กับทางกองทัพก็เริ่มมาทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์ ไอที อีกราว 6-7 ปี เพราะผมชอบในเรื่องเกี่ยวกับอีเล็คโทรนิคตั้งแต่เด็ก ได้เล่นสนุก ได้ทดลองต่อโน่นทำนี่ด้วยตัวเอง แล้วก็เข้าเรียนทางด้านวิศวกรรมอีเล็คโทรนิค เมื่อเริ่มทำงาน ผมก็ต้องรับผิดชอบอยู่ 2 ด้าน ทั้งอีเล็คโทรนิคและด้านอื่น แต่ในที่สุดความสนใจและความท้าทายทางด้านคอมพิวเตอร์ ที่มีสีสันมากกว่า ก็ทำให้ผมเลือกเส้นทางในชีวิตด้านคอมพิวเตอร์ได้ชัดเจนขึ้น

จนเมื่อช่วงใกล้ปี 2000 เกิดวิกฤตการณ์ที่เรียกว่า มิลลิเนียมบัค ทั่วโลก แล้วทางยุโรปก็เกิดการขาดแคลนบุคลากรทางด้านไอทีที่จะแก้ปัญหานี้ ทำให้บริษัทในแถบยุโรปมีความต้องการรับพนักงานด้านคอมพิวเตอร์ รวมทั้งจากประเทศอาฟริกาใต้ด้วย ผมจึงย้ายไปทำงานที่ยุโรป ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ผมก็เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ออกไปเผชิญกับโลกกว้าง ประกอบกับช่วงนั้น ประเทศอาฟริกาใต้อาจจะมีปัญหาทางด้านความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติ การเมืองการปกครอง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ผมจึงเลือกออกไปทำงานเก็บเงิน ไปดูประเทศต่างๆ ในแถบยุโรปบ้าง ตอนแรกก็คิดว่า คงจะไปไม่นาน บอกกับครอบครัวว่าจะขอไปหาประสบการณ์แค่สักปีสองปีเท่านั้น แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ เวลาที่ตั้งใจนั้นมันไม่พอ จนได้ใช้เวลาอยู่ที่นั่นถึง 12 ปี

ประเทศเนเธอแลนด์ เป็นประเทศเล็กๆ แต่มีความมั่งคั่ง พร้อมในทุกๆ ด้าน มีระบบการบริหารจัดการที่ดี พอได้ทำงานจริงจัง ก็คาดหวังว่าจะได้สัมผัสกับยุโรป หรือได้ดูบ้านดูเมืองอื่นบ้าง ประเทศต่างๆ ในยุโรปค่อนข้างเล็กและอยู่ติดๆ กัน สามารถเดินทางไปมาได้สะดวก ประกอบกับสภาวะในอาฟริกาใต้ ผู้คนจำนวนมากอพยพออกมา และครอบครัวที่นั่นก็ไม่มีใครต้องเป็นห่วงอีก ทำให้เนเธอแลนด์กลายเป็นบ้านใหม่สำหรับผมไปโดยปริยาย

งานที่ผมทำเป็นงานทางด้านไอที ส่วนหนึ่งเป็นงานออกแบบโปรแกรมต่างๆ ทำให้ได้เดินทางไปหาประสบการณ์ตามประเทศต่างๆ มากมาย ได้พบกับผู้คน สัมผัสวัฒนธรรม การได้ทำแบบนี้ เท่ากับได้เรียนรู้ตัวเองพร้อมๆ กับเรียนรู้คนอื่นไปด้วย ซึ่งบางสิ่งที่เราคิดว่าดีหรือไม่ดีนั้น อาจจะไม่ตรงหรือเหมือนกับที่คนอื่นมองก็เป็นได้ ตามแต่ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

หลังจากที่อยู่กับอากาศแบบยุโรปมาพักใหญ่ ไม่ค่อยเจอกับแสงแดด ที่นั่นมีแต่อากาศหนาวๆ ท้องฟ้าครึ้มๆ จนเมื่อผมได้มีโอกาสเดินทางมาเอเชียครั้งแรกเพื่อทำงาน พบว่าบรรยากาศแตกต่างจากที่ไปยุโรปครั้งแรกเลย แล้วยิ่งเมื่อได้เดินทางมาแถวเอเชียหลายครั้ง เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย จีน จนกระทั่งได้มายังประเทศไทย ผมก็ได้พบกับแสงแดดและอากาศที่ร้อนจัด วัฒนธรรม ประเพณี ผู้คน มีความเป็นมิตรมากกว่า เปิดกว้างให้กับการผูกมิตรภาพ ทำให้การใช้ชีวิตดูแล้วสบายๆ ไม่เคร่งเครียด แต่ตอนนั้นยังมาแค่เป็นระยะๆ แล้วก็ต้องกลับไปเนเธอแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นบ้านของผม

สำหรับประเทศไทย ก่อนจะมาครั้งแรกผมก็รู้จักแค่ข้อมูลพื้นฐานทั่วๆ ไป ไม่ได้มีความคิดในแง่บวกหรือลบแต่อย่างใด จนเมื่อมาถึงจริงๆ สิ่งแรกที่พบก็คือ ร้อนมาก แล้วอาหารก็มีรสจัด ถึงแม้ตอนหลังจะเริ่มคุ้นเคยบ้างแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าเผ็ดอยู่ แต่นั่นก็ทำให้รสชาติของอาหารอร่อยและเป็นเอกลักษณ์สำคัญของประเทศไทย ผมเองก็ชอบอาหารรสจัดเช่น ลาบหมูทอด มัสมั่น ต้มยำ ต้มแซ่บ ส้มตำไข่เค็ม หรือ ผลไม้ที่บ้านผมไม่มี เช่น น้อยหน่า แก้วมังกร ฯลฯ ก็เป็นของโปรดด้วยเช่นกัน

วัฒนธรรมที่ต่างกัน ส่งผลในการทำงานด้วย ในยุโรป ผู้คนทำงานในระดับเดียวกัน ถ้าคุณมีความเห็นที่ไม่ตรงกับเจ้านาย คุณก็จะโต้แย้งกันได้ เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นที่นี่ จะตรงกันข้าม ทุกคนจะไม่โต้แย้ง ถึงแม้ว่ารู้ว่าเจ้านายผิด ซึ่งผมเองไม่ชอบการทำงานในลักษณะนี้ และพยายามเรียนรู้เพื่อที่จะให้ทุกคนสบายใจในการเสนอแนะข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องรู้สึกอึดอัด เราต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อจะเลือกให้อย่างชาญฉลาดว่าจะทำงานกันอย่างไร เราถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งยังไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการจะปรับเปลี่ยนความคิดนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนที่ย่อมมีความแตกต่างกันไป

การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้คนที่มาจากต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม ยิ่งหากเราต้องมาอยู่ประจำ มาทำงาน มีภาระหน้าที่ เรามาอยู่ ต้องทำงานกับคนที่นี่ ไม่ใช่แค่มาท่องเที่ยวไม่กี่วันแล้วก็กลับออกไป จึงต้องศึกษาทำความเข้าใจ และกลมกลืมไปกับธรรมเนียมปฏิบัติ พร้อมๆ ไปกับการพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งเราและเขา ให้ผสมกลมกลืนเพื่อการทำงานกันอย่างราบรื่น

ปัจจุบัน ผมอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำงานติดต่อร่วมกับโรงงาน หรือบริษัทที่อยู่ตามประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย ไต้หวัน อเมริกา เนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะปัญหาในเรื่องเวลาที่แตกต่างกัน โดยงานหลักที่ทำจะเกี่ยวกับโซลูชั่นต่างๆ เช่น โปรแกรม ซอร์ฟแวร์ เกี่ยวกับบริษัทด้านส่วนประกอบทางอีเล็คโทรนิคที่ซับซ้อน ซึ่งอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ หลากหลายมาก เช่นในรถยนต์ เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสูงในการผลิต คล้ายๆ กับงานในแนวที่ผมเคยทำมาตั้งแต่เมื่อแรกเริ่ม ถึงจะไม่เหมือนเดิมแต่ก็อยู่ในแวดวงเดียวกัน

ในเรื่องประสบการณ์ทางกีฬาของผมนั้น ที่ประเทศอาฟริกาใต้ทุกคนเล่นรักบี้กันตั้งแต่เด็กๆ ที่โรงเรียน เริ่มจากเล่นกันตามระดับรุ่นอายุ ทำให้เด็กทุกคนได้เล่นกีฬากัน แล้วถ้าใครเล่นเก่งก็จะได้อยู่ทีมหลัก ส่วนที่ไม่เก่งก็อยู่ทีมรอง การเล่นกีฬาในโรงเรียนเป็นเรื่องของความสนุก การออกกำลังกาย ยังไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเล่นหลังจากนั้นเป็นเรื่องของกีฬาอาชีพ ซึ่งยากกว่ากันมาก แล้วผมก็ยังได้เล่น เทนนิส วอลเลย์บอล พายเรือแคนู ตอนนั้นก็คิดว่าได้เล่น ได้ทำกิจกรรมบ้างพอสมควรแล้ว แต่ถ้านึกย้อนกลับไปตอนนี้ก็คิดว่าผมยังได้เล่นกีฬาน้อยไปหน่อย

ที่เนเธอร์แลนด์ผมเคยเรียนดำน้ำ ทำให้เมื่อมาอยู่ประเทศไทยซึ่งเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำแห่งหนึ่งของโลก มีโอกาสเมื่อไหร่ก็จะไปดำน้ำแถวทะเลอันดามันบ้าง หรือออกไปสัมผัสธรรมชาติ ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ๆ เพราะผมโตขึ้นมากับฟาร์ม สัตว์เลี้ยง อยู่กับธรรมชาติ ถ้าไปเที่ยวเกาะ ก็ต้องเงียบสงบ หาดทรายขาวสะอาด ผู้คนยังไปกันไม่เยอะ

ส่วนกีฬากอล์ฟผมเคยเล่นเมื่อนานมาแล้วที่ประเทศอาฟริกาใต้ เล่นได้ไม่ดีนัก เป็นแค่กิจกรรมสนุกๆ เป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทักษะสูง ต้องแข่งกับตัวเอง และที่ชอบที่สุดคือ ได้อยู่ห่างจากคอมพิวเตอร์ วางมือจากงาน ได้ออกไปข้างนอก สัมผัสกับธรรมชาติ ดูต้นไม้ ฟังเสียงนก ซึ่งผมชอบมาก และหลังจากห่างหายมานาน ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาพยายามซ้อมบ้าง เพื่อให้พอเล่นได้แต่ก็ไม่หวังจะเล่นให้ดีอะไรมาก แค่สนุกกับกอล์ฟก็พอใจแล้ว

ผมยังชอบถ่ายภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับธรรมชาติ แต่ชีวิตส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่ในเมือง ทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสถ่ายภาพธรรมชาติตามแบบที่ชอบได้ง่ายๆ จึงหันไปถ่ายภาพเมืองยามเย็นเมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า มีแสงสีท้องฟ้าสวยๆ เป็นฉากหลัง ชอบบันทึกภาพแบบที่เห็นวิวทิวทัศน์เป็นมุมกว้างๆ มากกว่าจะถ่ายภาพเฉพาะบุคคล

ผมไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพอย่างเข้มงวดนัก แต่ก็พยายามใส่ใจในเรื่องอาหาร เลี่ยงที่มีมันมาก หวานมาก แล้วก็เข้ายิมเพื่อออกกำลังกายบ้างตามช่วงเวลาที่ทำได้ เมื่อก่อนอาศัยอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ ปั่นจักรยานบ้าง แต่ที่นี่ร้อนไปสักหน่อยทำให้ไม่ค่อยสะดวก

เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผมไปปั่นจักรยานในป่าที่ฮอลแลนด์กับเพื่อน แล้วประสบอุบัติเหตุ ล้มลงจนกระดูกที่คอแตก โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ก็ต้องติดเครื่องมือที่ช่วยให้กระดูกสมาน ทำให้ไม่สามารถขยับตัวได้สะดวกถึง 3 เดือน และนั่นเป็นครั้งที่รู้สึกว่า ชีวิตเฉียดกับความตายมากที่สุด

การที่ผมได้รับบาดเจ็บในครั้งนั้น ส่งผลกระทบให้มุมมองของชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดกาล ทำให้รู้สึกตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตว่า ถึงแม้เราจะอ่านหนังสือแค่ไหน หรือผู้คนจะเล่าให้เราฟังมากอย่างไร ถ้าเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ก็จะไม่มีวันเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุ ถ้าเกิดขึ้นแล้วโชคดีรอดมาได้ คุณจะเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ได้อย่างชัดเจน ทำให้เราได้รู้ความหมายของการได้ทำในสิ่งที่รัก ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ

ดังนั้นเมื่อตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน จงถามตัวเองว่า ได้ทำในสิ่งที่รัก ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วหรือยัง ถ้ายัง จงรีบทำทันทีอย่าไปรีรอ อย่าไปเสียเวลารอให้ถึงวันพรุ่งนี้ เพราะชีวิตคนเรา ไม่มีอะไรแน่นอน แล้วยิ่งถ้าคุณแก่ตัวลง แล้วมีคนมาถามว่าเสียดายเวลาที่ผ่านมาหรือเปล่า คุณจะตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าไม่เลย แต่ถ้ายังมัวแต่คอยว่าจะตั้งต้นในวันพรุ่งนี้ แล้วเมื่อวันพรุ่งนี้มาถึงทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมอีก ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็สายเกินไปแล้วครับ